<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว “ยอมความไม่ได้” เพิ่มโทษหนักขึ้น]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/535712</link>
<guid isPermaLink="false">973d669487e110fc48bf1ebd2fa5bab6</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 15:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. เห็นชอบร่างกฎหมายคุ้มครอง<br />
ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว &ldquo;ยอมความไม่ได้&rdquo; เพิ่มโทษหนักขึ้น</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260826e1b33ab6a64438473a2d9fa04c52ccae151455.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. &hellip;. ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน จึงปรับปรุงให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขบทนิยาม &ldquo;ความรุนแรงในครอบครัว&rdquo; ให้ครอบคลุมถึงการก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือความกลัวจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ &ldquo;บุคคลในครอบครัว&rdquo; ให้ครอบคลุมถึงอดีตคู่สมรสและผู้ที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน กำหนดให้ความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ กำหนดมาตรการคุ้มครองก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ผู้จะถูกกระทำได้รับความปลอดภัยและระงับการเกิดเหตุความรุนแรงได้ และคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทางกฎหมาย ปรับเพิ่มโทษ กรณีกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกำหนดบทลงโทษหนักขึ้น หากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือถ้าเป็นการกระทำความผิดซ้ำภายในเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้กระทำความผิดครั้งก่อน พร้อมทั้งกำหนดเหตุบรรเทาโทษกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะพิเศษทางจิตใจอันควรได้รับความปรานี โดยข้อมูลปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบเหตุมากกว่า 2,000 เคส ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เกิดจากการใช้อารมณ์และความโกรธจนทำร้ายกัน ขณะที่มากกว่า 20% มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียงปัญหาภายในบ้าน แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคม ร่างพระราชบัญญัตินี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ &ldquo;คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ป้องกันความรุนแรง ลดการเกิดเหตุซ้ำ และสร้างระบบช่วยเหลือที่รวดเร็วและเป็นธรรม&rdquo; เพื่อให้ครอบครัวและสังคมไทยมีความปลอดภัยและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ลดปัญหาอาชญากรรม และทำให้ &ldquo;บ้าน&rdquo; เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(25 ส.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .&hellip; ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มีบทบัญญัติไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ขาดความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งความไม่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว มีประสิทธิภาพ มีกลไก และมีมาตรการในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวและคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและบุคคลในครอบครัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กำหนดให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กำหนดหน้าที่และอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือ กำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับการบูรณาการและการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การบริหารงบประมาณ การจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเพื่อประโยชน์ในการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวในอนาคต และกำหนดบทลงโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยมีสาระสำคัญหลัก ดังนี้<br />
- แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยาม ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น &ldquo;ความรุนแรงในครอบครัว&rdquo; กำหนดให้มีความหมายครอบคลุมถึงการก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหรือความกลัวจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ&nbsp;การจำกัดหรือบั่นทอนความสามารถทางเศรษฐกิจหรือการประกอบอาชีพ &ldquo;บุคคลในครอบครัว&rdquo; หมายความว่า คู่สมรสหรือผู้ซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียนสมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือบุตรบุญธรรม รวมถึงผู้อุปการะหรือผู้ถูกรับอุปการะเลี้ยงดูอย่างบุตร พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา ลุง ป้า น้า อา ผู้ซึ่งอยู่ในครัวเรือนเดียวกันและต้องพึ่งพาอาศัยกันและผู้ซึ่งเคยเป็นคู่สมรสหรือผู้ซึ่งเคยอยู่กินด้วยกันฉันคู่สมรส เพื่อให้การดำเนินมาตรการคุ้มครองช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br />
- กำหนดความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้จึงไม่กำหนดอายุความร้องทุกข์ โดยนับอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา<br />
- กำหนดมาตรการคุ้มครองก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ผู้จะถูกกระทำได้รับความปลอดภัยและระงับการเกิดเหตุความรุนแรงได้ โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำได้ทันที เช่น ห้ามผู้กระทำเข้าใกล้ผู้ถูกกระทำ หรือห้ามเสพสิ่งมึนเมา ก่อนยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาภายใน 48 ชั่วโมง และคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่ให้ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง<br />
- กำหนดบทลงโทษที่หนักขึ้น เพื่อเป็นส่วนช่วยลดหรือระงับยับยั้งมิให้เกิดการกระทำความผิดหรือกระทำผิดซ้ำ โดยปรับเพิ่มโทษ กรณีกระทำความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เดิม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)&nbsp;<br />
และกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (เดิม จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ทั้งนี้ สำหรับความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้กำหนดบทลงโทษหนักขึ้น หากกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือถ้าเป็นการกระทำความผิดซ้ำภายในเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ได้กระทำความผิดครั้งก่อน (เดิม ไม่ได้กำหนดบทลงโทษหนักขึ้น ในความผิดฐานกระทำความรุนแรงในครอบครัว) &nbsp;<br />
- กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งงบประมาณสนับสนุนการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำ และการดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br />
- กำหนดเหตุบรรเทาโทษกรณีผู้กระทำผิดเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวะพิเศษทางจิตใจ (Battered Person Syndrome) อันควรได้รับความปรานี&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ความรุนแรงในครอบครัวยังเป็นปัญหาที่ต้องเร่งจัดการ โดยข้อมูลปี 2568 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พบเหตุที่ได้รับรายงานแล้ว มากกว่า 2,000 เคส ในจำนวนนี้ประมาณ 20% เกิดจากการใช้อารมณ์และความโกรธจนทำร้ายกัน ขณะที่มากกว่า 20% มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยาเสพติด สะท้อนว่าความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เพียงปัญหาภายในบ้าน แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางสังคมหลายด้าน ซึ่งความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงคำพูดหรือพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนจิตใจ ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ถูกคุกคาม หรือไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และผู้หญิง จึงจำเป็นที่สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยต้องมีวุฒิภาวะ เข้าใจ และเคารพกันมากขึ้น&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญ คือ &ldquo;คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ป้องกันความรุนแรง ลดการเกิดเหตุซ้ำ และสร้างระบบช่วยเหลือที่รวดเร็วและเป็นธรรม&rdquo; เพื่อให้ครอบครัวและสังคมไทยมีความปลอดภัยและเข้มแข็งยิ่งขึ้น ลดปัญหาอาชญากรรม โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดตั้ง ระบบฐานข้อมูลกลางและเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันและติดตามความรุนแรงในครอบครัว และกำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุก 5 ปี เพื่อให้กฎหมายปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ และทำให้ &ldquo;บ้าน&rdquo; เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260826e1b33ab6a64438473a2d9fa04c52ccae151455.jpg' type='image/jpg' length='1313792' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 558 ล้าน เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 69 ครัวเรือนละ 9,000 บาท เสียชีวิตรายละ 2 ล้าน  ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/535707</link>
<guid isPermaLink="false">e73eb7dc89a27fa2b315a8d1c2ace393</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. อนุมัติงบกลาง 558 ล้าน เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 69<br />
ครัวเรือนละ 9,000 บาท เสียชีวิต<br />
รายละ 2 ล้าน</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260826e9a6654b9e854e42d7ae8a70129c07d5151146.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและดินโคลนถล่ม ทำให้เสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตร และสิ่งสาธารณประโยชน์จำนวนมาก จึงได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือ และอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 558,739,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วง ฤดูฝน ปี 2569 เป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้&nbsp;<br />
1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท 2. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท จำนวน 60,971 ครัวเรือน 3. กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่มและอุทกภัยโดยตรง เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต ช่วยเหลือรายละ 2,000,000 บาท (จำนวน 5 ราย ที่จังหวัดน่าน) นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) เพิ่มเติมให้จังหวัดน่าน จำนวน 100 ล้านบาท ได้แก่ ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำซึ่งผู้ประสบภัยที่เป็นเจ้าของ จ่ายตามจริงไม่เกินหลังละ 88,600 บาท (ไม่รวมบ้านเช่า) และค่าดำรงชีพเบื้องต้นกรณีบ้านเสียหายทั้งหลังไม่เกิน 4,900 บาท เครื่องมือประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท บาดเจ็บสาหัสที่ต้องรักษาในสถาน พยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปช่วยเหลือ 5,000 บาท บาดเจ็บจนถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ช่วยเหลือ 16,600 บาท ค่าจัดการศพ รายละไม่เกิน 35,700 บาท กรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้หารายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวจะได้รับเงินสงเคราะห์ครอบครัวอีกไม่เกิน 35,700 บาท กรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่าบ้านเรือนของผู้อื่น และบ้านเช่าเสียหายจากภัยพิบัติ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน และการซ่อมแซมโรงเรือนการเกษตร ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือนเก็บพืชผล หรือคอกสัตว์ ครอบครัวละไม่เกิน 6,800 บาท ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจริงและอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้แจ้งข้อมูลที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลให้อำเภอดำเนินการ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; (25 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่ม เสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตรและสิ่งสาธารณประโยชน์จำนวนมาก จึงได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ไม่ให้การยื่นเอกสารหรือหลักฐานสร้างภาระเกินความจำเป็น ข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้วให้หน่วยงานประสานและตรวจสอบกันเอง ไม่ควรให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนต้องเดินทางไปขอเอกสารจากหลายหน่วยงานเพื่อยืนยันความเสียหายซ้ำอีก<br />
คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 558,739,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือโดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารออมสินให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป รวมทั้งให้สามารถถัวจ่ายข้ามจังหวัดได้ เพื่อเป็นค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้<br />
1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท<br />
2. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท (รวมจำนวน 60,971 ครัวเรือน)<br />
3. กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยโดยตรง เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต ช่วยเหลือในอัตรารายละ 2,000,000 บาท (จำนวน 5 ราย ที่จังหวัดน่าน)<br />
โดยมีเงื่อนไข ดังนี้<br />
1. ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำ หรือเสียชีวิต ในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;(1) มีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 30)&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;(2) ต้องได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจากผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับรอง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;(3) ผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.)&nbsp;<br />
2. กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว<br />
ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบสถานการณ์อุทกภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดยขออนุมัติหลักการในการดำเนินการดังกล่าว จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 558,739,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ตามข้อมูลจากระบบข้อมูลสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 รวม 41 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ กาญจนบุรี ขอนแก่น จันทบุรี ชลบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา น่าน ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พะเยา พังงา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลำปาง เลย สกลนคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น จำนวน 60,971 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต จำนวน 5 ราย เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และให้การดำรงชีวิตของประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) เพิ่มเติมให้จังหวัดน่าน จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะด้านการดำรงชีพซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการช่วยเหลือเยียวยา ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 และหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 ได้แก่<br />
- ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำซึ่งผู้ประสบภัยที่เป็นเจ้าของ จ่ายตามจริงไม่เกินหลังละ 88,600 บาท (ไม่รวมบ้านเช่า) และค่าดำรงชีพเบื้องต้นกรณีบ้านเสียหายทั้งหลังไม่เกิน 4,900 บาท<br />
- เครื่องมือประกอบอาชีพ ช่วยเหลือเป็นเงินทุนหรือค่าเครื่องมือสำหรับอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท<br />
- ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ กรณีบาดเจ็บสาหัสที่ต้องรักษาในสถานพยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไปช่วยเหลือ 5,000 บาท กรณีบาดเจ็บจนถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ช่วยเหลือ 16,600 บาท<br />
- ค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว ค่าจัดการศพรายละไม่เกิน 35,700 บาท กรณีผู้ประสบภัยที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวหรือเป็นผู้หารายได้หลักเลี้ยงดูครอบครัวจะได้รับเงินสงเคราะห์ครอบครัวอีกไม่เกิน 35,700 บาท<br />
- กรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่าบ้านเรือนของผู้อื่น และบ้านเช่าเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเสียหายทั้งหลังหรือเสียหายบางส่วนจนอยู่อาศัยไม่ได้ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน<br />
- การซ่อมแซมโรงเรือนการเกษตร ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือนเก็บพืชผล หรือคอกสัตว์ ครอบครัวละไม่เกิน 6,800 บาท<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประสานจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งสำรวจ จัดทำบัญชีความเสียหาย และอำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารในการยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือ โดยประชาชนไม่ต้องถ่ายเอกสารหรือรูปถ่ายแนบประกอบ สำหรับผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจริงและอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้แจ้งข้อมูลที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลให้อำเภอดำเนินการ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260826e9a6654b9e854e42d7ae8a70129c07d5151146.jpg' type='image/jpg' length='1562274' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/533526</link>
<guid isPermaLink="false">0f27fb36a165a4baa0ad361473b13d9c</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 11:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เปิด 4 คณะทำงานเชื่อมเศรษฐกิจไทย รับมือโลก 5D ดันเกษตร ชุมชน SMEs การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ สู่ผลลัพธ์จริง</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/2026082056889117a6d60ec428c3544df107bda9114334.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่าน 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด จึงกำหนดการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน นำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกันในภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชน โดยจัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ เพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา ทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี และขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า เปลี่ยน Visitor Economy จากจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน เพื่อกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น สร้างระบบ &ldquo;Big Brother&rdquo; ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก เชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain ยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ใช้ AI และดิจิทัล ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วง 6 เดือน - 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะ 2&ndash;4 ปี&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; (19 ส.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการทำงานของคณะทำงานด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนว่าวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติพร้อมกัน จึงไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจด้วยวิธีการแบบเดิมได้ โดยมองผ่าน 5D สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (Decoupling) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (Digital/AI) การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน (Decarbonization) และโครงสร้างประชากร (Demographics) ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย<br />
นางศุภจี กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ไทยต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการค้าและการตลาด โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า &ldquo;เรามีอะไร&rdquo; หรือ &ldquo;เราจะผลิตอะไร&rdquo; แต่ต้องถามว่า &ldquo;ตลาดต้องการอะไร และเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร&rdquo; พร้อมกระจายตลาด กระจายรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลงไปถึงทุกระดับ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทำงานแบบ Cluster หรือการบูรณาการข้ามกระทรวงและหน่วยงาน โดยนำภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถต่างคนต่างเดินได้ แต่ต้องเดินไปด้วยกัน และแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์จริง<br />
สำหรับภารกิจด้านการค้า การผลิต การบริการ และเศรษฐกิจชุมชนที่นางศุภจี รับผิดชอบ ได้จัดตั้ง 4 คณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั้งระบบ ได้แก่ 1. คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 2. คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs 3. คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และ 4. คณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และสามารถวัดผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ต้องแก้ปัญหาเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยประเทศไทยมีครัวเรือนเกษตรกรประมาณ 7.7 ล้านครัวเรือน หรือเกือบ 30% ของครัวเรือนทั้งประเทศ แต่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 8.8% ของ GDP จึงต้องยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น ในส่วนต้นน้ำ ต้องยกระดับการผลิต เทคโนโลยี และข้อมูล ส่วนกลางน้ำต้องเพิ่มการแปรรูปและการเก็บรักษา เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเร่งขายผลผลิตในช่วงที่มีผลผลิตออกมาก ขณะที่ปลายน้ำต้องขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสามารถแปรรูปและเก็บรักษาผลผลิตได้ จะช่วยลดแรงกดดันจากฤดูกาลและทำให้รายได้ของเกษตรกรกระจายตัวได้ตลอดทั้งปี เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ยังติดลบประมาณ 3.2% แม้มีมูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคเกษตรยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับทั้งห่วงโซ่และเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปได้มากขึ้น<br />
ด้านเศรษฐกิจชุมชน และ SMEs จะใช้แนวคิด &ldquo;SME Journey&rdquo; ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ การขยายกิจการ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเป็น Regional Player โดยเน้นการยกระดับทักษะ เทคโนโลยี การเข้าถึงแหล่งทุน ช่องทางตลาด และการเชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ปัจจุบันประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด และสร้างรายได้ประมาณ 35% ของ GDP ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ SMEs &ldquo;อยู่รอด&rdquo; แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ประกอบการ เกิดง่าย โตง่าย และก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ นอกจากนี้ ยังต้องปลดล็อกอุปสรรคด้านกฎระเบียบและใบอนุญาต รวมถึงการพัฒนา SME ID และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ภาครัฐสามารถเข้าใจสถานะของผู้ประกอบการและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด<br />
ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง &ldquo;จำนวนนักท่องเที่ยว&rdquo; ไปสู่การมองมูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ของผู้มาเยือน โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด และออกแบบสินค้า บริการ และประสบการณ์ให้ตอบโจทย์มากขึ้น ปัจจุบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือราว 8% ของ GDP ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและผู้มาเยือนสร้างรายได้ประมาณ 1.58 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา จึงมีโอกาสที่จะเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์&nbsp;การท่องเที่ยว สินค้า บริการ และการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย<br />
ด้านการค้าระหว่างประเทศ จะมุ่งลดการกระจุกตัวของตลาดและผู้ประกอบการ โดยเดินหน้าขยายตลาดใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิม เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และลดอุปสรรคทางการค้า รวมทั้งเพิ่ม Local Content และเชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก<br />
นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 17% ถือว่าเป็นผลงานที่ดีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมอง &ldquo;ไส้ใน&rdquo; ของตัวเลขด้วยว่าโครงสร้างการส่งออกมีความสมดุลเพียงใด โดยเฉพาะการกระจายตลาด การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของ SMEs ด้านหนึ่งเราต้องนำสินค้าที่เรามีออกไปหาตลาด อีกด้านหนึ่งเราต้องนำตลาดเข้ามาหาสินค้าและบริการของเรา และแกนกลางที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยต้องเติบโตไปพร้อมกัน<br />
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องปรับมุมมองจากการนับจำนวน &ldquo;นักท่องเที่ยว&rdquo; ไปสู่การทำความเข้าใจว่า ผู้มาเยือนแต่ละกลุ่มเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร เพราะผู้เดินทางจำนวนมากไม่ได้เข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจเดินทางมาเพื่อสุขภาพ การทำงาน การศึกษา กีฬา การพักผ่อน หรือประสบการณ์เฉพาะด้าน ดังนั้น &ldquo;Visitor Economy&rdquo; จึงเป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม และเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับให้กลายเป็นการใช้จ่าย การลงทุน การกลับมาเยือนซ้ำ และการมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจของชุมชน โดยเน้นย้ำว่า &ldquo;การท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ&rdquo; และจำนวนผู้มาเยือนก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่ประเทศไทยส่งมอบ และทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศไทย ทั้งนี้ยังต้องกระจายโอกาสจากเมืองหลักไปสู่เมืองรอง รวมถึง &ldquo;เมืองรองในเมืองหลัก&rdquo; และสร้างกิจกรรมใหม่ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีเหตุผลที่จะใช้เวลาและใช้จ่ายเป็นการกระจายรายได้ในพื้นที่มากขึ้น โดยให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการ&nbsp;<br />
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs กล่าวว่า คณะทำงานได้ประชุมมาแล้ว 2 ครั้ง และรวบรวมข้อเสนอได้เกือบ 100 ข้อเสนอ โดยจะไม่มุ่งจัดทำ &ldquo;แผน&rdquo; เพิ่มเติม แต่จะเน้นนำข้อเสนอที่มีอยู่ไปสู่การปฏิบัติ ประเทศไทยมีแผนจำนวนมากแล้ว แต่หัวใจ คือ เรามีอุปสรรคและปัญหาที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีคนลงมือแก้จุดนั้นให้ได้<br />
สำหรับภาคเกษตร จะมุ่งยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรที่เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรไทย การใช้โดรนและศูนย์บริการเครื่องจักรในชุมชน การยกระดับ Food Safety การพัฒนาฐานข้อมูลภาคเกษตรร่วมกัน การส่งเสริม Young Smart Farmer ตลอดจนการเพิ่มการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังเสนอแนวทางสร้างตลาดให้เกษตรกรผ่านช่องทางใหม่ ทั้งการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรม การพัฒนาช่องทาง E-commerce การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการเชื่อมตลาดต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดเพียงช่องทางเดียว ส่วน SMEs จะเน้นการสร้าง &ldquo;SME Journey&rdquo; ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนเติบโตเป็นผู้ประกอบการระดับโลก โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การลดขั้นตอนใบอนุญาต การจัดทำ SME ID และฐานข้อมูล การพัฒนานักบัญชีชุมชน การสร้างระบบ &ldquo;Big Brother&rdquo; ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยพัฒนาธุรกิจขนาดเล็ก การเชื่อม SMEs เข้าสู่ Supply Chain การยกระดับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การใช้ AI และดิจิทัล ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกจัดลำดับตามความพร้อม เรื่องที่สามารถทำได้เร็วจะเร่งดำเนินการทันที ขณะที่เรื่องที่ต้องใช้เวลาในการวางระบบ เช่น ฐานข้อมูล จะเดินหน้าเป็นระยะ เพื่อให้เกิดทั้ง Quick Big Win ในช่วงประมาณ 6 เดือน - 1 ปี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง<br />
ในระยะ 2&ndash;4 ปี<br />
นางศุภจี กล่าวสรุปว่า การทำงานของทั้ง 4 คณะทำงานจะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องบูรณาการตั้งแต่การติดตามแนวโน้มโลก การกำหนดนโยบาย การลงมือปฏิบัติ ไปจนถึงการวัดผล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ และสร้างรายได้และโอกาสที่กระจายไปถึงเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย เน้นย้ำว่า &ldquo;เราไม่ได้เดินจังหวะเดียว ต้องเดินทางไปหาตลาด ดึงตลาดเข้ามาหาเรา และแกนกลางที่เป็นแก่นของการทำงานทุกวันนี้ คือเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทยที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026082056889117a6d60ec428c3544df107bda9114334.jpg' type='image/jpg' length='97791' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เดินหน้าขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รับมืออาชญากรรมข้ามชาติ ต่อยอดเศรษฐกิจ สร้างประโยชน์แก่ประชาชน]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/533525</link>
<guid isPermaLink="false">7f4a0ca0cade1d1a3eaae07398ceaa47</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 11:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>นายกฯ เดินหน้าขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รับมืออาชญากรรมข้ามชาติ ต่อยอดเศรษฐกิจ สร้างประโยชน์แก่ประชาชน</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260820c651bb1bd3b3f327926c4f8be2c87e8a114143.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ ลาน Ceremonial Forecourt ด้านหน้าอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา นายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Honourable Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นสมเกียรติและสง่างาม มีการยิงสลุต 19 นัด สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย</p>

<p>จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก&nbsp;และหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลีย ให้มีความแน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงหารือประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย&ndash;ออสเตรเลียให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนความร่วมมือที่มีอยู่ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังร่วมแถลงข่าวภายหลังการหารือเต็มคณะ ซึ่งผู้เข้าร่วมฝ่ายไทย ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ฝ่ายออสเตรเลียประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการท่องเที่ยว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ย้ำความมุ่งมั่นขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลีย&nbsp;ให้ใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรับมือความท้าทายร่วมกันและสร้างประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และเกิดขึ้นในช่วงสำคัญก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ไทยและออสเตรเลียยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เมื่อปี 2563 และได้พัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยการหารือครั้งนี้ครอบคลุม 4 สาขาสำคัญที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่</p>

<p>1. การเมืองและความมั่นคง&nbsp;ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเสริมความร่วมมือเพื่อรับมือความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมใช้กลไกที่มีอยู่และพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้ทันต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>

<p>2. เศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรม&nbsp;ทั้งสองฝ่ายเห็นความสำคัญของการเพิ่มความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยจะขยายการค้าและการลงทุนสองทาง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน</p>

<p>3. วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน&nbsp;ทั้งสองประเทศจะส่งเสริมทักษะแห่งอนาคตผ่านความร่วมมือด้านการศึกษา นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพ นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของชุมชนไทยที่มีส่วนสำคัญต่อสังคมออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวออสเตรเลีย สะท้อนสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้น</p>

<p>4. ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี&nbsp;ไทยและออสเตรเลียจะทำงานร่วมกันผ่านกรอบอาเซียน ACMECS หุ้นส่วนแม่โขง&ndash;ออสเตรเลีย และกรอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทยอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การหารือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการจัดทำเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป ประกอบด้วย</p>

<p>1. แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime)&nbsp;ยกระดับความร่วมมือป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการฟอกเงิน ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระดับโลก เพื่อรับมือภัยข้ามพรมแดนที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง</p>

<p>2. แถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยการยกระดับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Leaders&rsquo; Statement on Deepening&nbsp;Economic Engagement)&nbsp;มุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย (TAFTA) ให้เต็มศักยภาพ ขยายการค้าและการลงทุนในสาขาสำคัญ สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎกติกาเป็นพื้นฐาน และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อหนังสือแสดงเจตจำนง&nbsp;(Letter of Intent) ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (CSIRO) เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม ส่วนด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรียินดีต่อข้อเสนอของออสเตรเลียในการจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมไทย&ndash;ออสเตรเลีย ทุก 2 ปี (Biennial Defence Ministers&rsquo; Meeting) เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม และสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด&ndash;แปซิฟิก โดยกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศจะเร่งประสานงานเพื่อผลักดันกลไกดังกล่าวให้เกิดขึ้นโดยเร็ว</p>

<p>นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่า&nbsp;หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;ออสเตรเลียในระยะต่อไป ช่วยเปิดโอกาสใหม่ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน และทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขอบคุณนายกรัฐมนตรีแอลบาเนซี รัฐบาลและประชาชนออสเตรเลีย สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ย้ำว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ก้าวหน้า และสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;ออสเตรเลีย</p>

<p>ขณะที่ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในทุกด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น&nbsp;โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีไทยได้นำคณะภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางเยือนออสเตรเลียในครั้งนี้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียยังตอบรับคำเชิญเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า ปี 2570</p>

<p>นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะยังได้เยี่ยมชมวัดธัมมธโร&nbsp;กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย กราบนมัสการพระราชสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดธัมมธโร และประธานกรรมการบริหารคณะสงฆ์ธรรมยุตในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (คธอ.) และร่วมกันปลูกต้นแมกโนเลีย (Magnolia) สายพันธุ์ &ldquo;Inspiration&rdquo; เพื่อเป็นที่ระลึกในการเยือนวัดธัมมธโร โดย &ldquo;Inspiration&rdquo; หมายถึง แรงบันดาลใจ และเป็นความทรงจำในการมาเยือนครั้งนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260820c651bb1bd3b3f327926c4f8be2c87e8a114143.jpg' type='image/jpg' length='139282' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบ 433 ล้าน เสริมความปลอดภัยประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสาร-แจ้งเตือนภัย]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/533158</link>
<guid isPermaLink="false">1cbb35bf4b65361c079133dd611d3d4b</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 13:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. อนุมัติงบ 433 ล้าน เสริม<br />
ความปลอดภัยประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา สร้างบังเกอร์ หอกระจายข่าว เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสาร-แจ้งเตือนภัย</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260819fdba4e8375fb4b17c6c621c1015c49ee133931.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมการปกครอง ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 433,519,268 บาท โดยใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ 1. การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท 2. การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท เพื่อการสื่อสารด้านความมั่นคงสู่ชุมชนพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา 3. การปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัล ให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี วงเงิน 49,618,050 บาทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัยในระดับพื้นที่ให้เข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านชุมชนชายแดนไทย - กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด 22 อำเภอ ได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาทางด้านความมั่นคงอื่น ๆ เช่น การรุกล้ำพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชน การลักลอบเข้าเมือง ลักลอบขนของหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>

<p>(18 ส.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมการปกครอง ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงินทั้งสิ้น 433,519,268 บาท โดยใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่&nbsp;<br />
1. การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท&nbsp;<br />
2. การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท เพื่อการสื่อสารด้านความมั่นคงสู่ชุมชนพื้นที่ชายแดนไทย &ndash; กัมพูชา&nbsp;<br />
3. การปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัล ให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี วงเงิน 49,618,050 บาท<br />
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย ดังนี้&nbsp;<br />
1. เพื่อให้บังเกอร์และหลุมหลบภัยเป็นสถานที่หลบภัยในกรณีเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา&nbsp;เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่&nbsp;<br />
2. เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่<br />
3. เพื่อเสริมสร้างระบบการสื่อสารของภาครัฐในระดับพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพเข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านชายแดนไทย &ndash; กัมพูชา 7 จังหวัด ได้อย่างทั่วถึงและถูกต้อง&nbsp;<br />
4. เพื่อเสริมสร้างระบบการสื่อสารของภาครัฐในระดับพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพเข้าถึงประชาชนในหมู่บ้านชุมชนชายแดนไทย - กัมพูชา 7 จังหวัด 22 อำเภอได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และถูกต้อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาทางด้านความมั่นคงอื่น ๆ เช่น การรุกล้ำพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชน การลักลอบเข้าเมือง ลักลอบขนของหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569<br />
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม&nbsp;ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260819fdba4e8375fb4b17c6c621c1015c49ee133931.jpg' type='image/jpg' length='1490147' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการคนประจำเรือ - ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ขยายสิทธิ “คู่สมรส” ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/533155</link>
<guid isPermaLink="false">aa8c9b51097e6467a06ed759336f60be</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 13:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. เห็นชอบกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการคนประจำเรือ - ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ขยายสิทธิ<br />
&ldquo;คู่สมรส&rdquo; ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260819e7ea1f740cbe7e800f86ba4e83d796d9133646.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายและหลักเกณฑ์ด้านแรงงาน รวม 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เพื่อเพิ่มสิทธิและหลักประกันให้คนทำงานแต่ละกลุ่มได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ได้แก่ 1. คนประจำเรือ แก้ไขร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ...) พ.ศ. &hellip; กำหนดให้นายจ้างต้องนำคนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคมและเงินทดแทนโดยตรง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน พร้อมทั้งยกระดับการคุ้มครองให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเวลา 22.00 &ndash; 06.00 น. เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน เว้นแต่เป็นการฝึกอบรมตามหลักสูตร หรือการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 2. ผู้รับงานไปทำที่บ้าน แก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. &hellip; ให้ครอบคลุมการรับงานผ่านระบบออนไลน์ อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และงานบริการ โดยห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน ห้ามผู้ว่าจ้างใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี หญิงมีครรภ์ทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย และให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกันหรือไม่จ่ายค่าตอบแทนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในระหว่างผิดนัดให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ร้อยละ 15 ต่อปี ผู้จ้างงานที่ฝ่าฝืนจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 - 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3. ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามหลักสมรสเท่าเทียม จำนวน 2 ฉบับ ที่ผ่านร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อปรับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม เปลี่ยนถ้อยคำจาก &ldquo;สามีหรือภรรยา&rdquo; เป็น &ldquo;คู่สมรส&rdquo; เพื่อให้ครอบคลุมคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำกัดเพศ ส่งผลให้คู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม ทั้งเงินทดแทน ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศพ คาดว่าในช่วงปี 2569&ndash;2573 จะมีคู่สมรสตามกฎหมายทุกเพศได้รับประโยชน์จากสิทธิค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 11,064 - 12,021 คน</p>

<p>(18 ส.ค. 69) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายและหลักเกณฑ์ด้านแรงงาน รวม 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ ทั้งกลุ่มคนประจำเรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และกลุ่มลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม เพื่อเพิ่มสิทธิและหลักประกันให้คนทำงานแต่ละกลุ่มให้ได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม<br />
การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการและมาตรฐานแรงงานให้ทันต่อสภาพสังคมและรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่&nbsp;<br />
1. ยกระดับระบบสวัสดิการ คนประจำเรือ ได้ประกันสังคม&ndash;เงินทดแทน คุมเข้มเด็กต่ำกว่า 18 ปีทำงานกลางคืน ซึ่งผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ...) พ.ศ. &hellip; โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดให้ นายจ้างต้องนำคนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคมและเงินทดแทนโดยตรง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ได้แก่ 1. ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค 2. คลอดบุตร 3. ทุพพลภาพ&nbsp;4. เสียชีวิต 5. สงเคราะห์บุตร 6. ชราภาพ และ 7. ว่างงาน ตามระบบประกันสังคมและได้รับการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทนหากประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน พร้อมทั้งยกระดับการคุ้มครองให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 (Maritime Labour Convention, 2006 : MLC) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ที่ประเทศไทยให้สัตยาบันไว้แล้ว<br />
นอกจากนี้ ยังกำหนดชัดเจนว่า ห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานระหว่างเวลา 22.00 &ndash; 06.00 น. เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน เว้นแต่เป็นการฝึกอบรมตามหลักสูตร หรือการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด&nbsp;<br />
2. ขยายความคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ได้หลักประกันเพิ่ม รับมือการจ้างงานยุคออนไลน์ ผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. &hellip; ให้ครอบคลุมรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล เช่น การรับงานผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งขยายประเภทที่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และงานบริการ โดยกำหนดไม่ให้จ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน และห้ามผู้ว่าจ้างใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปี รวมถึงหญิงมีครรภ์ทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง&nbsp;<br />
สำหรับค่าตอบแทน กรณีงานที่รับไปทำที่บ้านมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากันกับการจ้างงานในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน ให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานตามที่คณะกรรมการกำหนด ส่วนงานที่รับไปทำที่บ้านไม่มีการทำในสถานประกอบกิจการของผู้จ้าง ให้ตกลงค่าตอบแทนกันได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างตามที่คณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านกำหนด หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกันหรือไม่จ่ายค่าตอบแทนโดยไม่มีเหตุ<br />
อันสมควร ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในระหว่างผิดนัดให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ร้อยละ 15 ต่อปี&nbsp;ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และกำหนดให้ผู้จ้างงานที่ฝ่าฝืนจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 - 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;<br />
3. รับรองสิทธิคู่สมรสลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามหลักสมรสเท่าเทียม จำนวน 2 ฉบับ ที่ผ่านร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อปรับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม สาระสำคัญคือ เปลี่ยนถ้อยคำจาก &ldquo;สามีหรือภรรยา&rdquo; เป็น &ldquo;คู่สมรส&rdquo; เพื่อให้ครอบคลุมคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่จำกัดเพศ ส่งผลให้คู่สมรสของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม ทั้งเงินทดแทน ค่ารักษาพยาบาล และค่าทำศพ คาดว่าในช่วงปี 2569&ndash;2573 จะมีคู่สมรสตามกฎหมายทุกเพศได้รับประโยชน์จากสิทธิค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นประมาณ 11,064 - 12,021 คน&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260819e7ea1f740cbe7e800f86ba4e83d796d9133646.jpg' type='image/jpg' length='1497290' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ชวนภาคธุรกิจออสเตรเลีย ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน เชื่อมตลาดอาเซียน ขยายความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ  ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/533152</link>
<guid isPermaLink="false">05b2513958bd1ef3ea5790137cbba61f</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 13:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>นายกฯ ชวนภาคธุรกิจออสเตรเลีย<br />
ใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน เชื่อมตลาดอาเซียน ขยายความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ &nbsp;</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260819ce3ea1d6ebe2ecdc3fb3f4a923665199133404.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17 - 20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย&nbsp;<br />
โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งได้แสดงวิสัยทัศน์ถึงบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอน ใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. ทำให้ภูมิภาคนิยม โดยการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม 2. รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็น บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือการทำงานร่วมกัน 3. สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ &ldquo;หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังใช้โอกาสนี้ในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และเพิ่มโอกาสในการขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา อีกทั้งยังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติสามารถได้รับการอนุมัติให้ดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย</p>

<p>(18 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17 - 20 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยการเยือนครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;ออสเตรเลียให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างรอบด้าน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย&ndash;ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านการวิจัย การแลก เปลี่ยนนักศึกษา และการพัฒนากำลังคนในสาขาแห่งอนาคต สำหรับการท่องเที่ยวในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวออสเตรเลียเดินทางมาไทยประมาณ 800,000 คน สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ระดับประชาชนที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังขอบคุณรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ให้การสนับสนุนชุมชนไทยและกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงาน Sydney Lunar Festival และการจัดงาน Thailand Grand Festival โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ในเดือนกันยายนนี้<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงวิสัยทัศน์หัวข้อ &ldquo;Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation&rdquo; ณ สถาบัน Lowy นครซิดนีย์ โดยได้ใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอบทบาทของไทย ออสเตรเลีย และประเทศขนาดกลางในการรับมือกับโลกที่มีความไม่แน่นอน ใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่<br />
1. ทำให้ภูมิภาคนิยม (Regionalism) สถาบันระดับโลกยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเวลาที่การสร้างฉันทามติในระดับโลกเป็นไปได้ยาก สถาบันระดับภูมิภาคจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในการรักษาช่องทางการหารือ สร้างความไว้วางใจ และแปลงหลักการไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ประเทศไทยและอาเซียนยังคงเป็น &ldquo;หลักยึดทางยุทธศาสตร์&rdquo; ที่สำคัญ ความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ควบคู่กับแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อรักษาช่องทางการหารือและส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน&nbsp;<br />
2. รักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือและปัญหาที่มีความเร่งด่วน ได้แก่ การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ ซึ่งการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือการทำงานร่วมกัน<br />
3. สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่น (Resilience) ผ่านการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป โดยไม่ทำลายความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ไทยและออสเตรเลียมีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลียมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2568 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;ออสเตรเลีย&ndash;นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเข้ากับภูมิภาคในวงกว้างยิ่งขึ้น ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวไปสู่ &ldquo;หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; (resilient partnership) โดยออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร การเชื่อมโยงภูมิภาค อุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต ทั้งสองประเทศจึงควรเชื่อมโยงจุดแข็งเหล่านี้เข้าด้วยกัน นอกจากนี้การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยไทยยินดีและขอบคุณออสเตรเลียสำหรับการสนับสนุนไทย<br />
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมย่าน Thai Town ในนครซิดนีย์ และพบปะชุมชนไทย โดยมีนางโคลเวอร์ มอร์ นายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมร้านค้าของคนไทยในพื้นที่ ซึ่งได้ยกระดับให้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมไทยในออสเตรเลีย อาทิ การจัดสร้างงานศิลปะสาธารณะ แลนด์มาร์กทางวัฒนธรรม ในช่วงที่ผ่านมา Thai Town ได้รับความสนใจมากขึ้นจากการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สร้างสรรค์เนื้อหาด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยและทำให้ Thai Town เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทั้งยังช่วยดึงดูดผู้มาเยือนและสร้างโอกาสให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่ และเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้านการสื่อสารด้วยภาพ พร้อมหารือกับ COO นายคลิฟ โอเบรคต์ (Cliff Obrecht)&nbsp;ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO และนาย Willix Halim CEO Canva ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Creative Economy เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะประเทศไทยมีทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรมที่มีพลัง สามารถต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าในตลาดโลกได้ โดยมองว่าแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Canva สามารถช่วยเปิดพื้นที่ให้การออกแบบและวัฒนธรรมไทยเข้าถึงผู้ใช้ทั่วโลก และเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงการทำงานร่วมกับ Local Creators และ SMEs ไทย โดยส่งเสริมให้มีการนำงานออกแบบ องค์ประกอบทางวัฒนธรรม และผลงานของครีเอเตอร์ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถนำไปใช้ และเปิดโอกาสให้ Thai Creators ได้รับค่าตอบแทนจากผลงานของตนเอง ทำให้รายได้จากตลาดโลกไหลกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่ง Canva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน Canva Creators ชาวไทยจากประมาณ 190 คน เป็น 1,000 คนภายในปี 2571รวมถึงขยายความร่วมมือด้านการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงเครื่องมือและทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวปาฐกถาในงาน &ldquo;Thailand&ndash;Australia Investment and Business Partnership Reception&rdquo; หัวข้อ &ldquo;Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth&rdquo; โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม การเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่การลงทุน การสร้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ขณะที่ภาคธุรกิจคือผู้ที่จะเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 ได้มุ่งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น การลงทุนและการผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค ซึ่งได้เห็นโอกาสขยายความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน อุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ การผลิตขั้นสูง และการศึกษา อีกทั้งรัฐบาลกำลังเร่งทำให้การลงทุนในประเทศไทยสะดวกและแข่งขันได้มากขึ้น โดย Thailand FastPass จะช่วยให้นักลงทุนที่มีคุณสมบัติสามารถได้รับการอนุมัติให้ดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งเชิญชวนภาคธุรกิจออสเตรเลียขยายการลงทุน และสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260819ce3ea1d6ebe2ecdc3fb3f4a923665199133404.jpg' type='image/jpg' length='1558921' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พลโท อดุลย์” ชู 6 ประเด็น ยกระดับการป้องกันประเทศรับโลกแห่งความไม่แน่นอน จากภัยคุกคามหลายมิติ ย้ำความมั่นคงเป็นภารกิจของทั้งประเทศ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532593</link>
<guid isPermaLink="false">096a3a557618748f7effd1297998d722</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 11:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>&ldquo;พลโท อดุลย์&rdquo; ชู 6 ประเด็น ยกระดับการป้องกันประเทศรับโลกแห่งความไม่แน่นอน จากภัยคุกคามหลายมิติ ย้ำความมั่นคงเป็นภารกิจของทั้งประเทศ</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260818ae967de1b78aea2355a77da031967521111744.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อ &ldquo;Defence and Security in an Era of Uncertainty: การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน&rdquo; โดยเสนอกรอบการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง ใน 6 ประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการป้องกัน รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากภัยคุกคามในอนาคต ได้แก่ 1. มองภัยคุกคามให้กว้าง และมองให้เห็นก่อนกลายเป็นวิกฤต ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามได้เปลี่ยนจากภัยทางทหารแบบดั้งเดิมไปสู่ภัยคุกคามแบบผสมผสาน ทั้งภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรนและระบบไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร โรคระบาด และภัยพิบัติ&nbsp;<br />
2. ยกระดับความพร้อมของกองทัพ จากความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์สู่ความพร้อมของทั้งระบบ โดยกองทัพต้อง พร้อมรับภัยคุกคามหลายมิติ 3. สร้างความได้เปรียบจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ 4. สร้าง National Resilience&nbsp;ให้ประเทศพร้อมก่อนวิกฤตมาถึง ตั้งแต่การป้องกัน เตรียมพร้อม ตอบสนอง ฟื้นฟู 5. เปลี่ยนจาก &ldquo;ซื้ออาวุธ&rdquo; สู่ &ldquo;สร้างขีดความสามารถของประเทศ&rdquo; ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่ต้องมีความสามารถในเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ โดยเฉพาะโดรนและระบบไร้คนขับ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และ 6. รักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Balance) โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง &ldquo;ประเทศไทยต้องสามารถพูดคุยกับทุกฝ่าย ร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ต้องสามารถตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประเทศไทยได้ด้วยตัวเอง&rdquo; พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงการสร้างกำลังรบ แต่คือการสร้างความสามารถของประเทศในการอยู่รอด ปรับตัว และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ประเทศที่มั่นคงไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อภัยคุกคามมาถึงแล้วยังสามารถยืนหยัด ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปได้ นี่คือโจทย์ของการป้องกันประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน และเป็นความมั่นคงที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>

<p>(17 ส.ค. 69) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Thailand Security Dialogue 2026 หัวข้อ &ldquo;Defence and Security in an Era of Uncertainty: การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน&rdquo; โดยเสนอกรอบการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมชู 6 ประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการป้องกัน รับมือ ปรับตัว และฟื้นตัวจากภัยคุกคามในอนาคต<br />
พลโท อดุลย์ กล่าวว่า โลกเปลี่ยน ภัยคุกคามก็เปลี่ยน วันนี้สงครามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อทหารสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในสนามรบ ภัยคุกคามอาจเริ่มต้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ห้องทดลอง โรงงานพลังงาน ท่าเรือ ระบบการเงิน หรือแม้แต่ข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ในแต่ละวัน สงครามยุคใหม่จึงไม่ได้ถามเพียงว่า &ldquo;ใครมีกองทัพใหญ่กว่า&rdquo; แต่ถามว่า &ldquo;ใครปรับตัวได้เร็วกว่า ใครมีระบบที่แข็งแรงกว่า และใครสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้&rdquo; สำหรับ 6 ประเด็นสำคัญ ในการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง ประกอบด้วย<br />
1. มองภัยคุกคามให้กว้าง และมองให้เห็นก่อนกลายเป็นวิกฤต<br />
&nbsp; &nbsp; ภัยคุกคามในปัจจุบันเปลี่ยนจากภัยทางทหารแบบดั้งเดิมไปสู่ภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats) ครอบคลุมทั้งภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดรนและระบบไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร โรคระบาด ภัยพิบัติ รวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ดังนั้น ประเทศต้องเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่า &ldquo;เราจะรับมือกับภัยที่เกิดขึ้นอย่างไร&rdquo; ไปสู่ &ldquo;เราจะมองเห็นภัยก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤตได้อย่างไร&rdquo; ซึ่งถือเป็นหัวใจของการป้องกันประเทศยุคใหม่<br />
2. ยกระดับความพร้อมของกองทัพ จากความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์สู่ความพร้อมของทั้งระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; กองทัพต้องเตรียมพร้อมรับภัยคุกคามหลายมิติ โดยไม่วัดความพร้อมจากอาวุธที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีคนที่ทันสมัย ข้อมูลที่ทันสมัย เทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบตัดสินใจที่ทันสมัย รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุม ระบบสื่อสารสำรอง และการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพราะเมื่อเกิดวิกฤต สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องไปถึงผู้ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และทุกหน่วยต้องสามารถทำงานร่วมกันได้ &ldquo;ความพร้อมที่แท้จริง ไม่ใช่การมีทุกอย่าง แต่คือการสามารถทำงานร่วมกันได้เมื่อเกิดวิกฤต กองทัพจึงต้องเป็นทั้งกำลังรบ และกำลังแห่งความพร้อมของประเทศ&rdquo;<br />
3. สร้างความได้เปรียบจาก 5 ปัจจัย: &nbsp;คน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น<br />
&nbsp; &nbsp; ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในโลกยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่กำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเชื่อมโยงคน ข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือ และความเชื่อมั่น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชน (Public Trust) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ เพราะแม้จะมีกองทัพที่เข้มแข็ง แต่หากประชาชนขาดความเชื่อมั่น&nbsp;<br />
ความมั่นคงของประเทศก็ไม่อาจยั่งยืน &ldquo;ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากกำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถของทั้งประเทศในการรวมพลัง และตัดสินใจให้ถูกต้องในเวลาที่สำคัญที่สุด&rdquo;<br />
4. สร้าง National Resilience ให้ประเทศพร้อมก่อนวิกฤตมาถึง<br />
&nbsp; &nbsp;การสร้างความมั่นคงต้องครอบคลุมตั้งแต่ ป้องกัน &ndash; เตรียมพร้อม &ndash; ตอบสนอง - ฟื้นฟู โดยต้องมีระบบประเมินภัยคุกคามที่มองไปข้างหน้า เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุข และภาคเอกชน มีแผนสำรองสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ฝึกซ้อมสถานการณ์วิกฤตร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และสร้างความรู้ความตระหนักด้านความมั่นคงให้แก่ประชาชน โดยเน้นย้ำว่า &ldquo;ในวันที่เกิดวิกฤตจริง ประเทศไม่มีเวลา<br />
มาสร้างระบบใหม่ ระบบต้องถูกสร้างและซ้อมไว้ตั้งแต่วันที่ยังไม่มีวิกฤต&rdquo; พร้อมทั้งยืนยันว่าจะผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม<br />
5. เปลี่ยนจาก &ldquo;ซื้ออาวุธ&rdquo; สู่ &ldquo;สร้างขีดความสามารถของประเทศ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องผลิตทุกอย่างเอง แต่ต้องมีความสามารถในเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศ โดยเฉพาะโดรนและระบบไร้คนขับ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบบัญชาการ ระบบสื่อสาร ดาวเทียม ระบบพลังงานและแบตเตอรี่ อุปกรณ์ป้องกันภัย และเทคโนโลยีสำหรับ<br />
การจัดการภัยพิบัติ การจัดหาในอนาคตจึงต้องถามให้มากกว่าว่า &ldquo;จะซื้ออะไร&rdquo; แต่ต้องถามว่า &ldquo;ประเทศไทยได้อะไรกลับมา&rdquo; ทั้งด้านองค์ความรู้ บุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัย การจ้างงาน และการต่อยอดอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเปลี่ยนงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้เป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว<br />
6. รักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Balance) โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง<br />
&nbsp; &nbsp; ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ประเทศไทยควรสามารถรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับมิตรประเทศทุกฝ่าย บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วม ความเคารพซึ่งกันและกัน และความเป็นอิสระในการตัดสินใจ โดยไม่ทำให้ความสัมพันธ์กับประเทศหนึ่งกลายเป็นข้อจำกัดต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง &ldquo;ประเทศไทยต้องสามารถพูดคุยกับทุกฝ่าย ร่วมมือกับทุกฝ่าย แต่ในขณะเดียวกัน ต้องสามารถตัดสินใจบนผลประโยชน์ของประเทศไทย<br />
ได้ด้วยตัวเอง&rdquo;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ พลโท อดุลย์ ยังกล่าวอีกว่า จากประสบการณ์การทำงานในฐานะผู้ปฏิบัติในพื้นที่และงานด้านความมั่นคงหลายระดับ จนมาสู่บทบาทผู้กำหนดนโยบาย ทำให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงของประเทศไม่สามารถสร้างได้ด้วยกองทัพเพียงองค์กรเดียว แต่ต้องเกิดจากความพร้อมของรัฐบาล ภาคเอกชน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และประชาชน จึงถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนคำถามจาก &ldquo;กองทัพพร้อมรบหรือยัง?&rdquo; ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ &ldquo;ประเทศไทยพร้อมรับมือกับโลกที่ไม่แน่นอนแล้วหรือยัง?&rdquo; พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงการสร้างกำลังรบ แต่คือการสร้างความสามารถของประเทศในการอยู่รอด ปรับตัว และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ประเทศที่มั่นคง ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีภัยคุกคาม แต่คือประเทศที่เมื่อภัยคุกคามมาถึงแล้ว ยังสามารถยืนหยัด ตัดสินใจ และเดินหน้าต่อไปได้ นี่คือโจทย์ของการป้องกันประเทศในยุคแห่งความไม่แน่นอน และเป็นความมั่นคงที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260818ae967de1b78aea2355a77da031967521111744.jpg' type='image/jpg' length='1523577' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตโลก ชวนนักลงทุน-ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532589</link>
<guid isPermaLink="false">a08d3c9780c49577be1b886c1dfe1bd2</guid>
<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ย้ำไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตโลก ชวนนักลงทุน-ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260818da4ceef7a97d52af3396efcf3ae10764111511.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand &ndash; U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership จัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี และแสดงความยินดีกับประชาชนชาวอเมริกัน เนื่องในโอกาสที่สหรัฐอเมริกาครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ ตลอดระยะเวลา 2 ศตวรรษครึ่ง สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าของโลก และขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ สำหรับภูมิภาคและตลาดโลก ที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง การถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย สำหรับทิศทางในอนาคตประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูง โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมทั้งเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐอเมริกาเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน ซึ่งไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาบนพื้นฐานของ &ldquo;Partnership and Co-creation&rdquo; หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว อีกทั้งยังผลักดันกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้กำหนดจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;</p>

<p>(17 ส.ค. 69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand &ndash; U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership&nbsp;ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) โดยมี นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย และนายจอห์น โกเยอร์ รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย หอการค้าสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคเอกชนไทย&ndash;สหรัฐฯ เข้าร่วมงาน<br />
นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงาน Thailand &ndash; U.S. Trade and Investment Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Building on a Longstanding Partnership&rdquo; และถือเป็นโอกาสสำคัญในการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี โดยเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนชาวอเมริกัน เนื่องในโอกาสที่สหรัฐอเมริกาครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลา&nbsp;<br />
2 ศตวรรษครึ่ง สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าของโลก ผ่านคุณค่าด้านเสรีภาพ นวัตกรรม และการประกอบการ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทดสอบความสามารถในการรับมือของเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ (resilient, secure and trusted manufacturing and supply chain base) สำหรับภูมิภาคและตลาดโลก โดยพื้นฐานสำคัญของความมุ่งมั่นดังกล่าว คือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี และตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานให้ทั้งสองประเทศสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ร่วมกันได้<br />
ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในนามรัฐบาลไทยจึงขอขอบคุณภาคธุรกิจอเมริกันสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับทิศทางในอนาคตประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐอเมริกา เข้ามามีส่วนร่วมในบทใหม่ของการเติบโตของไทย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน อีกทั้งยังได้เน้นย้ำว่า ไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาบนพื้นฐานของ &ldquo;Partnership and Co-creation&rdquo; หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ ความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยความไว้วางใจ ความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกัน การแบ่งปันโอกาส ความรับผิดชอบ และคุณค่าร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลไทยพร้อมทำหน้าที่ของตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนนวัตกรรม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว<br />
สำหรับด้านการค้า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและการเติบโตอย่างสมดุล โดยรัฐบาลไทยทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง รวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะพลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง และสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไทยมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านความพยายามของไทยในการผลักดันกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งได้กำหนดจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ด้านการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว บริษัทไทยได้เข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาแล้วมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ การลงทุนของไทยในสหรัฐอเมริกายังมีส่วนช่วยสร้างการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสามารถสร้างโอกาส การจ้างงาน และการเติบโตให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นางศุภจี ได้กล่าวย้ำว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่ยังเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน จะยังคงเข้มแข็งและเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในอนาคต ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีความยืดหยุ่น ตลอดจนสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้แก่คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป พร้อมทั้งขอบคุณหอการค้าไทย AMCHAM Thailand และ U.S. Chamber of Commerce ที่ร่วมกันจัดงาน และโดยเฉพาะ AMCHAM Thailand ที่มีบทบาทมาอย่างยาวนานในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากงาน Thailand&ndash;U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และธุรกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี&nbsp;สู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260818da4ceef7a97d52af3396efcf3ae10764111511.jpg' type='image/jpg' length='1505205' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พัฒนา” เปิดมหกรรม “ส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข” ปรับพฤติกรรมก่อนเกิดโรค]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/532309</link>
<guid isPermaLink="false">9065e6805aaa113411dfcf9082c9520d</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2026 15:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>&ldquo;พัฒนา&rdquo; เปิดมหกรรม &ldquo;ส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข&rdquo; ปรับพฤติกรรมก่อนเกิดโรค</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260817ceb12159f431d8e047ab62e7f5877b91150709.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เปิด &ldquo;มหกรรมส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข&rdquo; เพื่อเดินหน้าป้องกัน สร้างความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพประชาชนในการลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง&nbsp;ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และเกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว หลังพบประชาชน ร้อยละ 57.37 นิยมรับประทานอาหารรสเค็มจัด ได้รับโซเดียมเฉลี่ย 2,358 มิลลิกรัมต่อวัน เกินกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด และยังมีอัตราผู้ป่วยเบาหวานสูงเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสานตอนกลาง จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ในปี 2568 พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มีสาเหตุสำคัญเกิดจากการบริโภคเกลือและโซเดียมมากเกินไป ทำให้คนไทยมากกว่า 22 ล้านคน ป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง อีกทั้ง กรมอนามัย ยังสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย พ.ศ. 2567-2568 พบว่า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 3 ใน 4 ของคนไทยทั้งหมดประมาณ 400,000 คนต่อปี สำหรับอาหารที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารตากแห้ง อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องและอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็งหรือแช่เย็น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงชูรส ซุปก้อน และอาหารที่ใส่ผงฟู เช่น เค้ก เบเกอรี่ ขนมปัง เป็นต้น วิธีลดการบริโภคเกลือและโซเดียม เพื่อสุขภาพที่ดี ควรลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง หันมาปรุงอาหารกินเอง ชิมก่อนปรุง เลี่ยงการปรุงเพิ่ม การใช้น้ำจิ้มหรือน้ำราด เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ดีในระยะยาว อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุข ยังได้เร่งขับเคลื่อนกิจกรรม Health Station &ldquo;ลดเค็ม ลดโรค NCDs โมเดล&rdquo; ในทุกอำเภอ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำให้ห่างไกลจากโรค NCDs ยืดระยะเวลาการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 50 และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ&nbsp;</p>

<p>(16 ส.ค. 69) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคามเปิด &ldquo;มหกรรมส่งเสริมสุขภาพปลอดภัย ห่างไกลโรค NCDs ลดเค็ม เติมสุข&rdquo; ภายใต้โครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนายพัฒนา กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตเรื้อรัง ยังคงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน เกิดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว จากข้อมูลปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พบว่า เขตสุขภาพภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมีผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงรวมกว่า 860,000 คน<br />
และในปี 2568 จังหวัดมหาสารคามมีอัตราผู้ป่วยโรคเบาหวาน ร้อยละ 10.04 สูงเป็นลำดับที่ 1 ของภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนกลาง และลำดับที่ 16 ของประเทศ มีอัตราผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง สูงเป็นลำดับที่ 3 ในภาคเดียวกัน และมีแนวโน้มผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังเพิ่มขึ้นจนต้องขยายหน่วยไตเทียมทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 19 แห่ง สาเหตุหลักคือ พฤติกรรมการกินเค็ม โดยพบประชาชนนิยมรับประทานอาหารรสเค็มจัดถึงร้อยละ 57.37 ส่งผลให้ได้รับปริมาณโซเดียมสูงถึง 2,358 มิลลิกรัมต่อวัน เกินกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ในปี 2568 พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) สาเหตุสำคัญเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคเกลือและโซเดียมมากเกินไป&nbsp;คนไทยมากกว่า 22 ล้านคน ป่วยด้วยโรคที่สัมพันธ์กับการบริโภคโซเดียม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ กรมอนามัย ยังได้รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2567-2568 พบว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตกว่า 3 ใน 4 ของคนไทยทั้งหมดประมาณ 400,000 คนต่อปี โดยพบภาวะอ้วน ในวัย 15-34 ปี เพิ่มจาก 20% เป็นเกือบ 30% ความดันโลหิตสูง ในวัย 18-34 ปี เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และเบาหวาน ในกลุ่มวัย 30-34 ปี เพิ่มขึ้นชัดเจน โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งจากการสำรวจการบริโภคเกลือแกงในประเทศไทย พ.ศ. 2552 พบว่า คนไทยได้รับโซเดียมจากการรับประทานอาหารมากถึง 4,352 มิลลิกรัมต่อคนต่อวัน จะเห็นได้ว่าคนไทยบริโภคเกลือเกินกว่า 2 เท่า จากที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกลือ 1 ช้อนชา ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไปเป็นสาเหตุให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมระดับความดันโลหิตได้จะนำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุของความพิการและเสียชีวิต เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และภาวะหัวใจวาย&nbsp;<br />
ปัจจุบันเกลือที่ใช้ในการปรุงอาหาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. เกลือเค็ม คือ เกลือทั่วไปที่มีรสเค็ม เช่น เกลือสมุทร หรือเกลือสินเธาว์ 2. เกลือหวาน คือ ผงชูรส และเครื่องปรุงรสอื่น ๆ ที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ3. เกลือจืด คือ ผงฟูที่ใช้ทำขนมปัง และสารกันบูดเพื่อยืดอายุของอาหาร เกลือเหล่านี้มี &ldquo;โซเดียม&rdquo; ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญในการควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย การบริโภคเกลือลดลงจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ช่วยลดระดับความดันโลหิต และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ลดความรุนแรงของโรคไต และเบาหวาน ซึ่งจะส่งผลให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น สำหรับอาหารที่มีโซเดียมสูง ได้แก่&nbsp;<br />
- อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารตากแห้ง อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุป เป็นต้น&nbsp;<br />
- อาหารกระป๋องและอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็งหรือแช่เย็น&nbsp;<br />
- อาหารที่เติมเกลือหรือใช้เครื่องปรุงรส เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงชูรส ซุปก้อน เป็นต้น&nbsp;<br />
- อาหารที่ใส่ผงฟู เช่น เค้ก เบเกอรี่ ขนมปัง เป็นต้น&nbsp;<br />
อาหารเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงหรือบริโภคแต่น้อยและควรเลือกกินอาหารที่มีโซเดียมต่ำ ได้แก่ อาหารธรรมชาติ เช่น ผักและผลไม้สด ถั่ว ธัญพืช เนื้อสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว โดยกลุ่มผักและผลไม้สดมีโซเดียมน้อยกว่ากลุ่มเนื้อสัตว์และอาหารที่ไม่ปรุงรสเพิ่มหรืออาหารรสธรรมชาติ การลดบริโภคเกลือและโซเดียมไม่ได้หมายความว่ารสชาติอาหารจะจืดชืดแต่เป็นการเลือกวิธีปรุงอาหารให้เค็มน้อยลง แต่ยังคงมีรสชาติความอร่อยและดีต่อสุขภาพ การลดความเค็มทีละน้อยในแต่ละมื้อจะช่วยให้กินเค็มน้อยลงจนกลายเป็นนิสัยใหม่ที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว&nbsp;<br />
วิธีลดการบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อสุขภาพที่ดี ทำได้โดยลดการพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง หันมาปรุงอาหารกินเอง และเลือกใช้ส่วนผสมของสมุนไพรและเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติอาหาร ชิมก่อนปรุง เลี่ยงการปรุงเพิ่ม เลี่ยงการใช้น้ำจิ้มหรือน้ำราด เลี่ยงอาหารรสจัด และควรอ่านฉลากโภชนาการ เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง ดังนั้น ประชาชนควรเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมไม่รับประทานมากเกินความจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเป็นการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ดีในระยะยาว<br />
การป้องกันโรค คือ การลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง ลดปัจจัยเสี่ยงจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีในทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรค ลดภาระของครอบครัว ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล และส่งผลให้ประเทศมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในระยะยาว<br />
นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวย้ำว่า การจัดมหกรรมครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งสร้างสังคมไทยสุขภาพดี เริ่มต้นจากการป้องกันก่อนการรักษา โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนขับเคลื่อนกิจกรรม Health Station &ldquo;ลดเค็ม ลดโรค NCDs โมเดล&rdquo; ในทุกอำเภอ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จะสามารถช่วยยืดระยะเวลาการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ถึง ร้อยละ 50 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ และการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ จะทำให้ห่างไกลจากโรค NCDs ได้อย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260817ceb12159f431d8e047ab62e7f5877b91150709.jpg' type='image/jpg' length='1546128' />
</item>
</channel>
</rss>
