<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลต่อยอดความสำเร็จ IMF–World Bank 2026 สู่การลงทุนจริง สร้างงาน กระจายรายได้ ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/552934</link>
<guid isPermaLink="false">13538cd0abc16830f28209132bd70e77</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 11:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>รัฐบาลต่อยอดความสำเร็จ IMF&ndash;World Bank 2026 สู่การลงทุนจริง สร้างงาน กระจายรายได้</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20261021c719f7f9a35e0b549b93a4df70f89cd1114653.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐบาลเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569 โดยนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลมุ่งให้โอกาสและความร่วมมือที่เกิดขึ้นสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ประชาชน เศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการไทย และภาคบริการของประเทศ พร้อมส่งเสริมสินค้าไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเอกลักษณ์ของประเทศสู่ตลาดนานาชาติ ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การประชุมประสบความสำเร็จ 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพที่โลกประทับใจ การเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ และการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่น โดยจะต่อยอดความเชื่อมั่นสู่การลงทุนจริง ปรับปรุงกฎระเบียบ พัฒนาทักษะแรงงาน และเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ กระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำโอกาสจากการประชุม IMF&ndash;World Bank 2026&nbsp;<br />
มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งพัฒนาสินค้าไทย สร้างแบรนด์ ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนเชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และธุรกิจ MICE เพื่อขยายตลาดต่างประเทศ&nbsp;เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพกระจายสู่ประชาชนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว</p>

<p>(20 ต.ค. 69) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงผลสำเร็จการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings)&nbsp;ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 พร้อมแนวทางต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br />
นายเอกภพ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;ให้ความสำคัญกับการต่อยอดความสำเร็จจากการประชุม โดยต้องทำให้โอกาสและความร่วมมือที่เกิดขึ้นนำไปสู่ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงเดินหน้าประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ศักยภาพและเอกลักษณ์ของไทยที่ได้รับการเผยแพร่สู่สายตานานาชาติ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการไทย และภาคบริการของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาครัฐหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ยังสามารถต่อยอดไปสู่ประชาชนและเศรษฐกิจฐานรากได้ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพย์สินทางปัญญา และเอกลักษณ์ของประเทศให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันให้เกิดการพัฒนาผู้ประกอบการและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง<br />
ดร.สันติธาร ยินดีกับคนไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง&nbsp;โดยได้รับเสียงชื่นชมจากผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากนานาประเทศ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และอาสาสมัคร ที่ร่วมกันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก โดยประสบความสำเร็จ 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพที่โลกประทับใจ การเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ และการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่น สรุปได้ดังนี้<br />
1. ความสำเร็จด้านการเป็นเจ้าภาพที่โลกประทับใจ ประเทศไทยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมมากกว่า 19,000 คน นับเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการประชุม IMF&ndash;World Bank โดยประมาณร้อยละ 60 เป็นผู้แทนระดับสูงและผู้เข้าร่วมจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในภาคโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ พร้อมช่วยเผยแพร่ศักยภาพของไทยด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม MICE (อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและการจัดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่) ซึ่งภาพลักษณ์และความประทับใจที่ประเทศไทยส่งต่อสู่สายตาชาวโลก ทั้งอาหารไทย ผลไม้และไอศกรีมที่ได้รับความนิยม ผ้าไทยลวดลายท้องถิ่น ตลอดจนผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าที่สะท้อนภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของไทย ช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการไทยในระดับนานาชาติ และเป็นโอกาสในการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การส่งออก และการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว<br />
2. ความสำเร็จด้านการเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยนำเสนอแนวคิดและแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาคมโลกกำลังเผชิญ พร้อมแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและร่วมแก้ไขปัญหาระดับโลกได้ แม้จะเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางก็ตาม หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ณ Royal Pavilion ซึ่งนำเสนอพระราชกรณียกิจ&nbsp;แนวพระราชดำริ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานในรัชสมัยรัชกาลปัจจุบัน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ยังได้อัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&nbsp;มากล่าวในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่ ซึ่งมีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม พร้อมแสดงความตั้งใจที่จะนำแนวคิดดังกล่าวไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานต่อไป<br />
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังนำเสนอแนวทางรับมือโจทย์สำคัญของโลก 4 ด้าน ได้แก่ 1) การประยุกต์ใช้ AI โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ เพื่อช่วยธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อย 2) การรับมืออาชญากรรมทางการเงินในโลกดิจิทัล ผ่าน Bangkok Blueprint เพื่อป้องกันการทุจริตทางการเงินและอาชญากรรมข้ามพรมแดน ตลอดจนเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมทางการเงิน 3) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อพัฒนาโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ อาทิ การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในอาคารภาครัฐ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการรวบรวมผลการลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิต และ 4) การเชื่อมโยงความร่วมมือในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น โดยประเทศไทยเสนอบทบาทการเป็น Trusted Connector หรือประเทศที่สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ใช้ศักยภาพของประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเทศและภูมิภาค<br />
3. ความสำเร็จด้านการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่น โดยสร้างความเชื่อมั่นจากภายนอกควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถภายในประเทศ โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพเปิดการหารือกับผู้นำภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ นักลงทุน ภาคธุรกิจ และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมรักษาวินัยการคลังควบคู่กับการลงทุนเพื่ออนาคต รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหุ้นส่วนในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ การหารือกับธนาคารกลางและธนาคารพัฒนาอิสลาม เพื่อขยายโอกาสด้านการเงินอิสลามและสนับสนุนการลงทุนในประเทศไทย รวมถึงการจัดเวทีเชื่อมโยงนักธุรกิจชั้นนำจากหลายภูมิภาคเข้ากับภาคธุรกิจไทย ก่อนการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจและพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง<br />
ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำข้อเสนอแนะจากองค์กรระหว่างประเทศและนักลงทุนมาปรับปรุงการดำเนินงานภายในประเทศ ทั้งด้านกฎระเบียบ ขั้นตอนการประกอบธุรกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยมีกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือข้ามกระทรวงและระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้มากกว่าร้อยละ 3 ภายใน 4 ปี และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลก อย่างไรก็ตามการดึงดูดการลงทุนจะต้องไม่มุ่งเพียงการนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ต้องทำให้การลงทุนเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ส่งมอบสินค้าและบริการ (Suppliers) รวมถึงแรงงานไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การสร้างงานที่มีคุณภาพ และการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน อีกทั้งการเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบ ประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และความโปร่งใส จะเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมุ่งดำเนินการตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดภายในปี 2571<br />
ดร.สันติธาร ย้ำว่า ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจระยะต่อไป ประเทศไทยสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งขึ้นในสายตานานาชาติ และเปิดประตูสู่ความร่วมมือใหม่ ๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนความสนใจและความเชื่อมั่นที่ได้รับให้กลายเป็นการลงทุนจริง โอกาสทางธุรกิจ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน โดยต้องใช้โอกาสจากการประชุมเพียงหนึ่งสัปดาห์ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยไปอีกหลายสิบปี พร้อมย้ำว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลงานร่วมกันของคนไทยทุกคน<br />
พร้อมกันนี้รัฐบาลยังได้ต่อยอดการเชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำโอกาสจากการประชุม IMF&ndash;World Bank 2026 มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ที่เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการต่อยอดแนวคิด IP Finance รวมถึงสินค้าชุมชน อาทิ ผ้าไทยสำหรับตกแต่งบ้าน&nbsp;ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น<br />
ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมต่อยอดการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดงมวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ&nbsp;ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อยอดในภารกิจด้านการท่องเที่ยว มุ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจ MICE เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ<br />
นางศุภจีมุ่งให้ความร่วมมือของทั้ง 3 กระทรวงดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม โดยเชื่อมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โอกาสจากเวทีนานาชาติไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นรายได้ที่กระจายสู่ผู้ประกอบการและชุมชน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261021c719f7f9a35e0b549b93a4df70f89cd1114653.jpg' type='image/jpg' length='1746407' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติมาตรการพยุงราคาข้าวนาปี–ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดูแลรายได้เกษตรกร]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/552855</link>
<guid isPermaLink="false">249666d5e77459f4b769f502c3420631</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. อนุมัติมาตรการพยุงราคา<br />
ข้าวนาปี&ndash;ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์<br />
ดูแลรายได้เกษตรกร</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20261021de5b6a74cdafc3c8c9ddd714b52d9184100046.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติมาตรการดูแลสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าวเปลือกและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;ปีการผลิต 2569/70 โดยใช้กลไกการเก็บสต็อก การดูดซับผลผลิต สินเชื่อเพื่อชะลอการขายและรวบรวมผลผลิต ตลอดจนการยกระดับคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านราคา เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงราคาต่ำ และสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกร โดยได้รับทราบมาตรการภายใต้แนวคิด &ldquo;ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต&rdquo; (New Rice Economy) จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงิน 564 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 หรือ &ldquo;ข้าวประณีต ระยะที่ 2&rdquo; วงเงิน 84 ล้านบาท และอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 จำนวน 2 โครงการ ภายใต้กรอบวงเงินรวม 56,584.64 ล้านบาท ได้แก่ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้รับทราบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 รวม 4 โครงการ วงเงินรวม 120.30 ล้านบาท ได้แก่ โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2569/70 โครงการดูดซับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&nbsp;ปี 2569/70 โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2569/70 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 เพื่อช่วยบริหารจัดการผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคา สนับสนุนสภาพคล่อง ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้เกษตรกร&nbsp;</p>

<p>(20 ต.ค. 69) คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด &ldquo;ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต&rdquo; (New Rice Economy) จำนวน 2 โครงการ ภายในกรอบวงเงิน 648 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่<br />
1. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 564 ล้านบาท มีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวให้สามารถเก็บสต็อกและชะลอการระบายข้าวออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ช่วยลดแรงกดดันต่อราคาและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกให้เหมาะสมกับภาวะตลาด<br />
2. โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 หรือ &ldquo;ข้าวประณีต ระยะที่ 2&rdquo; วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 84 ล้านบาท มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพสูง ยกระดับมาตรฐานและมูลค่าสินค้า เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่สูงขึ้น ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจอนาคตได้อย่างยั่งยืน<br />
พร้อมกันนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 จำนวน 2 โครงการ ภายในกรอบวงเงินรวม 56,584.64 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานไปประกอบการดำเนินงานต่อไป&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการที่ได้รับอนุมัติในหลักการประกอบด้วย&nbsp;<br />
1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงิน 40,928.39 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน กำหนดวงเงินสินเชื่อตามประเภทข้าว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 6,500 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 8,500 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน พร้อมสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวตามเงื่อนไขโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วม เป็นการใช้กลไกสินเชื่อเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการเก็บข้าวไว้และชะลอการขายในช่วงที่ราคาตลาดยังไม่เหมาะสม ลดความจำเป็นในการเร่งขายผลผลิตทันทีหลังเก็บเกี่ยว และช่วยกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างเหมาะสม&nbsp;<br />
&nbsp;2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินรวม 15,656.25 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวบรวมข้าวเปลือกเป้าหมาย 1.5 ล้านตัน สำหรับจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยอีก 3.50% ต่อปี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเสริมอำนาจต่อรองในการจำหน่ายผลผลิต เพื่อสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกรในการรวบรวม รับซื้อ แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าว ช่วยเพิ่มบทบาทของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรในการบริหารจัดการผลผลิต และเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่เกษตรกร<br />
สำหรับโครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ซึ่งเสนอขอใช้งบประมาณจ่ายขาดจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,680 ล้านบาท นั้น เป็นการประมาณการกรอบวงเงินตามเป้าหมายการรับซื้อข้าวเปลือก ขณะที่ยังไม่มีภาระค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของวงเงินงบกลาง ดังนั้น สำนักงบประมาณจึงเห็นควรให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนและกำหนดเป้าหมายของโครงการดูดซับข้าวเปลือกให้สอดคล้องกับความจำเป็นและสถานการณ์จริง พร้อมนำผลการดำเนินโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 มาประกอบการพิจารณา ก่อนเสนอขอใช้จ่ายจาก กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรมีเงินสดคงเหลือปลอดภาระผูกพัน รวมกับงบประมาณที่ได้รับตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมทั้งสิ้น 2,655.5036 ล้านบาท โดยการพิจารณาใช้เงินกองทุนต้องคำนึงถึงความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันของกองทุนประกอบกันด้วย<br />
ทั้งนี้ มาตรการด้านข้าวทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงจากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ป้องกันไม่ให้ราคาข้าวตกต่ำ และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้านการสร้างรายได้ในภาคเกษตร โดยมาตรการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ หรือ นบข. ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบการดำเนินการตามนัยมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรแล้ว<br />
อีกทั้ง คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ นบขพ. เสนอ รวม 4 โครงการ ภายในกรอบวงเงินรวม 120.30 ล้านบาท เพื่อช่วยบริหารจัดการผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคา สนับสนุนสภาพคล่อง และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยคณะรัฐมนตรีได้รับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ซึ่งใช้งบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน 2 โครงการ โดยมีวงเงินงบประมาณจ่ายขาดรวมทั้งสิ้น 71.50 ล้านบาท ดังนี้<br />
1. โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 20 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ให้มีสภาพคล่องเพียงพอในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลา 60&ndash;120 วัน ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตออกจากตลาดชั่วคราว 200,000 ตัน พร้อมชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงผลผลิตกระจุกตัว โดยไม่แทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง&nbsp;<br />
2. โครงการดูดซับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 51.50 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่มีปริมาณข้าวโพดออกสู่ตลาดจำนวนมาก และกระจายไปยังผู้ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกองค์การคลังสินค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในแหล่งผลิตและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่เกษตรกร<br />
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 ซึ่งใช้วงเงินงบประมาณตามมาตรา 27 และ 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 จำนวน 2 โครงการ โดยมีวงเงินงบประมาณจ่ายขาดรวมทั้งสิ้น 48.80 ล้านบาท ดังนี้<br />
1. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 35 ล้านบาท ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิต 100,000 ตัน เพื่อให้สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อ รวบรวม และแปรรูปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 4.50 ต่อปี ซึ่งรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี และสถาบันเกษตรกรรับภาระเพียงร้อยละ 1 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน<br />
2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569/70 วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 13.80 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 230 ล้านบาท หรือรายละไม่เกิน 230,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน เพื่อให้เกษตรกรนำเงินทุนไปพัฒนากระบวนการผลิต เลือกใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยกระดับคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร&nbsp;<br />
ในส่วนของมาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้ง 4 โครงการได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการ นโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินงานในลักษณะเดียวกับปีการผลิต 2568/69 และใช้แหล่งเงินเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดให้มาตรการหรือโครงการตามมาตรา 28 ต้องไม่เป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐจ่ายเงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรแก่เกษตรกรโดยตรง ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี<br />
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 รวมถึงต้องไม่ดำเนินการในลักษณะเดียวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการหรือประชาชนโดยตรง ดังนั้น มาตรการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครั้งนี้จึงใช้กลไกสินเชื่อ การเก็บสต็อก การรวบรวมและดูดซับผลผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ใช่มาตรการอุดหนุนหรือประกันราคาโดยตรง โดยโครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการได้รับความเห็นชอบในหลักการจากนายกรัฐมนตรีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว<br />
ทั้งนี้ มาตรการด้านข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะช่วยบริหารปริมาณผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ลดแรงกดดันด้านราคา และเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่ราคาไม่เหมาะสม การสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกรจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการรวบรวม รับซื้อ แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต ขณะที่การส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงและการใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ&nbsp;ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว มุ่งให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรและโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261021de5b6a74cdafc3c8c9ddd714b52d9184100046.jpg' type='image/jpg' length='1746757' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 10,508 ล้าน เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย “คลัง” ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/552852</link>
<guid isPermaLink="false">1bb52f6bf4cbc61c702d46b00df07e98</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 09:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. อนุมัติงบกลาง 10,508 ล้าน เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย &ldquo;คลัง&rdquo;<br />
ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา<br />
และฟื้นฟู</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/2026102160a85853973e38f175cb8cb2e5dc9f13095711.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางเพิ่มเติม 10,508.88 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอีก 1,481,401 ครัวเรือน ในพื้นที่ 66 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมผู้ประสบภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ซึ่งการอนุมัติงบกลางเพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นการเตรียมงบประมาณรองรับผู้ประสบภัยที่ยื่นคำขอและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังรับทราบและเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 ของกระทรวงการคลัง ครอบคลุมมาตรการด้านการเงินและมาตรการภาษี ได้แก่ การพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และขยายเวลาชำระหนี้ การให้สินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเสริมสภาพคล่องแก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 30,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูกิจการ SMEs มาตรการภาษี เช่น การลดหย่อนค่าซ่อมแซมบ้านไม่เกิน 100,000 บาท และรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย ขยายเวลายื่นแบบและชำระภาษีให้ผู้ได้รับผลกระทบ และโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - 1 ตุลาคม 2570 ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุม 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากภัยพิบัติ วงเงินรวมไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้โดยเร็ว</p>

<p><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;(20 ต.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพิ่มเติม 10,508,876,400 บาท&nbsp;จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอีก 1,481,401 ครัวเรือน ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 29 กันยายน และ 6 ตุลาคม 2569 โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินผ่านธนาคารออมสิน เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป และสามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดและ<br />
ข้ามรายการได้ ครอบคลุมพื้นที่ 66 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และเป็นพื้นที่เกิดภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569<br />
ทั้งนี้ จากข้อมูล วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีผู้ประสบอุทกภัยได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว รวมจำนวน 390,393 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต จำนวน 5 ราย รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,047,545,000 บาท ปัจจุบันมีงบประมาณคงเหลือสำหรับจ่ายเงินให้กับผู้ประสบอุทกภัย จำนวนเงิน 2,244,110,600 บาท (ซึ่งเป็นเงินจากสำนักงบประมาณอนุมัติ จำนวนเงิน 5,281,655,600 บาท รวมกับกรุงเทพมหานครส่งเงินสมทบ จำนวนเงิน 10,000,000 บาท หักโอนจ่ายเงินให้ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 3,047,545,000 บาท) แต่เนื่องจากมีจำนวนครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัยที่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีมากกว่าจำนวนครัวเรือนผู้ประสบภัยที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินไว้แล้ว ซึ่งขณะนี้มีผู้ประสบอุทกภัยลงทะเบียนและกรณีการเสียชีวิตขอรับเงินช่วยเหลือฯ จำนวน 2,096,152 ครัวเรือน และผู้เสียชีวิต จำนวน 5 ราย รวมจำนวนเงิน 15,800,532,000 บาท จึงต้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือฯ เพิ่มเติม จำนวน 1,481,401 ครัวเรือน จำนวนเงิน 10,508,876,400 บาท (ผู้ประสบภัยลงทะเบียน จำนวนเงิน 15,800,532,000 บาท หักสำนักงบประมาณอนุมัติแล้ว จำนวนเงิน 5,281,655,600 บาท หักกรุงเทพมหานครส่งเงินสมทบแล้วจำนวนเงิน 10,000,000 บาท)<br />
อย่างไรก็ตามการที่ ครม. อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นการเตรียมงบประมาณรองรับผู้ประสบภัยที่ยื่นคำขอและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา สำหรับการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ข้อมูลผู้ลงทะเบียนจะอยู่ในระบบเพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่น อาทิ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบรายชื่อและความเสียหายก่อนพิจารณาอนุมัติและส่งข้อมูลให้ ปภ. ดำเนินการจ่ายเงิน ส่วนรายชื่อที่มีเงื่อนไขต้องตรวจสอบเพิ่มเติมจะยังคงอยู่ในระบบเพื่อรอการพิจารณา&nbsp;<br />
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังรับทราบและเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ เครื่องจักร และสถานประกอบการ อีกทั้งยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากสูญเสียพื้นที่ทำกิน ร้านค้าต้องหยุดกิจการ หรือไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ ส่งผลให้รายได้ลดลงหรือขาดหายไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและภาระหนี้สินยังคงอยู่ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย และมาตรการทางภาษี ดังนี้<br />
1. มาตรการด้านการเงิน<br />
1.1. มาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการบรรเทาและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2569 โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ประกอบด้วยมาตรการต่าง ๆ ตามกลุ่มผู้เสียหายและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนี้<br />
1) ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถหารายได้แต่ยังคงมีภาระหนี้อยู่กับสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ออกมาตรการพักชำระหนี้ ทั้งในส่วนต้นเงินและ/หรือดอกเบี้ย ลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ตามความเหมาะสม สำหรับผู้ประกอบการ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับคืนมา<br />
2) ประชาชนที่บ้านเรือนเสียหายมีความจำเป็นต้องซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 &ndash; 1.99 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 40 ปี &nbsp;<br />
3) ประชาชนที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ธนาคารออมสินให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงินต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 3 เดือนแรก นอกจากนี้สำหรับเกษตรกร ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตรที่ได้รับ<br />
4) ผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและยังทำให้ยังคงประกอบธุรกิจและจ้างงานต่อไปได้ ธนาคารออมสิน ธอท. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สนับสนุนสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ วงเงินต่อรายไม่เกิน&nbsp;5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 &ndash; 3.25 ต่อปี ระยะเวลากู้ไม่เกิน 7 ปี ขณะที่ ธสน. สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวให้กับผู้ประกอบการไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหมุนเวียนเดิม วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ค้ำประกันอยู่กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะได้รับการพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันสินเชื่อและค่าจัดการการค้ำประกัน<br />
5) มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ ธอส. ประนอมหนี้ให้กับลูกหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน หรือพิจารณาเป็นรายกรณี รวมทั้ง ธอส. และ ธอท. ออกมาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับลูกค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย<br />
1.2 มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ&nbsp;(Soft Loan) GSB เพื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 (มาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ) โดยคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการฟื้นฟูประชาชนและผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฯ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยเร็ว โดยธนาคารออมสินได้ออกมาตรการสินเชื่อ Soft Loan ให้แก่สถาบันการเงิน วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเป็นเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ซ่อมแซม ฟื้นฟูสถานประกอบการและทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับ SMEs ไม่เกินร้อยละ 3.50 ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก สำหรับปีที่ 3-5 ไม่เกินร้อยละ 5.00 ต่อปี วงเงินต่อรายรวมทุกสถาบันไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี และมีมติเห็นชอบให้แยกบัญชีมาตรการดังกล่าวเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA)&nbsp;<br />
2. มาตรการภาษี<br />
กระทรวงการคลังมีมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาและฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 จำนวน&nbsp;4 มาตรการ ได้แก่&nbsp;<br />
2.1 มาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่นำเข้า<br />
เพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และผู้ประกอบกิจการโรงแรมและสถานที่พักที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยให้ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักรตามตอนที่ 84 ของพิกัดอัตราศุลกากร โดยกำหนดเป็นมาตรการชั่วคราวจนถึงวันที่&nbsp;<br />
31 มีนาคม 2570 ทั้งนี้ สิ่งของที่นำเข้าต้องเป็นของใหม่และนำไปใช้ในกิจการของผู้ได้รับสิทธิเท่านั้น ผู้นำเข้าต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิหรือผู้แทนจำหน่ายที่มีสัญญาซื้อขายกับผู้ได้รับสิทธิ และต้องแสดงหนังสือรับรองว่าเป็นผู้ประสบอุทกภัยจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อกรมศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด<br />
2.2 มาตรการภาษีช่วยค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยบุคคลธรรมดา (ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) ที่ทรัพย์สินได้รับความเสียหายจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 - 31 ธันวาคม 2569 ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถนำค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เป็นค่าใช้จ่าย 2 ประเภท ได้แก่&nbsp;<br />
1) ค่าซ่อมแซม ค่าทำความสะอาด หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมหรือการทำความสะอาด อาคาร ห้องชุด และทรัพย์สินที่ติดตั้งกับตัวอาคารหรือในที่ดินที่ตั้งอาคารหรือที่ติดตั้งกับห้องชุด ไม่เกิน 100,000 บาท&nbsp;<br />
ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์&nbsp;<br />
2) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ หรืออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งผู้ใช้สิทธิต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เช่าซื้อ ในกรณีที่มีทรัพย์สินเสียหายมากกว่า 1 แห่ง หรือรถเสียหายมากกว่า 1 คัน ให้รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้วงเงินดังกล่าว&nbsp;<br />
2.3 การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย กรณีกรมสรรพากร &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือนำส่งภาษี และผู้มีหน้าที่เสียอากร ซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ตามท้องที่ที่กรมสรรพากรกำหนด จะได้รับการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี การนำส่งภาษี และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน - 29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยการขยายกำหนดเวลาครอบคลุมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ (ยกเว้นกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) และการขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ทั้งนี้ การขยายเวลารวมทั้งการยื่นแบบเป็นกระดาษและผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ อุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 กันยายน 2569 กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศกระทรวงการคลังขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมต่อไป<br />
2.4 มาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกรมสรรพสามิต ปี 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2569 ของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ซึ่งเป็นการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี รวมถึงการยื่นงบเดือน สำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบกิจการสถานบริการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งมีภาระภาษีหรือกำหนดยื่นงบเดือนระหว่างเดือนกันยายน - ตุลาคม 2569 ออกไปจนถึงวันที่&nbsp;15 พฤศจิกายน 2569 อีกทั้ง ขยายกำหนดเวลาการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตสุราและยาสูบ รวมถึงใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ใบอนุญาตสิ้นอายุระหว่างวันที่&nbsp;1 กันยายน - 31 ตุลาคม 2569 ให้สามารถยื่นคำขอได้จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 โดยให้ถือว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตรายเดิม<br />
&nbsp;นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกันจัดทำโครงการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งแบ่งออกเป็น 1) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน 2) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติในวงเงินรวมไม่เกิน&nbsp;2 ล้านบาทต่อคน ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยสามารถขอรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผ่านช่องทาง www.thainatcat.org&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026102160a85853973e38f175cb8cb2e5dc9f13095711.jpg' type='image/jpg' length='1649945' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่ง “ปราบนอมินี” ตรวจสอบที่ดินกลุ่มเสี่ยง-บังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ ปิดช่องนอมินีรายใหม่]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/552520</link>
<guid isPermaLink="false">93fd924c3b14b150d1aea45416a6431f</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 11:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>นายกฯ เร่ง &ldquo;ปราบนอมินี&rdquo;<br />
ตรวจสอบที่ดินกลุ่มเสี่ยง-บังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ<br />
ปิดช่องนอมินีรายใหม่</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20261020aedaeba9503452f3d676bbd5a1bb0fa3113052.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ &ldquo;ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ&rdquo; ย้ำเจตนารมณ์รัฐบาลในการปราบปรามการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยมิชอบ ป้องกันทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และเครือข่ายนอมินี&nbsp;โดยที่ผ่านมา กรมที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจพบการถือครองที่ดินโดยนอมินีหรือเข้าข่ายถือครองแทนคนต่างด้าว จำนวน 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง เนื้อที่ 5,467 ไร่ มูลค่าประมาณ 14,010 ล้านบาท พร้อมเร่งบังคับจำหน่ายที่ดินและดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา ทั้งนี้ กำชับให้ตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุม ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เส้นทางการเงิน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมขับเคลื่อน 3 แนวทาง ได้แก่ เร่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติภายในเดือนธันวาคม 2569 บังคับจำหน่ายที่ดินและติดตามผลอย่างจริงจัง และปิดช่องนอมินีรายใหม่ด้วยการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันในระยะยาว ภายใต้หลัก &ldquo;จริงจังกับผู้กระทำผิด และเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง&rdquo; นอกจากนี้รัฐบาลยังเดินหน้าจัดการปัญหาการทุจริต โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ครั้งที่ 2/2569 มุ่งลดความเสี่ยงการเรียกรับสินบน ยกระดับกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต และพัฒนาระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล เร่งตรวจสอบช่องโหว่ทางกฎหมายและหาแนวทางป้องกันการเรียกรับสินบน โดยเริ่มพื้นที่ถนนข้าวสารเป็นแซนด์บ็อกซ์ พร้อมกำชับให้สอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่รัฐถูกพาดพิงภายใน 30 วัน รวมทั้งประเมินกระบวนงานที่มีความเสี่ยงสูงตามโครงการ &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใส&rdquo; เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตและส่งเสริมการดำเนินงานของภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล</p>

<p>(19 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ &ldquo;ปราบนอมินี บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ&rdquo; ซึ่งจัดโดยกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าพนักงานที่ดินเข้าร่วม นายกรัฐมนตรี ย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการปราบปรามการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยมิชอบเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายไทย โดยที่ดินเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ การถือครองและใช้ประโยชน์ต้องถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และไม่เปิดช่องให้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และเครือข่ายนอมินี พร้อมชื่นชมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมบูรณาการการทำงานจนเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชน ทั้งนี้ที่ผ่านมา&nbsp;กรมที่ดินได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการตรวจสอบนอมินีระดับจังหวัด&nbsp;พบการถือครองที่ดินโดยนอมินีหรือเข้าข่ายถือครองแทนคนต่างด้าว จำนวน 1,397 ราย รวม 2,360 แปลง เนื้อที่ 5,467 ไร่ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันประมาณ 14,010 ล้านบาท และได้เร่งบังคับจำหน่ายที่ดินในกรณีที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา<br />
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรวจสอบต้องไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลผู้ถือครองที่ดินหรือผู้ถือหุ้นตามทะเบียน แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้มีอำนาจควบคุม ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง เส้นทางการเงิน ทรัพย์สิน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิดและขยายผลถึงเครือข่ายตามกฎหมาย ขณะเดียวกันประเทศไทยยินดีต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศที่สุจริต โปร่งใส และปฏิบัติตามกฎหมายไทย รวมถึงการถือครองหรือใช้สิทธิในที่ดินที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลัก &ldquo;จริงจังกับผู้กระทำผิด และเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง&rdquo; อย่างไรก็ตามความสำเร็จของปฏิบัติการ LAND ACTION ไม่ได้วัดเพียงจำนวนกรณีที่ตรวจพบ แต่ต้องทำให้แต่ละกรณีได้ข้อยุติและบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลอย่างแท้จริง ภารกิจนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น แหล่งเงินทุน การถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนเส้นทางการเงินและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งกรมที่ดินต้องดำเนินการเรื่องการถือครองและการจำหน่ายที่ดินตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมประสานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานทันทีเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ 3 ประการ ดังนี้<br />
1. เร่งตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้ได้ข้อยุติเป็นรายกรณี ให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัดจัดลำดับความสำคัญของกรณีที่ต้องตรวจสอบ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนดำเนินงาน และกรอบเวลาให้ชัดเจน หากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีหรือความผิดอื่น ให้ส่งต่อและขยายผลไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยไม่ชักช้า โดยต้องตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569<br />
2. บังคับจำหน่ายที่ดินและติดตามผลอย่างจริงจัง กรณีตรวจสอบพบการถือครองที่ดินโดยมิชอบ ให้ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบการรับโอนและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัวนอมินีจากรายหนึ่งไปสู่อีกรายหนึ่ง โดยที่ปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม<br />
3. ปิดช่องนอมินีรายใหม่และวางระบบป้องกันในระยะยาว ให้ทุกหน่วยงานนำข้อค้นพบจากการปฏิบัติการครั้งนี้ไปปรับปรุงระบบเฝ้าระวังก่อนและหลังการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติการณ์ที่อาจนำไปสู่การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ควบคู่กับการสื่อสารหลักเกณฑ์ให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าใจ การเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสที่เข้าถึงได้ และการเผยแพร่ผลการดำเนินงานในภาพรวมอย่างสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เกี่ยวข้องและไม่เปิดเผยข้อมูลที่กระทบต่อคดี<br />
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลมุ่งมั่นดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยยึดหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตและเคารพกฎหมาย ตามแนวทาง &ldquo;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&rdquo;&nbsp;<br />
ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ครั้งที่ 2 / 2569 ภายใต้คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้ หรือรับสินบน การทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนารูปแบบการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติอนุญาต พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทาง ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และกระบวนงานของภาครัฐต่อ คตท.&nbsp;<br />
ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมติที่ประชุมครั้งที่ผ่านมาโดยเฉพาะการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ&nbsp;การยกระดับกระบวนการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมเพื่อผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ตลอดจนการพัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใสในการให้บริการประชาชน&nbsp;<br />
นายภราดร กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสนใจกรณีที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจจับสถานบันเทิงหลายแห่ง ล่าสุดที่จังหวัดระยอง ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ซ้ำเดิมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่ประชุมจึงมีมติมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. และกรุงเทพมหานคร หารือแนวทาง โดยเบื้องต้นจะต้องดูช่องโหว่ทางกฎหมาย ว่ามีส่วนใดที่ทำให้เกิดการเรียกรับสินบน จากนั้น ทั้ง 3 หน่วยงานจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยจะเริ่มที่ถนนข้าวสารเป็นแซนด์บ็อกซ์ สำหรับกรณีที่สถานบันเทิงที่ถูกจับล่าสุดและได้พาดพิงว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องในการรับสินบน จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา ซึ่งได้กำชับกับ ป.ป.ท.ให้ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ในการสอบสวนการกระทำผิด เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุดย้ำว่า คตท.จะดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุด&nbsp;<br />
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาต รวมถึงการพัฒนาระบบงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งยังได้พิจารณากระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความเสี่ยงสูงตามกรอบการดำเนินโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส เพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมกำหนดแนวทางและมาตรการเชิงป้องกันที่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนงาน ลดช่องว่างในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐมีระบบการดำเนินงานที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261020aedaeba9503452f3d676bbd5a1bb0fa3113052.jpg' type='image/jpg' length='1506458' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปิดฉาก IMF–World Bank 2026 ต่อยอดเวทีโลก สู่การลงทุน สร้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย  ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/552005</link>
<guid isPermaLink="false">4ef5824a97b68ffaaf63e20af18d811d</guid>
<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 11:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ปิดฉาก IMF&ndash;World Bank 2026 ต่อยอดเวทีโลก สู่การลงทุน สร้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20261019e5fc76109fe908f51ee388d80c5e9aa3114451.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล เปิดตัว Bangkok Blueprint เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและคุ้มครองประชาชนจากการฉ้อโกง&nbsp;2. ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพและสร้างงานคุณภาพ ส่งเสริมการใช้ AI ในธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงานผ่าน SkillBridge และเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มรายได้และขีดความสามารถในการแข่งขัน 3. ผลักดันไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมโยงตลาด เงินทุน และเทคโนโลยี มุ่งดึงดูดการลงทุนที่สร้างงาน พัฒนาทักษะคนไทย และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก 4. ขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและการเงินอิสลาม ร่วมกับ BIA และ IsDB ส่งเสริมแหล่งทุนแก่ SMEs ธุรกิจฮาลาล และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเพิ่มโอกาสขยายตลาดต่างประเทศ 5. พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและสาธารณสุข ร่วมกับ ADB ผ่านโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างและพัฒนาบริการสุขภาพ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมและยกระดับคุณภาพชีวิต 6. ส่งเสริมพลังงานสะอาดและเมืองคาร์บอนต่ำ วางกรอบเงินกู้ธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารภาครัฐและพื้นที่อุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุน SMEs แรงงาน และชุมชนให้ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญให้ไทยขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและต่อยอดการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการจ้างงาน การเข้าถึงเทคโนโลยี ความปลอดภัยทางการเงิน และบริการสาธารณะที่ดีขึ้น&nbsp;</p>

<p>ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; หรือ &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; โดยมีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม&nbsp;โดยตลอดช่วงการประชุมที่ผ่านมามีประเด็นสำคัญ ดังนี้<br />
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก เปิดตัวกรอบนโยบาย &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo; ซึ่งเป็นการริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานในคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ คณะอนุกรรมการ &ldquo;Connect the Dots&rdquo; มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ ให้สามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย Bangkok Blueprint จะช่วยวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ครอบคลุม 5 เสาหลักและ 12 แนวทางสำคัญ พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง และเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือในการวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การกำหนดแนวทางการป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ&nbsp;การกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้โดยง่าย ซึ่งหลังจากนี้จะผลักดันกระบวนการสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ มีโอกาสได้รับความคุ้มครองจากการหลอกโอนเงินและการฉ้อโกงทางดิจิทัลดีขึ้น ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้บริการธนาคาร การชำระเงินออนไลน์ และการค้าดิจิทัล&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ จะทำให้มีกรอบกลางสำหรับประสานงานกับต่างประเทศ ลดช่องว่างในการรับมืออาชญากรรมข้ามพรมแดน และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน&nbsp;<br />
2. การแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง AI กับอนาคตการจ้างงาน โดยเวทีของธนาคารโลก &ldquo;Small AI: More and Better Jobs&rdquo; ให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มผลิตภาพ มุ่งขับเคลื่อน 3 เป้าหมาย ได้แก่ ยกระดับงานที่มีอยู่ สร้างงานใหม่ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ผ่านแนวคิด AI in All มุ่งเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจที่มีอยู่ เช่น AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; All in AI มุ่งเปลี่ยนการลงทุน Data Center และ Cloud ให้เป็นงานคุณภาพสำหรับคนไทย ผ่านโครงการ SkillBridge เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมลดต้นทุนการเข้าถึง AI สำหรับ SMEs และ Startups และ AI for All มุ่งช่วยเหลือแรงงานและธุรกิจที่อาจปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จะทำให้แรงงานมีโอกาสเพิ่มทักษะดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถใช้ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อน วางแผนสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสยกระดับผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง&nbsp;<br />
3. แนวคิด &ldquo;Trusted Connector&rdquo; การชูบทบาทประเทศไทยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นว่าประเทศไทยต้องไม่มุ่งเพียงดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการจ้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา และการเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งจะต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมุ่งสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ และไทยยังเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ<br />
ประโยชน์ที่ประชาชนและแรงงานจะได้รับ มีโอกาสได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ในขณะที่ SMEs และผู้ผลิตไทย มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ เพิ่มตลาด ช่องทางจำหน่ายสินค้า และแหล่งเงินทุน&nbsp;<br />
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งลงทุนเพียงกลุ่มเดียว&nbsp;<br />
4. การต่อยอดความร่วมมือการลงทุนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับ Brunei Investment Agency (BIA) เสริมความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาการเงินอิสลาม โดยจากการหารือกับกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank: IsDB) เกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) โครงสร้างพื้นฐาน SMEs การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าฮาลาล และการเงินอิสลาม รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือด้านตราสารศุกูก (Sukuk คือ ตราสารทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม) และการพัฒนาศักยภาพของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย&nbsp;ประโยชน์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ได้รับ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการฮาลาล โดยผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศที่มีความต้องการสินค้าฮาลาลและบริการที่สอดคล้องกับหลักการเงินอิสลาม&nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศได้รับ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคธุรกิจ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศและสถาบันการเงินในเครือข่าย IsDB&nbsp;<br />
5. ไทย-ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) แลกเปลี่ยนสัญญาเงินกู้โครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข) มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดประชุม Finance in Common Summit 2027 ณ กรุงเทพมหานคร และการสนับสนุนประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค&nbsp; &nbsp;ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยได้รับการดูแลและลดผลกระทบจากน้ำท่วม และเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp; ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค<br />
6. ผลักดันการลงทุนพลังงานสะอาดและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ กรอบวงเงินกู้จากธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารภาครัฐและพื้นที่อุตสาหกรรม ใช้กลไกบริษัทผู้ให้บริการด้านพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ให้บริษัทลงทุนปรับปรุงระบบพลังงานก่อน แล้วหน่วยงานที่เข้าร่วมทยอยชำระค่าบริการในระยะยาว พื้นที่นำร่องประกอบด้วยกรุงเทพมหานครและพื้นที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ครอบคลุมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา&nbsp;การปรับปรุงระบบไฟฟ้าในโรงเรียน สถานพยาบาล สำนักงานเขต และไฟส่องสว่างสาธารณะ นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ลงนามความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เพื่อจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของประเทศไทย (Thailand Just Transition Roadmap) โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนระยะแรก 20 ล้านบาท เพื่อศึกษามาตรการและกลไกทางการเงินช่วยให้ SMEs แรงงาน เกษตรกร และชุมชนปรับตัวต่อเทคโนโลยีสะอาดและมาตรฐานเศรษฐกิจใหม่ และโครงการ I-SPARK เพื่อศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสานและพัฒนาคาร์บอนเครดิต นำร่องอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในจังหวัดระยอง&nbsp;ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ให้บริการสาธารณะมีโอกาสลดค่าไฟฟ้า ทำให้มีทรัพยากรเหลือสำหรับการจัดบริการที่จำเป็นมากขึ้น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบประหยัดพลังงาน การบำรุงรักษา และบริการด้านคาร์บอนแก่ภาคเอกชนและแรงงาน&nbsp;<br />
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ สามารถลดการใช้พลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญา เพื่อยืนยันว่าการประหยัดพลังงานคุ้มค่ากับค่าบริการที่ต้องชำระจริง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261019e5fc76109fe908f51ee388d80c5e9aa3114451.jpg' type='image/jpg' length='1582446' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ใช้โอกาสประชุม IMF-World Bank 2026 ขยายความร่วมมือนานาชาติ ดึงนักลงทุนต่างชาติ สร้างงาน สร้างรายได้ ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/551349</link>
<guid isPermaLink="false">4d57d4baf1cd653c3edbab4d32596e1d</guid>
<pubDate>Fri, 16 Oct 2026 10:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>นายกฯ ใช้โอกาสประชุม IMF-World Bank 2026 ขยายความร่วมมือนานาชาติ ดึงนักลงทุนต่างชาติ<br />
สร้างงาน สร้างรายได้&nbsp;</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/2026101606df902399c79935b30d8e02aab9a478105049.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายกี ปาร์เมอแล็ง ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในช่วงการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings เนื่องในโอกาสครบรอบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิตเซอร์แลนด์&nbsp;โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน เร่งผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การศึกษาและพัฒนาทักษะบุคลากร รวมถึงร่วมมือปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับนาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย (OJK) เพื่อขยายความร่วมมือด้านการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม การค้าและการลงทุน การป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ พร้อมทั้งหารือกับนายอะเลกเซย์ โอเวียร์ชุก รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) และส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร ความมั่นคง และพลังงานสะอาด และหารือกับนาย Ernesto Torres Cant&uacute; หัวหน้าฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ บริษัท Citigroup, Inc. ซึ่งชื่นชมประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings และพร้อมสนับสนุนนักลงทุนที่มีคุณภาพให้เข้ามาลงทุนในไทย ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกิจกรรมส่งเสริมการลงทุน โดยรัฐบาลมุ่งยกระดับบทบาทไทยในห่วงโซ่ อุปทานโลกและใช้ศักยภาพเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ประเทศและประชาชน</p>

<p>(15 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายกี ปาร์เมอแล็ง (H.E. Mr. Guy Parmelin) ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) พร้อมทั้งร่วมหารือข้อราชการเต็มคณะ โดยการเยือนครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องในโอกาสที่ไทยและสวิตเซอร์แลนด์ครบรอบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต และเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี ซึ่งจากการหารือทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างมิตรภาพที่มีมายาวนาน และผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่<br />
1. การค้าและการลงทุน สวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในยุโรปในปี 2568 และยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย - EFTA ซึ่งรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบความตกลงฯ แล้ว ให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อไทยและสวิตเซอร์แลนด์ ในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีปาร์เมอแล็งเดินทางเยือนประเทศไทยพร้อมคณะนักธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งย้ำว่าไทยพร้อมส่งเสริมการลงทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน<br />
2. ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไทยและสวิตเซอร์แลนด์มีผลความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบความร่วมมือข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article 6 of the Paris Agreement) โดยโครงการรถโดยสารประจำทางไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok E-Bus Programme) เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ ซึ่งได้นำรถโดยสารไฟฟ้ามาใช้แล้วประมาณ 2,000 คัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จากความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าว มูลนิธิ KliK (KliK Foundation)&nbsp;คาดว่าจะจัดซื้อคาร์บอนเครดิตมูลค่าประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการระดมเงินทุนสีเขียว สนับสนุนโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ ๆ และเร่งการเปลี่ยนผ่านของไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ<br />
3. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า จุดแข็งของสวิตเซอร์แลนด์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการนำผลงานนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม<br />
4. การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ไทยให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญของสวิตเซอร์แลนด์ด้านการศึกษาและการฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา โดยเฉพาะระบบที่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต&nbsp;<br />
ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน อาทิ การปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันความสัมพันธ์ไทย-สวิตเซอร์แลนด์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และนำประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และหวังว่าจะได้ร่วมกันสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ให้มีความเข้มแข็ง มีพลวัต และยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป และจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุน ส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว และพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน<br />
อย่างไรก็ตามในโอกาสการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสานความร่วมมือ โดยการหารือกับนาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย (Otoritas Jasa Keuangan: OJK) ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียและมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน นายกรัฐมนตรีแสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น<br />
ด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ อินโดนีเซียชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่าไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่าไทยและอินโดนีเซียควรเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ บัญชีม้า และการฟอกเงิน โดยอาศัยการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด&nbsp;เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ<br />
ขณะที่การหารือกับนายอะเลกเซย์ โอเวียร์ชุก (H.E. Mr. Alexei Overchuk) รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้แสดงความยินดีในวาระสำคัญที่จะครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซีย ในปี 2570 และเห็นพ้องร่วมกันในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุน ซึ่งยังมีศักยภาพ&nbsp;ที่จะเติบโตได้อีกมาก ด้วยเหตุนี้จึงมุ่งผลักดันการเจรจาความตกลง เขตการค้าเสรีไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) ให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว เพื่อสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ภาคธุรกิจ และประชาชนของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงทิศทางความร่วมมือในอนาคตในสาขาที่ไทยและรัสเซียมีความเชี่ยวชาญร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการเกษตร ความมั่นคง และพลังงาน โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งฝ่ายรัสเซีย ย้ำถึงศักยภาพของรัสเซียในด้านเทคโนโลยีแบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs) และยินดีที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีดังกล่าวให้แก่ประเทศไทยในอนาคต<br />
ส่วนการหารือกับนาย Ernesto Torres Cant&uacute; หัวหน้าฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ (Head of International) บริษัท Citigroup, Inc. ซึ่งผู้บริหาร Citigroup แสดงความยินดีกับประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings ที่ได้รับเสียงชื่นชมในเชิงบวกจากหลายฝ่าย และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ สำหรับความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผ่านการจัดทำ MOU เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนนักลงทุนในเครือข่ายให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมนำเสนอศักยภาพของไทยผ่านกิจกรรม Roadshow ส่งเสริมความน่าสนใจของไทยในฐานะแหล่งลงทุน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนและดึงดูดนักลงทุนคุณภาพจากต่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงความเชื่อมั่นว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน รัฐบาลจึงมุ่งยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตระดับโลก และกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ยังมุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนกับนานาประเทศ พร้อมใช้ศักยภาพของไทยในฐานะประตูสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงตลาดได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดย Citigroup แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนนักลงทุนที่มีคุณภาพให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนในภูมิภาค<br />
สำหรับประเด็นการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) นายกรัฐมนตรี ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการเตรียมความพร้อมของไทยที่มีความคืบหน้าไปด้วยดี โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎระเบียบภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านการเงิน การดำเนินธุรกิจ เสริมสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026101606df902399c79935b30d8e02aab9a478105049.jpg' type='image/jpg' length='1402705' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเปิดตัว Bangkok Blueprint วางกรอบความร่วมมือโลกสกัดสแกมเมอร์-ภัยไซเบอร์ทั่วโลก]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/551203</link>
<guid isPermaLink="false">a4a959860664cf3818be45fd8eae7392</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ไทยเปิดตัว Bangkok Blueprint วางกรอบความร่วมมือโลก<br />
สกัดสแกมเมอร์-ภัยไซเบอร์ทั่วโลก</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20261015fbe087078a85e87cce8c44fdd08fcded161955.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัว &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo;&nbsp;ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ริเริ่มแนวคิด Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยต่อยอดบทเรียนและประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาเป็น &ldquo;เข็มทิศเชิงนโยบาย&rdquo; ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง โดยมีแนวทางสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. รับมืออย่างครบวงจร ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 2. ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัลที่ข้ามพรมแดน 3. แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานและมาตรการป้องกันภัยทางการเงินดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดย Bangkok Blueprint จะช่วยวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 12 แนวทางสำคัญ ครอบคลุมใน 5 เสาหลัก ได้แก่ (1) การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน (2) การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย (3) การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น AML/CFT และ Cybersecurity (4) การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และ (5) การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างการตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัย ครอบคลุม มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนทั่วโลก</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(14 ต.ค. 69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัว &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo; ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก&nbsp;ปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่าอาชญากรรมทางการเงินเป็นปัญหาข้ามพรมแดน ผู้เสียหายอาจอยู่ประเทศหนึ่ง มิจฉาชีพอยู่อีกประเทศ และเงินถูกโอนไปยังประเทศที่สาม จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง ติดตามเส้นทางการเงิน และช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ &ldquo;Bangkok Blueprint&rdquo; เป็นกรอบแนวทางเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับภัยการเงินดิจิทัลทั้งการฉ้อโกง&nbsp;การหลอกลวง และอาชญากรรมทางดิจิทัล เพื่อส่งเสริมระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และทั่วถึง<br />
โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ริเริ่มแนวคิด Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยต่อยอดบทเรียนและประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาเป็น &ldquo;เข็มทิศเชิงนโยบาย&rdquo; ที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง โดยมีแนวทางสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. รับมืออย่างครบวงจร ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน&nbsp;2. ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัลที่ข้ามพรมแดน 3. แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานและมาตรการป้องกันภัยทางการเงินดิจิทัลอย่างยั่งยืน<br />
Bangkok Blueprint จะเข้ามาเสริมการดำเนินงานภายใต้แนวคิด &ldquo;Connect the Dots&rdquo; ของประเทศไทย ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อให้สามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย Bangkok Blueprint จะช่วยวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ประกอบด้วย 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda): ผลักดันให้การแก้ปัญหาภัยทุจริตและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นนโยบายเร่งด่วนระดับชาติ 2) การมีกฎหมายและกฎระเบียบที่เหมาะสม (Appropriate Legislation): ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เอื้อต่อการจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด 3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทั่วถึง (Inclusive Infrastructure): การขยายโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินดิจิทัล (เช่น การถอดบทเรียนจากความสำเร็จของ PromptPay และแอปพลิเคชัน เป๋าตัง / ถุงเงิน ของไทย) เพื่อช่วยให้ร้านค้ารายย่อยและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น 4) การพัฒนาระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID &amp; KYC): ยกระดับมาตรฐานการพิสูจน์และยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันการเปิดบัญชีม้าและการสวมรอยทำธุรกรรม 5) ระบบการป้องกันเชิงรุก (Proactive Prevention): กำหนดมาตรการสกัดกั้นและจำกัดเส้นทางธุรกรรมที่ต้องสงสัยอย่างทันท่วงที ก่อนความเสียหายจะขยายวงกว้าง 6) ระบบตรวจจับอัจฉริยะ (Advanced Detection): นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (เช่น โมเดล AI ตรวจจับความเสี่ยง) มาใช้ตรวจจับพฤติกรรมธุรกรรมที่ผิดปกติ 7) กลไกการเยียวยาผู้เสียหาย (Victim Remedy &amp; Recovery): จัดตั้งกระบวนการช่วยเหลือเยียวยาและคืนเงินให้ผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว มีขั้นตอนที่ชัดเจนและเป็นธรรม 8) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสถาบันการเงิน (Financial Cyber Resilience): ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบธนาคาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินในระยะยาว 9) ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ (Domestic Collaboration): ทลายข้อจำกัด<br />
ในการแชร์ข้อมูลระหว่างธนาคาร ตำรวจ เครือข่ายโทรคมนาคม และหน่วยงานกำกับดูแล 10) ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation): สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ เนื่องจากมิจฉาชีพมักสั่งการจากต่างประเทศ 11) การสร้างความตระหนักรู้และภูมิคุ้มกันให้ประชาชน (Financial &amp; Digital Literacy): มุ่งให้ความรู้แก่ประชาชนรู้เท่าทันกลโกง ไม่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ออนไลน์ 12) การรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยและการเข้าถึง (Safe &amp; Inclusive Balance): การออกแบบนโยบายที่ไม่เข้มงวดจนเป็นการกีดกันผู้บริโภคทั่วไป (โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี) แต่ก็ไม่อ่อนแอจนเปิดช่องให้มิจฉาชีพ ซึ่งครอบคลุมใน 5 เสาหลัก ได้แก่ (1) การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน (2) การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย (3) การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น AML/CFT และ Cybersecurity (4) การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และ (5) การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างการตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง&nbsp;<br />
ดร.เอกนิติ ย้ำว่า การฉ้อโกงดิจิทัลเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับโลก เนื่องจากอาชญากรฉวยโอกาสจากช่องว่างด้านการบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานข้ามพรมแดน พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ นำ Blueprint ไปปฏิบัติ และขยายการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ก้าวข้ามพรมแดนของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัย ครอบคลุม มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนทั่วโลก<br />
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า การเงินดิจิทัลทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ และมีราคาย่อมเยายิ่งขึ้น แต่สร้างความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านการฉ้อโกง ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าผลลัพธ์ของไทยเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือที่ประสานกันได้ผลจริง โดยความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินลดลงจากกว่า 43,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 และในครึ่งแรกของปี 2569 ความเสียหายยังสูงกว่า 9,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงภาวะการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม (Safe and Inclusive Digital Finance: SIDF) ซึ่งมุ่งให้นวัตกรรมทางการเงินดิจิทัลก้าวหน้าไปพร้อมกับความมั่นคงปลอดภัย ความไว้วางใจ และการเข้าถึงบริการทางการเงิน และย้ำว่าการนำไปปฏิบัติให้ได้ผลต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ<br />
ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยกระดับการจัดการปัญหาเรื่องเงินเทา และคอร์รัปชันอย่างครบวงจร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดรับกับหลักการของ Bangkok Blueprint ในหลายมิติ อาทิ (1) การตรวจสอบและรู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างเข้มงวด (KYC/CDD/EDD) (2) การยืนยันตัวตนของร้านค้า (KYM) ของธุรกิจรับชำระเงิน เพื่อป้องกันการให้บริการกับธุรกิจผิดกฎหมาย (3) การตรวจจับธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (suspicious transaction) (4) การถอนเงินสดมูลค่าสูงตั้งแต่ 5 ล้านบาท ขึ้นไป และ (5) ยกระดับมาตรการป้องกันการนำเงินสดไปแปลงเป็นสินทรัพย์ทางการเงินอื่น เช่น ทองคำและเงินตราต่างประเทศ รวมถึงกำกับดูแลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสี่ยงร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น USDT เป็นต้น<br />
ธปท. และกระทรวงการคลัง มุ่งหวังให้ Bangkok Blueprint เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ Whole-of-Ecosystem ยกระดับการรับมือให้ครบวงจร โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบการร่วมมือ&nbsp;ข้ามพรมแดน เพื่อรับมืออาชญากรรมที่ดำเนินการข้ามประเทศ และยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล ผ่านองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั้ง IMF, World Bank Group (WBG), Financial Action Task Force (FATF) และ Financial Stability Board (FSB) โดยในระยะข้างหน้า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่มีความเข้มแข็งในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่ใกล้ชิด การประสานงานอย่างเป็นระบบ ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเงินดิจิทัลยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน<br />
นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาหลักและนำโมเดลนี้ไปใช้เป็นประเทศแรก ๆ ได้ออกมาตรการและข้อบังคับจริงที่มีความเข้มงวดสูงอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสรุปได้ 4 ด้านหลัก ดังนี้<br />
1. มาตรการยกระดับความปลอดภัย Mobile Banking ธปท. ได้ประกาศมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกสถาบันการเงินและ e-Money ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนจนเกิดความเสียหาย ธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบ<br />
- 1 บัญชีผู้ใช้ ต่อ 1 อุปกรณ์ (1 Device Policy): กำหนดให้แอปพลิเคชันธนาคารผูกใช้งานได้เพียง&nbsp;<br />
1 อุปกรณ์ต่อ 1 บัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปล็อกอินระบบอื่น&nbsp;<br />
- การยืนยันใบหน้า (Biometrics &amp; Liveness Detection): บังคับสแกนใบหน้าตรวจสอบตัวตนจริงเมื่อโอนเงินตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง ยอดสะสมเกิน 200,000 บาทต่อวัน หรือเมื่อขอเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรม&nbsp;<br />
- การบล็อกแอปพลิเคชันเสี่ยง: ระบบ Mobile Banking ของไทยสามารถตรวจสอบและบล็อกการทำงานทันทีหากตรวจพบว่าอุปกรณ์มีการติดตั้งแอปรีโมตควบคุมระยะไกล (แอปดูดเงิน) หรือเป็นอุปกรณ์ที่ดัดแปลงระบบ (Rooted/Jailbroken)&nbsp;<br />
- ห้ามแนบลิงก์: ห้ามธนาคารส่ง SMS หรืออีเมลที่แนบลิงก์ใด ๆ ให้ลูกค้า (ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าเป็นผู้ร้องขอเองกับระบบ) เพื่อตัดช่องทางกลโกง Phishing&nbsp;<br />
2. มาตรการกวาดล้างและสกัด &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ระดับบุคคล ประเทศไทยได้เปลี่ยนวิธีจัดการบัญชีม้าจากเดิมที่แบนเป็นรายบัญชี มาเป็นการ &ldquo;แบนระดับบุคคล&rdquo; (จัดการทุกบัญชีของคนเปิด):<br />
- จัดกลุ่มความเสี่ยงรายบุคคล: ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จัดเกรดผู้เข้าข่ายบัญชีม้าออกเป็นกลุ่ม (ม้าดำ, ม้าเทาเข้ม, ม้าเทาอ่อน) ซึ่งหากใครติดรายชื่อความเสี่ยงสูง จะถูกระงับการทำธุรกรรมและห้ามเปิดบัญชีใหม่ในทุกธนาคารทันที&nbsp;<br />
- ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามธนาคาร: การใช้เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลร่วมกัน (เช่น ระบบ CFR) ทำให้เมื่อธนาคารหนึ่งตรวจพบหรือระงับบัญชีม้า ข้อมูลจะแชร์ไปยังธนาคารอื่น ๆ ทั่วประเทศเพื่อบล็อกเส้นทางการเงินได้ในเวลาไม่กี่นาที&nbsp;<br />
3. มาตรการคืนเงินและเยียวยาผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว&nbsp;<br />
- ศูนย์สายด่วนเทคโนโลยี 1441 (AOC): หากประชาชนรู้ตัวว่าถูกหลอก สามารถโทรแจ้ง สายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ธนาคารระงับบัญชีปลายทางและบัญชีแถวถัดไปชั่วคราวทันทีโดยไม่ต้องรอใบแจ้งความจากตำรวจ<br />
- การเยียวยาโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล: กฎหมายและมาตรการล่าสุด (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงสิงหาคม 2569) ได้รับการปรับปรุงเพื่อเร่งกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหายผ่านระบบศูนย์ข้อมูลรวมของ ปปง. โดยลดขั้นตอนทางกฎหมายที่ยุ่งยากลง เพื่อให้เหยื่อได้เงินคืนเร็วที่สุด<br />
- กลไกปกป้องผู้บริสุทธิ์: เพื่อลดผลกระทบต่อร้านค้าออนไลน์หรือผู้บริสุทธิ์ที่โดนกลั่นแกล้งอายัดบัญชี ปัจจุบันมีระบบปลดล็อกบัญชีภายใน 4&ndash;24 ชั่วโมงหลังตรวจสอบเสร็จสิ้นผ่านสายด่วน 1441 กด 2&nbsp;<br />
4. การใช้เทคโนโลยี AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; (Nok Krasip) เพื่อช่วยผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ค้ารายย่อย และผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น โดยนำข้อมูลยอดขายจริงจากการประกอบธุรกิจมาใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาสินเชื่อ<br />
ประเทศไทยนำเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมในระบบการเงินดิจิทัลเพื่อตรวจจับบัญชีม้าเชิงรุก (เช่น บัญชีที่มีการโอนเงินเข้าออกผิดปกติ ถี่เกินไป หรือมียอดเงินไม่สัมพันธ์กับอาชีพ) เพื่อส่งสัญญาณเตือนและบล็อกบัญชีก่อนที่มิจฉาชีพจะโอนเงินออกนอกประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังส่งเสริมการเข้าถึงนโยบายผ่านแพลตฟอร์มการเงินภาครัฐ (Digital Public Infrastructure) อย่าง PromptPay, เป๋าตัง และถุงเงิน เพื่อช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถทำธุรกรรมและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางไซเบอร์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261015fbe087078a85e87cce8c44fdd08fcded161955.jpg' type='image/jpg' length='1359148' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ สินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS กู้สูงสุด 3 ล้านบาท ผ่อนนาน 40 ปี ช่วยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้านเป็นของตนเอง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/551198</link>
<guid isPermaLink="false">27324feccbc03cd8040db69e1d28312e</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. เห็นชอบ สินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS กู้สูงสุด 3 ล้านบาท ผ่อนนาน 40 ปี ช่วยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางมีบ้านเป็นของตนเอง</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20261015014592b2698e8d584891b714968f5160161650.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ปลูกสร้างอาคารหรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของรัฐ หรือซื้ออาคารหรือห้องชุดบนที่ดินของรัฐ และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับศักยภาพการชำระหนี้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1) กรณีผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.8 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี และ 2) กรณีเกณฑ์รายได้ปกติ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.6 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี วงเงินสินเชื่อต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 3 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 40 ปี ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่าสินเชื่อจะเต็มกรอบวงเงินโครงการ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ ธอส. กำหนด กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองโดยผ่อนชำระที่เหมาะสม เพราะบ้านไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่เป็นรากฐานความมั่นคงของครอบครัว พร้อมทั้งสร้างเสถียรภาพและการยกระดับภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยให้เข้มแข็งและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต รวมถึงส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งการใช้จ่ายในภาคก่อสร้าง การผลิตวัสดุก่อสร้าง การจ้างงานและการบริโภคสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าการดำเนินโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 125,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงการคลังได้มีการดำเนินมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี และปัจจุบันยังคงมีผู้สนใจยื่นคำขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และรองรับความต้องการมีที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน กระทรวงการคลังจึงได้เสนอโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งเป็นการต่อยอดมาตรการสนับสนุนที่อยู่อาศัยของรัฐบาล หลังจากโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home วงเงิน 20,000 ล้านบาท และมาตรการสินเชื่อซื้อ&ndash;สร้าง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้รับความสนใจจากประชาชนจน ธอส. ปล่อยสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินทั้งสองโครงการแล้ว แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย รัฐบาลจึงมุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ในราคาและดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยมีสาระสำคัญของโครงการ ดังนี้&nbsp;<br />
1. โครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท โดย ธอส. สนับสนุนสินเชื่อให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ปลูกสร้างอาคารหรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคารบนที่ดินของรัฐ หรือซื้ออาคารหรือห้องชุดบนที่ดินของรัฐ และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับศักยภาพการชำระหนี้ โดยมีอัตราดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 กรณี ได้แก่ 1) กรณีผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.8 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี และ 2) กรณีเกณฑ์รายได้ปกติ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.6 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี วงเงินสินเชื่อต่อรายต่อหลักประกันไม่เกิน 3 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 40 ปี ซึ่ง ธอส. จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้ให้เหมาะสมกับภาระหนี้ตลอดอายุสัญญา โดยเฉพาะภายหลังสิ้นสุดช่วงอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมีภาระทางการเงินเกินความสามารถ ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่าสินเชื่อจะเต็มกรอบวงเงินโครงการ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่ ธอส. กำหนด&nbsp;<br />
2. การแยกบัญชีโครงการฯ ของ ธอส. เป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) (บัญชี PSA) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลออกจากธุรกรรมเชิงพาณิชย์ของธนาคารอย่างชัดเจน ช่วยให้การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินงานมีความโปร่งใสและเหมาะสม โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างเคร่งครัด<br />
กระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพและการยกระดับภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยให้เข้มแข็งและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต รวมถึงส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งการใช้จ่ายในภาคก่อสร้าง การผลิตวัสดุก่อสร้าง การจ้างงานและการบริโภคสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าการดำเนินโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS จะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 125,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ&nbsp;มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ด้วยภาระผ่อนชำระที่เหมาะสม เพราะบ้านไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่เป็นรากฐานความมั่นคงของครอบครัว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261015014592b2698e8d584891b714968f5160161650.jpg' type='image/jpg' length='1352880' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนิติ” ชู “Bangkok Blueprint” สกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล ยกไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความแบ่งขั้ว]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/550833</link>
<guid isPermaLink="false">d4a4ef0a83eb961c02cb150ef1747a7b</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 13:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>&ldquo;เอกนิติ&rdquo; ชู &ldquo;Bangkok Blueprint&rdquo; สกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัล ยกไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความแบ่งขั้ว</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/202610146d3ac6add42b4b6865d2ca03d651ea93131010.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยแนวนโยบายการเงินการคลังและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจะมีการนำเสนอแพลตฟอร์มการต่อสู้กับสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพราะอาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั่วโลก เพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลทั่วถึงข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเตรียมขยายผลไปปรับใช้ในความร่วมมือระหว่างประเทศและนำเสนอ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ในการประชุม IMF&ndash;World Bank 2026 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้กล่าวในงาน &ldquo;Building Resilience in a Fragmented World&rdquo; โดยชี้ว่าโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ทั้งการค้า การเงิน และการลงทุน จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง ลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง ตลาดและพันธมิตรที่มากขึ้นเปิดโอกาสในการส่งออก และการลงทุน ประเทศไทยสามารถใช้บทบาท &ldquo;Trusted Connector&rdquo; &ldquo;ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ&rdquo; เพื่อสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) อาหาร การผลิต โลจิสติกส์ การเงิน ดิจิทัล สุขภาพและทักษะ และทำให้ผลประโยชน์จากการเชื่อมต่อนั้นกลับมาถึงกลุ่ม SMEs และชุมชนในประเทศ เพื่อยกระดับประชาชน&nbsp;การจ้างงาน และบริการ&nbsp;</p>

<p>(13 ต.ค. 69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แนวนโยบายการเงินการคลังและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจะมีการนำเสนอเรื่องต่าง ๆ เช่น แพลตฟอร์มการต่อสู้กับสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และอาชญากรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งประเทศไทยดำเนินการปราบปรามได้ดี จึงจะนำเรื่องนี้มานำเสนอต่อที่ประชุมครั้งนี้ด้วย เพราะอาชญากรรมทางการเงิน อาชญากรรมออนไลน์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั่วโลก ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานในคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ คณะอนุกรรมการ &ldquo;Connect the Dots&rdquo; เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินที่กระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทั้งข้อมูลตัวตน พฤติกรรมทางการเงิน และเส้นทางเงิน ครอบคลุมทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อให้ทุกหน่วยงานเห็นความเสี่ยงชุดเดียวกันและหยุดเส้นทางเงินได้ทันเวลา ดังนั้น เพื่อให้การเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลทั่วถึงข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เตรียมขยายผลไปปรับใช้ในความร่วมมือระหว่างประเทศและนำเสนอ Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ในการประชุม IMF&ndash;World Bank 2026 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือในการวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การกำหนดแนวทางการป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ การกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้โดยง่าย ในระยะต่อไป เพื่อผลักดันกระบวนการสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเร่งดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อหยุดยั้งและสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรายละเอียดระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระดับชาติ การยกระดับมาตรฐานการรู้จักลูกค้า (KYC) การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด (EDD) ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินในต่างประเทศ การใช้หลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule) สำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล การเร่งติดตามและเชื่อมโยงข้อมูลของธุรกรรมทองคำ อีกทั้ง Connect the Dots หรือการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินของทุกหน่วยงานหลักไว้ด้วยกันจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ได้ตั้งแต่ต้นทาง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินไทย และในการประชุม 2026 IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings จะเป็นการต่อยอดแนวคิดของทีมประเทศไทยสู่ระดับสากลผ่านการจัดทำ &ldquo;Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services&rdquo; ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากระดับประเทศสู่ระดับระหว่างประเทศ ช่วยยกระดับการป้องกันและสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น<br />
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังได้กล่าวในงาน &ldquo;Building Resilience in a Fragmented World&rdquo; ร่วมกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF นาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group และนาง Riikka Purra รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ โดยชี้ว่าโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และ ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน โดยด้านการค้า แม้จะเผชิญอุปสรรคมากขึ้น แต่การค้ายังคงสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้ ขณะที่ด้านการเงินต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินให้เข้มแข็ง ด้านการลงทุน ความไม่แน่นอนของโลกทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนจาก ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 80% มูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง พร้อมย้ำว่าการลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ<br />
ดร.เอกนิติ ระบุว่า ไทยนำเข้าพลังงานประมาณร้อยละ 50 จากตะวันออกกลาง จึงหาแหล่งพลังงานทางเลือกจากแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาในช่วง 7&ndash;8 เดือนที่ผ่านมา การกระจายคู่ค้า พลังงาน ตลาด และเทคโนโลยีลดความเสี่ยงจากแหล่งเดียว ขณะเดียวกันตลาดและพันธมิตรที่มากขึ้นเปิดโอกาสส่งออก ลงทุนและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมการลงทุน อีกทั้งมองว่าไทยสามารถใช้บทบาท &ldquo;Trusted Connector&rdquo; &ldquo;ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ&rdquo; หรือผู้เชื่อมตลาด ทุน เทคโนโลยี และคน ระหว่างหลายฝ่ายด้วยกติกาที่น่าเชื่อถือ มาตรฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา (rules-based international order) พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และต้องทำให้ผลประโยชน์จากการเชื่อมต่อนั้นกลับมาถึงกลุ่ม SMEs และชุมชนในประเทศ โดยมี ASEAN เป็นเครือข่ายของ Trusted Connectors เชื่อมพลังงาน อาหาร การผลิต โลจิสติกส์ การเงิน ดิจิทัล สุขภาพและทักษะ พร้อมสร้างหุ้นส่วนกับประเทศขนาดกลางนอกภูมิภาค<br />
ในประเด็นที่ทำได้จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ พร้อมย้ำว่า การสร้างความไว้วางใจต้องเกิดขึ้นทั้งระหว่างประเทศและภายในสังคมของแต่ละประเทศ ทั้งนี้จะต้องมีการปฏิรูปที่สำคัญ 4 เรื่อง คือ 1. กระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน 2. การใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ 3. ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เน้นการปรับตัว 4. สร้างเงินออมระยะยาวและใช้โอกาสจาก Longevity Economy&nbsp;อีกทั้ง ดร.เอกนิติ ได้หารือกับนาย Kazuhiko Amakawa ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation: JBIC) ระหว่างการประชุมประจำปี IMF และ World Bank Group 2026 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและการเงินระหว่างไทยกับญี่ปุ่น through strengthening Azec save เน้นย้ำถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Cities) ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของญี่ปุ่นมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโครงสร้างพื้นฐานเมือง ควบคู่กับการระดมทุนจากภาคเอกชน พร้อมหารือแนวทางส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินและภาคเอกชนญี่ปุ่นสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุน ลดต้นทุนพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน<br />
สำหรับการสัมมนา &ldquo;Bangkok 1991-2026: Thailand&rsquo;s Path to Resilient and Inclusive Growth&rdquo; ดร.เอกนิติ ได้ร่วมกับผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และผู้กำหนดนโยบายของไทย เพื่อย้อนบทเรียนตลอด 35 ปี นับจากครั้งล่าสุดที่กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings และมองไปยังโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ของประเทศไทย ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของไทยในอดีตเกิดจากการเปิดประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตโลก แต่การเติบโตในอดีตขาดเสถียรภาพและนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ดังนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ (second take-off) จะต้องเป็นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล และเตรียมประเทศไทยให้พร้อมกับการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทย &ldquo;ตกขบวน&rdquo; ไทยพร้อมปรับลดกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจเพื่อส่งเสริมภาคเอกชน โดยเปรียบเทียบภาคเอกชนเป็น &ldquo;กองหน้า&rdquo; ที่พร้อมทำประตู เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ส่วนภาครัฐจะเปรียบเสมือน &ldquo;กองกลาง&rdquo; ที่พร้อมสนับสนุนภาคเอกชน และเปรียบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็น &ldquo;กองหลัง&rdquo; ที่ถือเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202610146d3ac6add42b4b6865d2ca03d651ea93131010.jpg' type='image/jpg' length='1504515' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“กรมธนารักษ์” จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุม IMF-World Bank 2026  เปิดจำหน่าย จ่ายแลก ตั้งแต่ 9 ต.ค. เป็นต้นไป]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/549506</link>
<guid isPermaLink="false">a731fb076a29744e0d627b49c41bb4cc</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 11:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>&ldquo;กรมธนารักษ์&rdquo; จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุม IMF-World Bank 2026&nbsp; เปิดจำหน่าย จ่ายแลก ตั้งแต่ 9 ต.ค. เป็นต้นไป</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/202610096045eb95144d61d2e3a20b1cac98c40b120025.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เนื่องด้วยที่ประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว และเพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และเผยแพร่พระเกียรติคุณของทั้งสองพระองค์ให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาประเทศ อีกทั้งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างประเทศทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมประชุมและนักท่องเที่ยวทั่วไป<br />
สำหรับการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 จัดทำขึ้น จำนวน 2 ประเภท ประกอบด้วย<br />
1. เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ประเภทขัดเงา ชนิดราคา 100 บาท ขนาด เส้นผ่า ศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร น้ำหนัก 25 กรัม จำนวนผลิตไม่เกิน 30,000 เหรียญ ราคาจำหน่ายเหรียญละ 700 บาท<br />
2. เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ประเภทธรรมดา ชนิดราคา 100 บาท ขนาด เส้นผ่า ศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร น้ำหนัก 25 กรัม จำนวนผลิตไม่เกิน 200,000 เหรียญ ราคาจ่ายแลกเหรียญละ 100 บาท<br />
ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้าย ทรงฉลองพระองค์ชุดสากล และพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้าย ทรงสร้อยพระศอ ทรงฉลองพระองค์ชุดไทย ภายในวงขอบเหรียญเบื้องล่างมีข้อความว่า &ldquo;พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว&rdquo; และข้อความว่า &ldquo;สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี&rdquo; โดยมีลายไทยประดิษฐ์คั่นระหว่างพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยของทั้งสองพระองค์<br />
ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ด้านขวาของรูปตราสัญลักษณ์มีเลขบอกราคาว่า &ldquo;๑๐๐&rdquo; และ &ldquo;100&rdquo; โดยมีเส้นคั่นระหว่างเลขบอกราคาดังกล่าว ด้านซ้ายของรูปตราสัญลักษณ์มีข้อความว่า &ldquo;บาท&rdquo; และ &ldquo;BAHT&rdquo; โดยมีเส้นคั่นระหว่างข้อความดังกล่าว ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า &ldquo;ในโอกาสการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี ๒๕๖๙&rdquo; เบื้องล่างมีข้อความว่า &ldquo;ประเทศไทย&rdquo; โดยมีลายไทยประดิษฐ์คั่นระหว่างข้อความเบื้องบนกับเบื้องล่างทั้งสองข้าง<br />
ผู้ที่ประสงค์จะขอแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว สามารถติดต่อขอแลกได้ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตามช่องทาง ดังนี้<br />
<strong>ส่วนกลาง</strong><br />
&bull; กองบริหารเงินตรา ถนนพหลโยธิน จังหวัดปทุมธานี โทร. 0 2565 7944<br />
&bull; หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2282 4109<br />
&bull; หน่วยจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2618 6340<br />
<strong>ส่วนภูมิภาค</strong><br />
&bull; สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 76 พื้นที่ทั่วประเทศ<br />
<strong>ช่องทางออนไลน์</strong><br />
&bull; www.treasury.go.th (e-Commerce ระบบบริการจำหน่ายเหรียญและผลิตภัณฑ์เหรียญ)<br />
&bull; แอปพลิเคชัน TRD e-Commerce สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS (App Store) และ Android (Play Store) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&nbsp;<br />
ซึ่งการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ กรมธนารักษ์จะจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ โดยผู้สั่งซื้อเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง<br />
ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารเงินตรา โทร. 0 2565 7944 และ Call Center กรมธนารักษ์ โทร. 0 2059 4999<br />
https://www.facebook.com/share/p/1FhhNtcYwV/<br />
https://www.facebook.com/share/p/1DE2eDL9s1/</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202610096045eb95144d61d2e3a20b1cac98c40b120025.jpg' type='image/jpg' length='1624758' />
</item>
</channel>
</rss>
