<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“สีหศักดิ์” ร่วมประชุม OECD หารือนโยบายเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมโลก ย้ำให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/509267</link>
<guid isPermaLink="false">e8fa12ca2bff7d811abf094a6f58583e</guid>
<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 11:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026060487b512c0bb537dea30636793e2b68904114525.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;สีหศักดิ์&rdquo; ร่วมประชุม OECD หารือนโยบายเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมโลก ย้ำให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี (Organization for Economic Co-operation and Development Ministerial Council Meeting: OECD MCM) ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 3 - 4 มิถุนายน 2569 โดยได้กล่าวถ้อยแถลงในช่วงการประชุมเต็มคณะ ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy&rdquo; เน้นย้ำว่า&nbsp;ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นโยบายอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับจากการมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมรายสาขา ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความยืดหยุ่น และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยีสีเขียว และการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ทั้งเทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนมีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากขึ้น&nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ยังได้ย้ำถึงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2571 ซึ่งปัจจุบันไทยอยู่ในขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) จากคณะกรรมการ OECD 25 คณะ การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญของไทย เพื่อยกระดับและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของไทย อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานของไทยทั้งในด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพภาครัฐให้สอดคล้องกับสากล เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ การคุ้มครองแรงงาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของไทยเป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน อีกทั้ง ไทยยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเชิงนโยบายกับ OECD ซึ่งจะมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง OECD กับประเทศกำลังพัฒนาได้</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; (3 มิ.ย. 69) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ&nbsp;เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาในระดับรัฐมนตรี (Organization for Economic Co-operation and Development Ministerial Council Meeting: OECD MCM) ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก &ldquo;Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity&rdquo; ระหว่างวันที่ 3 - 4 มิถุนายน 2569 ตามคำเชิญของนายมาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD และนาย Petteri Orpo นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์ ในฐานะที่ฟินแลนด์เป็นประธานการประชุม MCM ประจำปี 2569 โดยนายสีหศักดิ์ ได้กล่าวถ้อยแถลงในช่วงการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Balancing the Goals and Impacts of Industrial Policy&rdquo; โดยเน้นย้ำว่า แม้นโยบายอุตสาหกรรมยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นโยบายอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับจากการมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมรายสาขา ไปสู่การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความยืดหยุ่น และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว พร้อมทั้งเน้นความสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เนื่องด้วยห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี พลังงาน และการลงทุนมีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากขึ้น ในโอกาสนี้ยังได้ย้ำถึงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2571 เพื่อยกระดับและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของไทย โดยจะช่วยให้ไทยนำแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับสากลมาปรับใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการกำหนดนโยบาย เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันต่าง ๆ และไทยยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเชิงนโยบายกับ OECD ซึ่งจะมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง OECD กับประเทศกำลังพัฒนาได้ อีกทั้งยังได้หารือกับนายมาธิอัส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) จากคณะกรรมการ OECD 25 คณะ พร้อมทั้งขอบคุณ OECD ที่ให้การสนับสนุนไทยอย่างต่อเนื่อง และยินดีต้อนรับเลขาธิการ OECD สำหรับการเยือนไทยในช่วงปลายปีนี้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญของไทย ขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไปและหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง โดยจะเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานของไทยใน 3 มิติ ได้แก่ 1. การยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพภาครัฐให้สอดคล้องกับสากล 2. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งช่วยให้ไทยเชื่อมโยงกับประเทศสมาชิก OECD ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ&nbsp;3. การสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนไทย ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ การคุ้มครองแรงงาน และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของไทยเป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน<br />
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังได้หารือกับนาง Julie Le Saos ที่ปรึกษาประธานาธิบดีสาธารณรัฐฝรั่งเศสสำหรับภูมิภาคอเมริกา เอเชีย และโอเชียเนีย นายโฮริอิ อิวาโอะ (H.E. Mr. Horii Iwao) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นางสาวเววิสลาวา เปโตรวา ชาโมวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบัลแกเรีย ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน การแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนทางการค้าและภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; OECD คืออะไร ทำไมประเทศไทยจึงตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกให้ได้ในปี 2571<br />
OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2504 แรกเริ่มประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 20 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ส่งเสริมการประสานงานด้านนโยบายและเสรีภาพทางเศรษฐกิจในหมู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว OECD โดยพัฒนาจาก OEEC (Organization for European Economic Co-operation) หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2491 เพื่อบริหารเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ภายใต้แผนมาร์แชลล์ (Marshall Plan) เพื่อบูรณะฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของยุโรปภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันประเทศสมาชิกของ OECD มีทั้งหมด 38 ประเทศทั่วโลก โดย OECD มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศสมาชิก ประกอบด้วย 1. ด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน ที่แข่งขันได้อย่างเป็นธรรมในระดับโลก 2. ด้านการศึกษาทุนมนุษย์ และนวัตกรรม ส่งเสริมการศึกษาและทักษะตลอดชีวิต ยกระดับคุณภาพคนให้พร้อมรับโลกอนาคต 3. ด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน ส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบราชการและภาครัฐ และ 4. ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม (Climate Change) ส่งเสริมนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อม และรับมือกับปัญหาโลกร้อน เช่น การลดการปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงานสะอาด และการรีไซเคิล<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;จุดเริ่มต้นการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย<br />
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567 คณะมนตรี OECD (OECD Council) ซึ่งประกอบด้วย 38 ประเทศสมาชิก มีมติเอกฉันท์เห็นชอบเปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (accession discussion) กับประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะมีบทบาทในเวทีโลกและยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลในทุกมิติ ประเทศไทยได้ยื่นต้นฉบับหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เมื่อเดือนเมษายน 2567 และได้รับเชิญให้เข้าร่วมหารือวาระพิเศษกับคณะมนตรี OECD ซึ่งไทยได้นำเสนอจุดแข็งของประเทศและผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับร่วมกันจากการเข้าเป็นสมาชิกของไทย นับเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งต่อมาคณะมนตรี OECD ได้มีมติเอกฉันท์เปิดการหารือกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกกับประเทศไทย จึงทำให้ไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD&nbsp;<br />
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นให้กับ นาย ฟรานติเช็ก รูซิกกา รองเลขาธิการแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Deputy Secretary-General) ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) บันทึกข้อตกลงเบื้องต้นฉบับนี้คือการประเมินตนเองขั้นต้นของประเทศไทยถึงความสอดคล้องด้านกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยต่อมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และการยื่นครั้งนั้นถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการประเมินทางเทคนิคภายใต้กระบวนการการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ตามที่กำหนดไว้ในแผนการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของประเทศไทย (Thailand&rsquo;s Accession Roadmap) ซึ่งได้รับการลงมติจากประเทศสมาชิก 38 ประเทศของ OECD ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 จากนั้นคณะกรรมาธิการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้ง 25 คณะ ซึ่งครอบคลุมนโยบายในหลาย ๆ ด้าน เช่น สภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ตลาดการเงินและการพัฒนาระดับภูมิภาค จึงได้เริ่มประเมินเชิงลึกถึงสถานะของประเทศไทย และตลอดกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และประเทศไทยจะเจรจากันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยสนับสนุนการแก้ไขกฎหมาย นโยบายและแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีของ OECD เมื่อกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
นอกจากนี้ นายมาธิอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการ ได้กล่าวว่า &ldquo;กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD คือเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะช่วยส่งเสริมประเทศไทยในการพัฒนาแผนงานการปฏิรูปได้อย่างครอบคลุม และเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคงเพื่อการเจริญเติบโตในระยะยาวควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยที่มุ่งหน้าเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2580 กระบวนการนี้จะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยประเทศไทยจะเข้าถึงเครือข่ายด้านนโยบายและผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ในขณะเดียวกัน OECD จะได้รับประโยชน์จากประเทศไทย จากข้อมูลเฉพาะและแนวคิดจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาทำงานในองค์การ<br />
ประโยชน์ของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ การที่ทำให้โลกเห็นว่า &ldquo;ไทยพร้อมจะพัฒนาแบบยั่งยืนและมีมาตรฐาน&rdquo; สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ได้แก่<br />
&nbsp;1. การเพิ่มความน่าเชื่อถือของไทยในสายตาต่างชาติ สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
2. เศรษฐกิจดีขึ้น และรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น จะทำให้ GDP เติบโตถึง 1.6% เพราะสามารถเพิ่มการแข่งขันของภาคธุรกิจ ก้าวข้ามกับดักการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน&nbsp;<br />
3. คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้น มาตรฐานการศึกษาเข้าใกล้ระดับโลก เช่น ผล PISA ดีขึ้น<br />
4. รัฐบาลและระบบราชการโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาครัฐเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้และส่งเสริมธรรมาภิบาล ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง<br />
5. สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลมากขึ้น ส่งเสริมนโยบายสีเขียว ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้พลังงานสะอาด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026060487b512c0bb537dea30636793e2b68904114525.jpg' type='image/jpg' length='1549763' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“Pride Month 2026” ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ความเท่าเทียมทางเพศ กระตุ้นการท่องเที่ยว ดันไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030 ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/508409</link>
<guid isPermaLink="false">8cef1536829826fa93d8da3827751314</guid>
<pubDate>Mon, 01 Jun 2026 12:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202606015a0354281de255d06d032880c4abd0e7121923.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;Pride Month 2026&rdquo; ตอกย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ความเท่าเทียมทางเพศ กระตุ้นการท่องเที่ยว ดันไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030&nbsp;</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;Pride Month หรือ &ldquo;เดือนแห่งความภาคภูมิใจ&rdquo; เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ ส่งเสริมความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และการยอมรับความแตกต่างในสังคม โดยมีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ Stonewall Riots ในนครนิวยอร์ก เมื่อปี ค.ศ. 1969 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศทั่วโลก จึงทำให้เดือนมิถุนายนได้รับการกำหนดให้เป็น Pride Month และมีการจัดกิจกรรมรณรงค์เฉลิมฉลองในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเริ่มต้นจัดงาน Pride ครั้งแรกในปี 2542 ภายใต้ชื่องาน &ldquo;Bangkok Gay Festival 1999&rdquo; หลังจากนั้นได้มีการจัดงาน Pride Month ในประเทศไทยอย่างจริงจังในช่วงปี 2022&ndash;2025 และในปี 2025 รัฐบาลได้เปิดกิจกรรม Amazing Thailand Love Wins Festival ภายใต้โครงการ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชุมชน LGBTQIAN+ ทั่วโลก เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่สนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ พร้อมเป็น Pride Destination ระดับโลกอย่างแท้จริง พร้อมทั้งผลักดัน &ldquo;กฎหมายสมรสเท่าเทียม&rdquo; จนประสบความสำเร็จ มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 23 มกราคม 2568 เพื่อมอบสิทธิให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ว่าเพศใดสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย ซึ่งกลุ่ม LGBTQ+ ยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว การจ้างงาน และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะสังคมที่เปิดกว้างและเคารพความหลากหลาย การจัดงาน &ldquo;Bangkok Pride Festival 2026&rdquo; จึงเป็นการสะท้อนความสำเร็จของประเทศไทยในการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม โดยจะมีการจัดกิจกรรม Pride Month ทุกภูมิภาคตลอดเดือนมิถุนายน 2569 และเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน &ldquo;World Pride 2030&rdquo; เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีรุ้ง (Rainbow Economy) ส่งเสริมการท่องเที่ยว ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม และสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>Pride Month หรือ &ldquo;เดือนแห่งความภาคภูมิใจ&rdquo; เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ส่งเสริมความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และการยอมรับความแตกต่างในสังคม โดยมีกิจกรรมสำคัญ เช่น ขบวนพาเหรด การเสวนา นิทรรศการ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และการรณรงค์ด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศทั่วโลก จุดเริ่มต้นของ Pride Month เชื่อมโยงกับเหตุจลาจลสโตนวอลล์ (Stonewall Riots) หรือการต่อต้านการเลือกปฏิบัติของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หลังตำรวจเข้าตรวจค้นสถานบันเทิงชื่อ Stonewall Inn ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969 จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ทั่วโลก ต่อมาในเดือนมิถุนายน 1970 ได้มีการจัดขบวน Pride Parade ครั้งแรกในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา เพื่อรำลึกครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ Stonewall และต่อมาได้ขยายการจัดกิจกรรมไปทั่วโลก ทำให้เดือนมิถุนายนถูกกำหนดให้เป็น Pride Month&nbsp;<br />
สำหรับประเทศไทย เริ่มต้นจัดงาน Pride ครั้งแรกในปี 2542 ภายใต้ชื่องาน &ldquo;Bangkok Gay Festival 1999&rdquo; โดยจัดขึ้นที่บริเวณถนนสีลม ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย การจัดกิจกรรมในช่วงแรก ๆ ของประเทศไทยเกิดขึ้นที่ต่างจังหวัด&nbsp;โดยเน้นไปที่เมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ จนกระทั่งในปี 2549 มีการเดินขบวนพาเหรด Pride&nbsp;ครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร บริเวณถนนสีลม การจัดกิจกรรมมาหยุดชะงักลงในปี 2552 เนื่องจากมีการต่อต้านจากบางกลุ่ม และในปี 2565 ได้มีการจัด Pride Month ในชื่องาน &ldquo;Bangkok Naruemit Pride 2022&rdquo; ซึ่งจัดโดย คณะทำงานบางกอกนฤมิตไพรด์ และเครือข่ายนักกิจกรรมเพื่อความหลากหลายทางเพศ ร่วมเดินพาเหรดร่วมกับภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และประชาชน ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขก สีลม) ถึงสีลม ซอย 2 เขตบางรัก และร่วมกันตัดริบบิ้นแห่งความอคติทางเพศเพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์การต่อต้านความอคติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ หลังจากนั้นการจัดงาน Pride Month ในประเทศไทยได้เริ่มมีการผลักดันอย่างจริงจังในช่วงปี 2022&ndash;2025 และในปี 2025 รัฐบาลได้เปิดกิจกรรม Amazing Thailand Love Wins Festival ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชุมชน LGBTQIAN+ ทั่วโลก เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่สนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ พร้อมเป็น Pride Destination ระดับโลกอย่างแท้จริง และมีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดเดือนมิถุนายนในหลายจังหวัด พร้อมทั้งผลักดัน &ldquo;กฎหมายสมรสเท่าเทียม&rdquo; จนประสบความสำเร็จ โดยวันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ มอบสิทธิให้กับบุคคลที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่ว่าเพศใดสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย<br />
กลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ (High-Value Tourists) ที่หลายประเทศให้ความสำคัญ เนื่องจากมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง มีรูปแบบการใช้จ่ายที่เน้นความคุ้มค่า ชื่นชอบการพักผ่อนแบบ Luxury และมีอัตราการเดินทางท่องเที่ยวบ่อยครั้งกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งการเติบโตของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน และธุรกิจเฉพาะทางที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งประเทศที่ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ เป็นอย่างดี จะช่วยสะท้อนถึงการเป็นสังคมที่เปิดกว้าง เคารพในสิทธิมนุษยชน และมีความปลอดภัย การเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ช่วยสร้างจุดแข็งและความหลากหลายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งหลายประเทศรวมถึงไทยได้ใช้เป็นยุทธศาสตร์ดึงดูดนักท่องเที่ยวผ่านการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และเทศกาลต่าง ๆ เช่น งาน Pride Month<br />
การจัดงาน Pride Month ในเดือนมิถุนายน เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา งาน &ldquo;Bangkok Pride Festival 2025&rdquo;สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4,500 ล้านบาท มีคนเข้ามาร่วมขบวนพาเหรดทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมากกว่า 300,000 คน สำหรับในปี 2569 คาดว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมี&nbsp;แรงหนุนจากกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมทางเพศมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการจัดงาน &ldquo;Bangkok Pride Festival 2026&rdquo; ในปีนี้ไม่เพียง&nbsp;เฉลิมฉลอง Pride Month เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการยกระดับ &ldquo;กรุงเทพมหานคร&rdquo;&nbsp;สู่การเป็น Pride Destination ระดับโลก และเป็นมหานครแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียม ด้วยการเสนอชื่อเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride ภายใต้ชื่อ &ldquo;Bangkok World Pride 2030&rdquo; ที่กรุงเทพมหานคร ในปี 2030<br />
(31 พ.ค. 69) การจัดงาน &ldquo;Bangkok Pride Festival 2026&rdquo; ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ร่วมกันจัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Patch the World with Pride ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ&rdquo; มีการเดินขบวนพาเหรดภายใต้แนวคิดสากล&nbsp;<br />
- Peace (สันติภาพ) - ความเสมอภาค ปราศจากการเลือกปฏิบัติ และการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกเพศสภาพ<br />
- People (ประชาชน) - การเคารพในสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม<br />
- Pride (ความภาคภูมิใจ) - ความภาคภูมิใจในตัวตนของกลุ่ม LGBTQIA+ และความสำเร็จของประเทศไทย&nbsp;ในการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม จนพร้อมก้าวสู่เวทีโลก<br />
สำหรับขบวนได้แบ่งเป็น 6 ขบวนหลัก 6 สี ได้แก่ ขบวนสีเขียวแห่งสมดุล ขบวนสีฟ้าแห่งสันติและการอยู่ร่วมกัน ขบวนสีม่วงแห่งตัวตน ขบวนสีส้มแห่งศักดิ์ศรี ขบวนสีแดงแห่งความรัก และขบวนสีเหลืองแห่งศิลปะและศรัทธา ซึ่งกิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่ถนนสีลม และยาวต่อเนื่องถึงถนนพระราม 4 ถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 1&nbsp;มุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางที่สนามกีฬาเทพหัสดิน (สนามกีฬาแห่งชาติ) เป็นถนนสีรุ้งแห่งการเฉลิมฉลองความเท่าเทียม ความหลากหลาย เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์<br />
ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเดินขบวนเพื่อร่วมจุดประกายในความหลากหลาย สร้างพื้นที่ปลอดภัยของทุกคน พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทยในการผลักดันเพื่อเป็นเจ้าภาพ &ldquo;World Pride 2030&rdquo; อันจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน &ldquo;เศรษฐกิจสีรุ้ง&rdquo; (Rainbow Economy) ที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทยได้อย่างมหาศาล &nbsp;อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมในทุก ๆ ด้าน<br />
ขณะที่กิจกรรมเวที Pride Stage ที่สนามกีฬาเทพหัสดิน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน ทำให้เห็นว่าทุกภาคส่วนล้วนแสดงออกถึงความสามัคคี แสดงความเท่าเทียม ความเป็นอิสระ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของการจัดงาน และการจัดงานครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าภาพจัดงาน &ldquo;World Pride 2030&rdquo;&nbsp;<br />
ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ยินดีที่ได้เห็นทุกคนร่วมกันแสดงพลังอันยิ่งใหญ่แห่งความเท่าเทียมทางเพศ ยืนยันว่าจะผลักดันการคุ้มครองสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการทลายกำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำทางสังคม การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นมากกว่างานรื่นเริง แต่เป็นกระบอกเสียงและกลไกทางสังคมที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิขั้นพื้นฐานของชุมชนความหลากหลายทางเพศให้เกิดขึ้นจริง และคาดหวังว่าจะเห็นการจัดกิจกรรมนี้กระจายไปทั่วประเทศ &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรม Pride Month ที่จัดตลอดทั้งเดือนมิถุนายน 2569 ประกอบด้วย<br />
กรุงเทพมหานคร<br />
- &ldquo;ONE BANGKOK ONE PRIDE ONE RUN 2026&rdquo; วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่ One Bangkok กรุงเทพฯ<br />
- &ldquo;We All Pride Thailand 2026 @ Bangkapi&rdquo; วันที่ 20 มิถุนายน 2569&nbsp;<br />
ภาคกลาง&nbsp;<br />
- &ldquo;Ayutthaya Pride 2026&rdquo; วันที่ 13 มิถุนายน 2026 เวลา 16.00 น. ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา&nbsp;<br />
ภาคเหนือ&nbsp;<br />
- &ldquo;Phayao Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 26 - 27 มิถุนายน 2569 ที่กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;<br />
- &ldquo;Loei Pride Month 2026&rdquo; วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ที่สวนสาธารณะกุดป่อง อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย<br />
- &ldquo;Pride of ISAN @ The Mall Korat&rdquo; วันที่ 6 - 7 มิถุนายน 2569 ที่ The Mall Korat จังหวัดนครราชสีมา<br />
ภาคตะวันออก&nbsp;<br />
- &ldquo;Pattaya International Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 26 - 28 มิถุนายน 2569 ที่ถนนเลียบชายหาดพัทยา เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี&nbsp;<br />
- &ldquo;Circuit Festival Asia 2026&rdquo; วันที่ 19 &ndash; 21 มิถุนายน 2569 ที่ The Zign Hotel Pattaya จังหวัดชลบุรี<br />
ภาคใต้&nbsp;<br />
- &ldquo;Phuket Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 1 &ndash; 7 มิถุนายน 2569 ณ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต&nbsp;<br />
- &ldquo;Trang Pride 2026&rdquo; วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ที่ Robinson Trang อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง<br />
- &ldquo;Krabi Pride 2026&rdquo; วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่จังหวัดกระบี่&nbsp;<br />
- &ldquo;Hat Yai Pride Festival 2026&rdquo; วันที่ 27 - 28 มิถุนายน 2569 ที่ Diana Cineplex อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202606015a0354281de255d06d032880c4abd0e7121923.jpg' type='image/jpg' length='1609055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พม. MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ เตรียมพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/507650</link>
<guid isPermaLink="false">7996414777fe0752109bb03a75ee9064</guid>
<pubDate>Fri, 29 May 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026052956e7d10a933474082b7d400edb4d2ef2104705.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>พม. MOU ขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ เตรียมพร้อมเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) โดยการลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับจังหวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ปลอดภัย และมีความพร้อมในทุกมิติสู่มาตรฐานสากล เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทย หากสำเร็จจะเป็นครั้งแรกที่งานระดับโลกนี้จะถูกจัดขึ้นบนพื้นที่ทวีปเอเชีย เนื่องจากกรุงเทพมหานคร ถูกนำเสนอในฐานะ &ldquo;เมืองที่ให้คุณได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง&rdquo; (The city that lets you be yourself) และกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีกำลังซื้อสูง มีความถี่ในการเดินทางบ่อย และระยะเวลาพำนักยาวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งตลาดท่องเที่ยวของชาว LGBTQ+&nbsp;มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับประเทศไทยการจัดงาน Pride Month ในแต่ละปีสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 4,000 - 10,000 ล้านบาทนอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงาน &ldquo;Phuket Pride Festival 2026&rdquo; ระหว่างวันที่ 1 - 7 มิถุนายน 2569&nbsp;ซึ่งสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้าง เคารพในความหลากหลาย ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม และยกระดับเทศกาล Pride ของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล เป็นมิตร ปลอดภัย ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียม&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; (28 พ.ค. 69) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&nbsp;ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือภาคีในการขับเคลื่อนจังหวัดนําร่องเพื่อความเสมอภาคระหว่างเพศ (Pride City Network) เพื่อการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพระดับโลก World Pride 2030 ของประเทศไทย&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายนิกร กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับจังหวัดให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียม ปลอดภัย และมีความพร้อมในทุกมิติสู่มาตรฐานสากล สำหรับสนับสนุนประเทศไทยในการได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Pride 2030 ภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการมีส่วนร่วมโดยกำหนดทิศทางและร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 2) หลักความพร้อมเชิงโครงสร้างและนโยบาย โดยปรับปรุงกฎระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และ 3) หลักมาตรฐานสากลและความเป็นมืออาชีพ โดยเชื่อมโยงและนำเกณฑ์การคัดเลือกขององค์กรอินเตอร์ไพรด์ ที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่มาประยุกต์ใช้เพื่อส่งผลให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ บูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญร่วมกัน สำหรับการสร้างเมืองต้นแบบที่ยอมรับความหลากหลายและมีความยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ 5 ด้าน ตั้งแต่การบริหารนโยบาย การพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว การจัดสวัสดิการพื้นที่ปลอดภัย การเชื่อมโยงสากล และการสนับสนุนองค์ความรู้<br />
เดือนมิถุนายนถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) เพื่อร่วมสดุดีและระลึกถึงเหตุการณ์การจลาจลสโตนวอลล์ ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1969 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ โอกาส และเสรีภาพการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมในสังคมตามหลักการสิทธิมนุษยชน และต่อมาได้ขยายประเด็นการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้บุคคลทุกเพศภาคภูมิใจในคุณค่าและศักดิ์ศรีของตนเอง รวมทั้งสร้างการยอมรับในความแตกต่าง การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกเพศ ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการสร้างสังคมที่มีความมั่นคงปลอดภัย พร้อมยอมรับทุกความแตกต่างและหลากหลาย เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศ<br />
สำหรับเดือน Pride Month นอกจากมีการจัดพิธีลงนาม MOU ทาง กระทรวง พม. ได้มีแผนการจัดกิจกรรมสำคัญร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ วันที่ 29 - 30 พฤษภาคม 2569 จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างกลไกในการคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ภายใต้ MOU วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 &nbsp;เดินขบวนพาเหรดรณรงค์ Pride Month &ldquo;พม. x Pride City Network Parade 2026&rdquo; และวันที่ 2 มิถุนายน 2569 &nbsp; &nbsp;ติดเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งสอดคล้องกับประเทศไทย ที่กำลังอยู่ในกระบวนการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดเทศกาล World Pride 2030 ถือเป็นหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ เพราะหากทำสำเร็จจะเป็นครั้งแรกที่งานระดับโลกนี้จะถูกจัดขึ้นบนพื้นที่ทวีปเอเชีย เนื่องจากกรุงเทพมหานคร&nbsp;<br />
ถูกนำเสนอในฐานะ &ldquo;เมืองที่ให้คุณได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง&rdquo; (The city that lets you be yourself) ซึ่งเป็นเหมือนเซฟโซนที่โอบรับผู้ลี้ภัยทางเพศหรือนักท่องเที่ยวกลุ่มหลากหลายจากทั่วเอเชียมาอย่างยาวนาน โดยงาน Pride&nbsp;มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมหลายพันเมือง ตั้งแต่ทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย ไปจนถึงแอฟริกา&nbsp;มีผู้เข้าร่วมงานรวมกันหลายสิบล้านคนต่อปี เช่น New York City Pride (สหรัฐฯ) และ S&atilde;o Paulo Gay Pride (บราซิล) ที่แต่ละแห่งมีผู้เข้าร่วมเฉลี่ยสูงถึง 3 - 5 ล้านคนต่อปี จนได้รับการบันทึกว่าเป็นงาน Pride ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ Madrid Pride (สเปน) และ EuroPride มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 1 - 2 ล้านคน ในแต่ละปี&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;จากการที่รัฐบาลไทยมีการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียมให้มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ถือเป็น &ldquo;หลักฐานเชิงประจักษ์&rdquo; ชิ้นสำคัญที่ยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาคณะกรรมการและสมาชิกของ InterPride (สมาคมผู้จัดงานไพรด์สากล) และภาคประชาชนยังใช้โอกาสนี้เป็นแรงผลักดันเชิงรุก&nbsp;ในการเร่งร่างกฎหมายอื่น ๆ เพิ่มเติมให้ทันก่อนปี 2030 เช่น พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Recognition) เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมดูแลคนทุกเพศ ทุกอัตลักษณ์ (รวมถึง Transgender, Non-binary และ Intersex) จากทั่วโลกอย่างแท้จริงและยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย เนื่องจากกลุ่ม LGBTQ+ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก เพราะประชากรกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง (Disposable Income) มีความถี่ในการเดินทางบ่อย และระยะเวลาพำนักยาวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งตลาดท่องเที่ยวของชาว LGBTQ+ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) สูงกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับประเทศไทยการจัดงาน Pride Month ในแต่ละปีสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 4,000 - 10,000 ล้านบาท ในแง่การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยภาครัฐและเอกชนได้จัดกิจกรรม จัดขบวนพาเหรดและการตกแต่งเมือง&nbsp;การเปลี่ยนย่านท่องเที่ยวสำคัญให้เป็นสีรุ้ง เพื่อสร้างแลนด์มาร์กใหม่สำหรับการถ่ายรูปและเช็กอิน เทศกาลดนตรีและศิลปะ จัดงานคอนเสิร์ต มหกรรมแสดงศิลปินแดร็ก (Drag Show) นิทรรศการศิลปะ และงานวิ่ง (Pride Run) เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพักค้างคืนและใช้จ่ายในพื้นที่ยาวนานขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ต ได้เตรียมจัดงาน &ldquo;Phuket Pride Festival 2026&rdquo; ระหว่างวันที่ 1 - 7 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้าง เคารพในความหลากหลาย และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม โดยจังหวัดภูเก็ตได้ให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และภาพลักษณ์ของจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่เป็นมิตร ปลอดภัย พร้อมเปิดรับผู้คนจากทุกเชื้อชาติ ทุกเพศ และทุกวัฒนธรรม ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติของประเทศ พร้อมทั้งสะท้อนศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตที่มีความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมระดับโลก และเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของเทศกาล Pride ระดับสากล สู่การเป็นเจ้าภาพงาน World Pride 2030<br />
การจัดงาน &ldquo;Phuket Pride&rdquo; มีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะทางเพศ การป้องกันเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือ HIV รวมถึงการส่งต่อบริการตรวจโลหิตโดยสมัครใจ และการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนภายในชุมชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด นอกจากนั้น &ldquo;Phuket Pride&rdquo; &nbsp;ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย &ldquo;Pride City Network&rdquo; ในระดับนานาชาติ และในปีนี้ สมาคมอันดามันพาวเวอร์ภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย เทศบาลเมืองป่าตอง ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต หน่วยงานภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เครือข่าย LGBTQIN+ และ Pride City Network ได้เตรียมจัดงาน &ldquo;Phuket Pride Festival 2026&rdquo; อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด &ldquo;From Visibility To Equality&rdquo; พร้อมยกระดับเทศกาล Pride ของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมสังคมที่เคารพความหลากหลายอย่างยั่งยืน ณ พื้นที่ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการจัดงาน &ldquo;Phuket Pride Festival 2026&rdquo; ในปีนี้ ได้มุ่งเน้นการเฉลิมฉลองความหลากหลาย ความเท่าเทียม และพื้นที่ปลอดภัยด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งทางด้านกีฬาและด้านวิชาการ พร้อมสอดแทรกความบันเทิงในทุกกิจกรรม อาทิ การแข่งขัน Phuket Pride Beach Volleyball วันที่ 29 &ndash; 31 พฤษภาคม 2569 กิจกรรม Pride Talk Volume III เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ ครั้งที่ 3 วันที่ 4 มิถุนายน 2569 การประกวด Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีการประกวดสาว TG (Transgender:คนข้ามเพศ) ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดภูเก็ต ณ ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เพื่อเฟ้นหาไข่มุกสีรุ้งแห่งอันดามัน คนที่ 11 ตัวแทนในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของ Phuket Pride Festival และร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดทั้งปี ในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และกิจกรรมไฮไลต์สำคัญ กับขบวนพาเหรดหลากสี &ldquo;Phuket Pride Parade&rdquo; เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล &ldquo;Phuket Pride Festival 2026&rdquo; อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมสร้างสีสันและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนศักยภาพของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026052956e7d10a933474082b7d400edb4d2ef2104705.jpg' type='image/jpg' length='1517734' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย - เวียดนาม สัมพันธ์แน่นแฟ้น ร่วมมือเศรษฐกิจ เดินหน้าสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/507647</link>
<guid isPermaLink="false">6b051c854683d3d20e9776aab4bad60a</guid>
<pubDate>Fri, 29 May 2026 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260529b3e1303f1072fe6a8ba556a92c00be7a104429.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ไทย - เวียดนาม สัมพันธ์แน่นแฟ้น ร่วมมือเศรษฐกิจ เดินหน้าสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน</strong><br />
<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 27 &ndash; 28 พฤษภาคม 2569 พร้อมร่วมเปิดงาน Thailand&ndash;Viet Nam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด &ldquo;Growing Together: Celebrating 50 Years of Thailand&ndash;Viet Nam Relations&rdquo; เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม และตอกย้ำการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและเวียดนามเป็นสองประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน ที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจเกื้อกูลกัน และพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่เป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยย้ำแนวคิด &ldquo;Three Connects&rdquo; ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งได้เปิดตัวตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย&ndash;เวียดนาม ภายใต้แนวคิด &ldquo;Growing Together&rdquo; หรือ &ldquo;เติบโตไปด้วยกัน&rdquo; สะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่แน่นแฟ้น ของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ การทำประมงผิดกฎหมาย การส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต โดยนายกรัฐมนตรี&nbsp;<br />
ได้เลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโต เลิม ภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนมิตรภาพที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำไทยและเวียดนาม และความผูกพันทางประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยเคยเป็นสถานที่พำนักของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ 3 แห่ง ที่จังหวัดอุดรธานี นครพนม และพิจิตร&nbsp;ที่สำคัญ &ldquo;อาหาร&rdquo; &ldquo;วัฒนธรรม&rdquo; และ &ldquo;การท่องเที่ยว&rdquo; ยังเป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน อาหารเวียดนามได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ละครและซีรีส์ไทยได้รับความนิยมในเวียดนาม และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(28 พ.ค. 69) ในโอกาสที่นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27 &ndash; 28 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเวียดนามร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ที่ทำเนียบรัฐบาล&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายโต เลิม ได้ร่วมเป็นประธานเปิดงาน Thailand&ndash;Viet Nam Business Forum 2026 ในหัวข้อ &ldquo;Growing Together: Celebrating 50 Years of Thailand&ndash;Viet Nam Relations&rdquo; โดยได้ขอบคุณนายโต เลิม ที่ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดงาน รวมทั้งสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทย&ndash;เวียดนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มีความพิเศษ เนื่องจากเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม ที่พัฒนาจาก &ldquo;มิตรภาพ&rdquo; สู่ &ldquo;หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์&rdquo; มีความสำคัญต่ออนาคตของทั้งสองประเทศ โดยไทยและเวียดนามเป็นสองประเทศที่มีความสำคัญ ขณะที่อาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงที่สุด พร้อมกล่าวถึงผลการหารือในการประชุม ASEAN Summit ภายใต้แนวคิด &ldquo;Navigating our future, together&rdquo; (ก้าวสู่อนาคตไปด้วยกัน) สะท้อนความสำคัญของการผนึกกำลัง ทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การรับมือผลกระทบจากความขัดแย้ง การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการเตรียมพร้อมรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ<br />
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและเวียดนามถือเป็นสองประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังเข้าใกล้เป้าหมายที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือการมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน สะท้อนความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือการเติบโตร่วมกัน พร้อมย้ำว่า &ldquo;เวียดนามเติบโต ไทยก็เติบโต&rdquo; อย่างไรก็ตามในปัจจุบันทั้งไทยและเวียดนามต่างเร่งสร้าง &ldquo;New Engines of Growth&rdquo; หรือเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมสีเขียว อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า หากทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมโยงศักยภาพเข้าด้วยกัน ไทยและเวียดนามจะไม่ใช่เพียง &ldquo;ฐานการผลิต&rdquo; ของภูมิภาค แต่จะเป็น &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; ที่ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคตของอาเซียน<br />
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม &ldquo;แผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านไทย&ndash;เวียดนาม&rdquo;ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไปอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนของทั้ง 2 ประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งหัวใจสำคัญคือแนวคิด &ldquo;Three Connects&rdquo; ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน กระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสร้างอนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดอนาคตความสัมพันธ์ไทย&ndash;เวียดนาม คือ &ldquo;ภาคเอกชน&rdquo; ที่มีบทบาทในการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการจ้างงาน พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุน&nbsp;<br />
มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีการปรับปรุงกฎระเบียบ และมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค<br />
นายโต เลิม ยังถือเป็นแขกต่างประเทศคนแรกของรัฐบาล สะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ เชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโอกาสใหม่ ๆ สำหรับทั้งสองประเทศ อีกทั้งไทยและเวียดนามจะสามารถก้าวไปข้างหน้า เติบโตไปด้วยกัน และร่วมสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนร่วมกันต่อไป<br />
ด้านประธานาธิบดีเวียดนาม ยืนยันการสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนระหว่างไทย &ndash; เวียดนามในทุกภาคส่วน อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง และเศรษฐกิจแห่งอนาคต เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศ ตามที่ตั้งเป้าไว้ให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โอกาสการเยือนครั้งนี้ ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่<br />
1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย&ndash;เวียดนาม ปี 2569 &ndash; 2574&nbsp;<br />
2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม&nbsp;<br />
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP)&nbsp;<br />
4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น&nbsp;<br />
ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมเปิดตัวตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย - เวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะครบรอบในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 &nbsp;ภายใต้แนวคิด &ldquo;Growing Together&rdquo; หรือ &ldquo;เติบโตไปด้วยกัน&rdquo; สะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข &ldquo;5&rdquo; ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข &ldquo;0&rdquo; ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน<br />
นอกจากนี้ยังได้หารือร่วมกันแบบเต็มคณะ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้<br />
1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการป้องกันปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค<br />
2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC<br />
3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีการเกษตร และหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม มีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน เชื่อว่าจะต่อยอดความเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของรัฐบาลและเอกชน เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโต เลิม ภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนมิตรภาพที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำไทยและเวียดนาม และความผูกพันทางประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยเคยเป็นสถานที่พำนักของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ 3 แห่ง ที่จังหวัดอุดรธานี นครพนม และพิจิตร ที่สำคัญ &ldquo;อาหาร&rdquo; &ldquo;วัฒนธรรม&rdquo; และ &ldquo;การท่องเที่ยว&rdquo; ยังเป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน อาหารเวียดนามได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ละครและซีรีส์ไทยได้รับความนิยมในเวียดนาม และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
ด้านประธานาธิบดีเวียดนาม ยินดีกับไทยที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยและความมุ่งมั่นของประชาชนชาวไทย พร้อมขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีโฮจิมินห์ รวมถึงการดูแลวัดและชุมชนชาวเวียดนามในไทยเป็นอย่างดี โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้สักการะอนุสรณ์สถานโฮจิมินห์ ที่แหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ (โฮจิมินห์) บ้านหนองฮาง ตำบลเชียงพิณ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการ และการจำลองอาคารบ้านพัก ข้าวของเครื่องใช้ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ในอดีต ที่เคยเข้ามาพำนักในจังหวัดอุดรธานี เมื่อปี พ.ศ. 2471 ทั้งสองประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญของการกระชับความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีโลก โดยไทยและเวียดนามมีความใกล้ชิดทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ซึ่งเวียดนามพร้อมเดินเคียงข้างไทยต่อไปในอนาคต บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และวิสัยทัศน์ร่วมของผู้นำทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และอนาคตที่สดใสให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260529b3e1303f1072fe6a8ba556a92c00be7a104429.jpg' type='image/jpg' length='1367061' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผลตอบรับดี “คลัง” เตรียมเปิดใช้ AI “นกกระซิบ” ช่วยร้านค้าจัดการต้นทุน เพิ่มยอดขาย 1 มิ.ย. นี้]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/507322</link>
<guid isPermaLink="false">e674c0e5037ab150110c15e4f5b207f7</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 12:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026052871f4f11bd175630dae26948cd1420fbf120341.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ผลตอบรับดี &ldquo;คลัง&rdquo; เตรียมเปิดใช้ AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ช่วยร้านค้าจัดการต้นทุน เพิ่มยอดขาย 1 มิ.ย. นี้</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยินดีที่โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดีซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลตั้งใจผลักดัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังเปิดลงทะเบียนวันแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนกว่า 25 ล้านสิทธิ ขณะนี้ยังเหลือสิทธิ 4,573,964 สิทธิ ให้ประชาชนลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 รัฐบาลสนับสนุนเงินร่วมจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนประชาชน ร่วมจ่าย 40% หรือต้องเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน หรือประมาณ 667 บาทต่อเดือน และต้องใช้จ่ายภายในเดือนไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญชวนร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ขณะนี้มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 1,000,796 ร้านค้า&nbsp;ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 กระทรวงการคลังจะนำ AI &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; มาช่วยร้านค้าบริหารต้นทุน ทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้ร้านค้าขายของได้มากขึ้น ซึ่งร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; และ ใช้ AI สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นถึง 100 - 200% ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจ้งเตือนประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ขอให้ประชาชน ยึด &ldquo;หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2. ไม่เชื่อ 3. ไม่รีบ และ 4. ไม่โอน&rdquo; ประชาชนสามารถลงทะเบียนร่วมโครงการได้ที่แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ด้านผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเข้าร่วมต้องสมัครผ่าน&nbsp;ธ.กรุงไทย ทุกสาขาเท่านั้น หน่วยงานรัฐไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ เพื่อให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเปิดลงทะเบียนโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ว่า รัฐบาลได้จัดสรรสิทธิให้ประชาชนรวมทั้งสิ้น 30 ล้านสิทธิ โดยเพียงวันแรกของการเปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 มีประชาชนลงทะเบียนแล้วถึง 25 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับอย่างล้นหลามต่อมาตรการที่รัฐบาลตั้งใจผลักดัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานของโลก ซึ่งรัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และเชื่อมั่นว่าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอย ลดต้นทุนการดำรงชีพ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยครั้งนี้รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาเป็น&nbsp;4 เดือน วงเงินเดือนละ 1,000 บาท เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง ขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้สิทธิในทุกเดือน เนื่องจากไม่สามารถสะสมสิทธิข้ามเดือนได้ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องบริหารการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่ &ldquo;การแจกเงิน&rdquo; แต่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน ภายใต้วงเงินงบประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท ที่จะหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ&nbsp;<br />
จากการได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการร้านค้าจำนวนมากว่า หากมีโอกาสอยากให้รัฐบาลดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพราะยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บางรายเพิ่มขึ้นถึง 5 - 10 เท่า ซึ่งหมายถึงการก้าวข้ามจุดคุ้มทุน และกลายเป็นรายได้ที่ช่วยประคับประคองชีวิตและธุรกิจของร้านค้าได้จริง พร้อมระบุว่า โครงการ&nbsp;&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; คือการที่คนไทยช่วยเหลือกัน ประชาชนร่วมจ่าย 40% ขณะที่ภาครัฐสนับสนุนอีก 60%&nbsp;เม็ดเงินที่หมุนเวียนจากการซื้อขายจะส่งต่อจากผู้บริโภคไปยังผู้ค้า และหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง&nbsp;<br />
ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น พร้อมยอมรับว่าเฝ้ารอการเริ่มต้นโครงการในช่วงต้นเดือนมิถุนายนด้วยความคาดหวังที่จะเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอบคุณคนไทยที่ให้การตอบรับกับโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส สำหรับผู้ประกอบการร้านค้ามีผู้ที่ใช้สิทธิเดิมอยู่ประมาณ 9.7 - 9.8 ล้านร้านค้า ซึ่งโครงการนี้เป็นการช่วยประคองสภาพคล่องแก่ร้านค้ารายย่อย จึงขอเชิญชวนร้านค้าที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ขณะนี้มีร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 1,000,796 ร้านค้า ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 จะมี AI ชื่อว่า &ldquo;นกกระซิบ&rdquo; ช่วยร้านค้าบริหารต้นทุน ค้นหาข้อมูล ลดต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อให้ร้านค้าต่าง ๆ ขายของได้มากขึ้น ซึ่งร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; และ ใช้ AI สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นถึง 100 - 200%&nbsp;<br />
ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เชื่อมั่นว่า เป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ เพียงพอกับประชาชน เนื่องจากประชากรไทยที่มีอายุเกิน 18 ปี มีประมาณ 53 ล้านคน จากการให้สิทธิ 30 ล้านคน เมื่อรวมกับผู้ที่อยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 13.18 ล้านคน จะครอบคลุมคนถึง 43 ล้านคน ส่วนอีก 10 ล้านคนที่เหลือ&nbsp;มักเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการรัฐอยู่แล้ว ประกอบกับสถิติโครงการลักษณะนี้ในอดีตมียอดสูงสุดที่ 28 ล้านคน ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยอยู่ในโครงการรอบที่แล้ว จะต้องเข้ามากดยืนยันเข้าร่วมโครงการอีกครั้งก่อน สำหรับการลงทะเบียนของประชาชน วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ได้ลงทะเบียนรับสิทธิแล้ว 25,426,036 สิทธิ ยังคงเหลือสิทธิ 4,573,964 สิทธิ เชิญชวนประชาชนลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา&nbsp;06.00 - 22.00 น. หรือจนกว่าสิทธิจะครบจำนวน 30 ล้านสิทธิ<br />
ส่วนการใช้จ่ายตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตรา 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน&nbsp;ส่วนประชาชน ร่วมจ่าย 40% หรือต้องเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน ประมาณ 667 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงกันยายน 2569 (4 เดือน) มีเงื่อนไขต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้หมดภายในเดือนนั้น ๆ ไม่สามารถสะสมไปในเดือนถัดไปได้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการผ่านร้านค้า ชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 23.00 น. หรือสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ตามแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่ร่วมโครงการ และชำระเงินผ่าน G Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 21.00 น.&nbsp;<br />
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center: AFNC) ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการแอบอ้างของมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น แจ้งเตือนประชาชนในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ขอให้ประชาชน ยึด &ldquo;หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2. ไม่เชื่อ 3. ไม่รีบ และ 4. ไม่โอน&rdquo; โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนร่วมโครงการได้ที่แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; เท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ด้านผู้ประกอบการใหม่ที่สนใจเข้าร่วมต้องสมัครผ่าน ธ.กรุงไทย&nbsp;ทุกสาขาเท่านั้น ทั้งนี้หน่วยงานรัฐจะไม่มีการส่ง SMS หรือลิงก์ เพื่อให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026052871f4f11bd175630dae26948cd1420fbf120341.jpg' type='image/jpg' length='1520911' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2026 ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก” คาดเงินสะพัดกว่า 130,000 ล้านบาท]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/507320</link>
<guid isPermaLink="false">b52d3fb457d155fc7b41f33ae11b7ddc</guid>
<pubDate>Thu, 28 May 2026 12:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260528a6a9743fb5317ab975ad0d76f468fb06120129.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ เปิดงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2026 ผลักดันไทยสู่ &ldquo;ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก&rdquo; คาดเงินสะพัดกว่า 130,000 ล้านบาท</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2569 (THAIFEX - ANUGA ASIA 2026) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้แนวคิด &ldquo;Beyond Food Experience&rdquo; ระหว่างวันที่ 26 - 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 - 18.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1 - 3 อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชันเซ็นเตอร์ อาคาร 5 &ndash; 12 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยกระดับงานให้ &ldquo;ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น เข้มข้นขึ้น&rdquo; ทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงาน เทรนด์อาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และโอกาสทางธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเปิดจำหน่ายสินค้าปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 คาดว่าการจัดงานจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท นายกรัฐมนตรี ย้ำว่างานนี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารร่วมกัน ประเทศไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนานในฐานะ &ldquo;ครัวของโลก&rdquo; และปัจจุบันไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็น &ldquo;ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพอาหาร โดยจุดแข็งของไทยมีทั้งทรัพยากรทางการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และความสามารถในการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม อีกทั้งรัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแลโลกและประชาชน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(27 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2569 (THAIFEX - ANUGA ASIA 2026) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ครบวงจรและมีบทบาทสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้แนวคิด &ldquo;Beyond Food Experience&rdquo; ที่มุ่งสร้างประสบการณ์รอบด้านให้กับธุรกิจอาหารในทุกมิติ ระหว่างวันที่ 26 - 30 พฤษภาคม 2569 จัดขึ้นโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย (TCC) และ โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ประเทศเยอรมนี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้มาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว กับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติ รวม 56 ประเทศทั่วโลก ที่มาจัดแสดงสินค้า ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1 - 3 อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ อาคาร 5 - 12 &nbsp;ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยความน่าสนใจของปีนี้อยู่ที่การยกระดับงานให้ &ldquo;ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น &nbsp;เข้มข้นขึ้น&rdquo; ทั้งในด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงาน เทรนด์อาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รวมถึงโอกาสทางธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของคนในอุตสาหกรรมอาหาร มีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ามากถึง 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา และเปิดจำหน่ายสินค้าปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 - 18.00 น. คาดว่าการจัดงานจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท&nbsp;<br />
วัตถุประสงค์ของการจัดงาน THAIFEX - Anuga Asia 2026<br />
1. เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย<br />
2. เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าอาหาร และเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหาร<br />
3. เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนในประเทศได้ทราบถึงศักยภาพในการผลิตสินค้าอาหาร เทคโนโลยี และบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมอาหารในประเทศ<br />
4. เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร เทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ&nbsp;ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย<br />
โดยในงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการอัปเดตเทรนด์ เปิดมุมมองใหม่ และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับคนในอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านกิจกรรม นิทรรศการ และเวทีสัมมนาที่รวบรวมทั้งข้อมูลเชิงลึก เทรนด์ผู้บริโภค และทิศทางธุรกิจอาหารจากผู้เชี่ยวชาญและแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อช่วยจุดประกายไอเดียและสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจอาหารในทุกมิติ ได้แก่<br />
- THAIFEX &ndash; Anuga Trend Zone: นำเสนอเทรนด์ตลาดล่าสุดในอุตสาหกรรมอาหาร โดย Innova Market Insights การศึกษาเทรนด์จากประเทศต่าง ๆ นำมาจัดแสดง เพื่อให้ธุรกิจสามารถมองเห็นทิศทางและสามารถปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป<br />
- THAIFEX &ndash; Anuga tasteInnovation Show: การประกวดและจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่นในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังเป็นกระแส เช่น โปรตีนจากพืช ซูเปอร์ฟู้ด ผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน<br />
- Future Food Experience+ กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และชิมอาหารแห่งอนาคต<br />
- THAIFEX &ndash; Anuga Startup: ผลงานคิดค้นสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถร่วมมือกันสร้างธุรกิจให้เติบโตร่วมกันในอนาคต<br />
- Exhibitions &amp; Seminar: เวทีเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จมากขึ้นด้วยสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญ และนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการสินค้าฮาลาล อาหารออร์แกนิค สมุนไพรในอาหาร บรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน<br />
- Thailand Ultimate Chef Challenge: การแข่งขันระดับโลกเพื่อค้นหาเชฟมืออาชีพและเชฟรุ่นใหม่ระดับนานาชาติ<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2026 ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร โดยงานนี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและสร้างเครือข่ายธุรกิจ ร่วมกับผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ยกระดับระบบนิเวศการผลิตอาหารของไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลกด้านการค้าและอุตสาหกรรมอาหารระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน &ldquo;อาหาร&rdquo; ไม่ใช่แค่สินค้าอุปโภคบริโภค แต่เป็นทั้งความมั่นคง เสถียรภาพ และประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญของโลก งานนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างความร่วมมือ และกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารร่วมกันโดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนานในฐานะ &ldquo;ครัวของโลก&rdquo; และปัจจุบันไทยกำลังก้าวไปสู่การเป็น &ldquo;ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ความยั่งยืน สุขภาพ และความเชื่อมั่นด้านคุณภาพอาหาร โดยจุดแข็งของไทยมีทั้งทรัพยากรทางการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงระบบการผลิตอาหารที่เข้มแข็ง มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และความสามารถในการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม และรัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก การผลิตที่ยั่งยืน การใช้พลังงานสะอาด และการเปลี่ยนผ่านสู่ ดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG ที่มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแลโลกและประชาชน<br />
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือด้านความมั่นคงทางอาหารของทั้งภูมิภาคและประชาคมโลก อีกทั้ง คนไทยยังมีความผูกพันกับอาหารในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการต้อนรับที่อบอุ่น ความใส่ใจในคุณภาพ รสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่มอบให้แก่ผู้บริโภค คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาหารไทยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกอาหารมากกว่า 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก และผู้มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายธุรกิจ และการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อก้าวสู่ศูนย์กลางการค้าและธุรกิจระดับนานาชาติ&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260528a6a9743fb5317ab975ad0d76f468fb06120129.jpg' type='image/jpg' length='1733657' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไชยชนก” เคาะ 4 มาตรการเชิงรุก สกัด Live สด อนาจาร คอนเทนต์เถื่อน เตือนผู้เผยแพร่ แชร์คลิป มีโทษทั้งจำทั้งปรับ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/506648</link>
<guid isPermaLink="false">0798a10534d6c8117d1ed68ce73854d6</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 14:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202605267341a521e9aeeb9aa233f2d8be099533141245.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;ไชยชนก&rdquo; เคาะ 4 มาตรการเชิงรุก สกัด Live สด อนาจาร คอนเทนต์เถื่อน เตือนผู้เผยแพร่ แชร์คลิป&nbsp;มีโทษทั้งจำทั้งปรับ</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงผลการหารือการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย กรณี live สด อนาจาร ภายหลังประชุมร่วมกับคลารา โก๊ะ Director of Public Policy, Central Southeast Asia &amp; ASEAN ของ Meta (บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนด 4 มาตรการ ดังนี้ 1. กระทรวงดีอี ETDA รวบรวมหลักฐานการกระทำความผิดและส่งต่อให้กับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อดำเนินการผู้ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 2. เร่งรัดการปรับหลักเกณฑ์การดูแลแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อให้แพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย และปิดกั้นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายทันที หากเพิกเฉย อาจเข้าข่ายมีความผิดร่วม 3. ร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ META เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุก 4. เตือนประชาชนว่าการกดไลก์ หรือแสดงความคิดเห็น ถือเป็นการส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ในทางอ้อม แม้การดูสื่อลามกอนาจาร หรือการกดไลก์ อาจไม่มีความผิด แต่หากมีการกดแชร์ หรือส่งต่อ ถือเป็นความผิดสำเร็จทันที ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (4) การนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับบุคคลที่ส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลภาพหรือคลิปลามกอนาจาร ถือว่าเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 14 (5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งยังเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ และยังเสี่ยงต่อการถูกแฮกข้อมูลจากลิงก์ที่ฝังมากับไลฟ์ด้วย หากประชาชนพบเห็นคลิปล่อแหลม ลามกอนาจาร&nbsp;ขอให้กดรายงานและแจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(25 พ.ค. 69) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมาย ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย กรณี live สด อนาจาร โดยมี นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) พล.ต.ต. ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการประชุมหารือภายหลังประชุมร่วมกับคลารา โก๊ะ Director of Public Policy, Central Southeast Asia &amp; ASEAN ของ Meta&nbsp;<br />
(บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนานกว่า 2 ชั่วโมง<br />
นายไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงดีอีให้ความสำคัญและไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฎหมาย ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 จำนวน 3 บัญชี และ วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 จำนวน 2 บัญชี จากผลการตรวจสอบ พบว่าขบวนการดังกล่าวใช้บัญชีอวตาร รวม 5 บัญชี โดยใช้รูปของบุคคลอื่นที่หน้าตาดีมาเป็นโปรไฟล์ ซึ่งยังไม่สามารถตรวจสอบต้นทางได้ ว่ามาจากไทยหรือต่างประเทศ และการไลฟ์สดมีการแนบลิงก์เพื่อเก็บข้อมูลของผู้เข้าดู ซึ่งมีประชาชนเข้าถึงเนื้อหาดังกล่าวมากกว่า 1 ล้านคนในระยะกว่า&nbsp;<br />
8 ชั่วโมง และจำนวนหลายครั้ง โดยกระทรวงดีอี ได้หารือร่วมกับ ETDA สอท. ปอท. และ META ดำเนินมาตรการดังนี้<br />
1. กระทรวงดีอี ETDA ได้รวบรวมหลักฐานการกระทำความผิดและส่งต่อ ให้กับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายในส่วนของผู้ที่มีความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560&nbsp;<br />
2. การออกหลักเกณฑ์เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นในอนาคต โดยเร่งรัดการปรับหลักเกณฑ์การดูแลแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อให้แพลตฟอร์มมีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีการหารือดังนี้<br />
- ให้แพลตฟอร์มดำเนินการปิดกั้นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายในทันทีหรือเร็วที่สุด จากเดิมที่ดำเนินการได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่แพลตฟอร์มได้รับข้อร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันการสร้างเนื้อหาในโซเชียลมีเดียมีความรวดเร็ว ดังนั้นต้องการปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้สามารถติดตามได้ทันท่วงที ยิ่งมีเทคโนโลยี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น<br />
- หากตรวจพบมีการโพสต์เนื้อหาที่กระทำความผิดโดยซึ่งหน้าและแพลตฟอร์มเพิกเฉย หรือไม่เร่งรัดดำเนินการแก้ไข ให้ถือว่าแพลตฟอร์มอาจเข้าข่ายมีความผิดร่วม และจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งจะต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมใน ร่าง พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ (บัญชีม้า) ให้เป็นการร่วมรับผิดชอบในการทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่เฉพาะแค่ &ldquo;การสแกม&rdquo;&nbsp;<br />
3. สำหรับเรื่องดังกล่าวในกรณีของ META เบื้องต้นทาง ETDA ได้ให้ META ชี้แจงและส่งหลักฐานการดำเนินการมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนี้กระทรวงดีอีจะมีการร่วมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ META เพื่อกำหนดมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจน<br />
4. ประเด็นเรื่องของการกดไลก์ หรือการคอมเมนต์ แสดงความคิดเห็นของประชาชนในช่วงที่มีการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ในครั้งนี้ยังถือว่าไม่มีความผิด เนื่องจากไม่ได้เป็นการทำให้เผยแพร่ แต่เมื่อมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ กระทรวงดีอีเตรียมพิจารณาว่าเป็นการมีส่วนร่วมทำให้เกิดการเผยแพร่ด้วย เนื่องจากทำให้ algorithm ของแพลตฟอร์มทำงานและผลักดันให้เป็นเนื้อหาที่ได้รับความนิยม เกิดการสร้างการรับรู้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชนว่าการกดไลก์ หรือแสดงความคิดเห็นในเนื้อหานั้น ๆ ถือเป็นการส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ในทางอ้อม &nbsp;<br />
พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี&nbsp;เตือนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า แม้การดูสื่อลามกอนาจาร หรือการกดไลก์ อาจไม่มีความผิด แต่หากมีการกดแชร์ หรือส่งต่อ ถือเป็นความผิดสำเร็จทันที ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (4) การนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับบุคคลที่ส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลภาพหรือคลิปลามกอนาจาร ถือว่าเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 14 (5) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งยังเป็นคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ และยังเสี่ยงต่อการถูกแฮกข้อมูลจากลิงก์ที่ฝังมากับไลฟ์ด้วย&nbsp;หากประชาชนพบเห็นคลิปล่อแหลม ลามกอนาจาร ขอให้กดรายงานและแจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะ มุ่งหวังแต่ยอดไลก์ ยอดแชร์ เพราะคอนเทนต์ขยะเหล่านี้ อาจสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน<br />
กระทรวงดีอี จะติดตามการดำเนินการในแต่ละส่วนอย่างจริงจัง ทั้งในส่วนของการติดตามเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การออกหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อใช้ควบคุมดูแลแพลตฟอร์มในแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้งกรณีที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามเฟกนิวส์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานดิจิทัลที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202605267341a521e9aeeb9aa233f2d8be099533141245.jpg' type='image/jpg' length='1345233' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ มาครง ยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง ผลักดัน FTA ไทย-สหภาพยุโรป]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/506646</link>
<guid isPermaLink="false">cbbca157c827ae445c4b742ecda56a8a</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260526c12306bbd2c0ec84181b65c48415aa5f141031.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ หารือ มาครง ยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง ผลักดัน FTA ไทย-สหภาพยุโรป</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีสาระสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนร่วมกันให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน สายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI DATA Center การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย - สหภาพยุโรป ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงสู่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไทยยึดมั่นเคารพในหลักอธิปไตยสันติภาพ และกฎหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า และยึดการดำเนินการตาม joint statement ที่ได้มีการลงนามเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย ในโอกาสนี้&nbsp;ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028&nbsp;ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้หารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส&nbsp;เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญเพราะเป็น &ldquo;ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเข้าลงทุนในไทย&rdquo; โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร และมีสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(25 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับนายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l&rsquo;Elys&eacute;e) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้<br />
1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน เห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน สายส่งไฟฟ้าอัฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI DATA Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ภาคเอกชนฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง ซึ่งภายหลังการหารือกับ MEDEF International และภาคเอกชนชั้นนำของฝรั่งเศส หลายบริษัทแสดงความสนใจลงทุนหรือขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ชื่นชมการลงทุนจากภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศสและอยากให้มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น<br />
2. การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย - สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย และมุ่งมั่นจะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนกระบวนการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าความตกลงฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ&nbsp;<br />
3. ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง สู่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากการที่ทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก คอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) จะมีการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและความปลอดภัยไซเบอร์&nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่แสวงหาความร่วมมือทั่วโลกในการปราบปรามสแกมเมอร์และภัยออนไลน์ ประสบผลสำเร็จ สามารถดำเนินคดีผู้ต้องหา และยึดทรัพย์สินผิดกฎหมายได้เป็นจำนวนมาก&nbsp;<br />
4. สถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเมียนมาร์ นายกรัฐมนตรียืนยันไทยยึดมั่นเคารพในหลักอธิปไตยสันติภาพ และกฎหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเลือกที่จะใช้กฎหมายสากล คือ UNCLOS ภายใต้การพูดคุยของสองประเทศ สำหรับปัญหาชายแดนทางบก จะยึดการดำเนินการตาม joint statement ที่ได้มีการลงนามเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย &nbsp;<br />
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028 (Joint Action Plan to strengthen the Thai-French Partnership 2026-2028) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) และกล่าวปาฐกถาในกิจกรรม Exclusive Meeting with the Prime Minister of Thailand โดยมี นายฟรองซัวส์ กอร์แบง (Mr. Fran&ccedil;ois Corbin) รองประธาน MEDEF International และประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส&ndash;ไทย พร้อมผู้แทนภาคเอกชนจาก MEDEF International ทั้งบริษัทชั้นนำและผู้นำภาคธุรกิจของฝรั่งเศสเข้าร่วมกว่า 38 บริษัท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งโอกาสนี้ยังเป็นจังหวะสำคัญเพราะเป็น &ldquo;ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเข้าลงทุนในไทย&rdquo; ซึ่งฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป ในปี 2568 มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 4.2 พันล้านยูโร ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทฝรั่งเศสเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 725 ล้านยูโร โดยประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อนักลงทุน ดังนี้<br />
1. เชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อุตสาหกรรมการบินและศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ (MRO) อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง<br />
2. สร้างความมั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร ทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ และกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีระยะยาวในอนาคต<br />
3. ไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ให้นักลงทุนเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น รวมทั้ง โครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกแก่โครงการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ลดระยะเวลาในการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจุดแข็งของประเทศไทยทั้งต้นทุนการแข่งขันได้ บุคลากรที่มีทักษะสูง พันธมิตรท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการเข้าถึงเป็นประตูเชื่อมไปยังตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน และตลาดเอเชียด้วย<br />
4. การผลักดันความสัมพันธ์ไทย&ndash;ฝรั่งเศสสู่การเป็น &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพยุโรป จะยิ่งเปิดโอกาสใหม่สำหรับความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ที่สำคัญกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย คือหลักฐานของความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เป็นสากลในทุก ๆ ด้าน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสอีก 5 บริษัท ทั้งด้านวัสดุขั้นสูงที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับรถยนต์ EV นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนบริษัท Imerys S.A. พิจารณาการลงทุนในไทย โดยย้ำว่าไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค พร้อมรองรับผู้ผลิตวัสดุขั้นสูง ด้านการบิน ไทยจะเป็นศูนย์ปฏิบัติการสำคัญที่ตั้งอยู่นอกประเทศฝรั่งเศส มีวิศวกรเฉพาะทางกว่า 160 คน และมีแผนเพิ่มเป็นกว่า 200 คน อีกทั้งบริษัท EssilorLuxottica กลุ่มบริษัทด้านเลนส์สายตาและแว่นตาอันดับหนึ่งของโลก ตัดสินใจขยายการลงทุนการผลิตแว่นตาอัจฉริยะ หรือ AI Glasses ในไทย ซึ่งจะเป็นการนำเทคโนโลยี AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะผสานเข้ากับแว่นตาระดับไฮเอนด์ เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถบันทึกภาพ เสียง ฟังดนตรี หรือเชื่อมต่อกับผู้ช่วย AI เพื่อแปลภาษา หรือตรวจสอบสถานที่และสิ่งที่เห็นได้ผ่านการสั่งงานด้วยเสียงผ่านแว่นตา บริษัท IN Groupe ผู้นำด้านระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญด้านหนังสือเดินทาง บัตรประชาชนดิจิทัล ใบอนุญาตขับขี่ และระบบ Digital ID สำหรับภาครัฐ โดยบริษัทได้เสนอแนวทางร่วมมือกับไทยในการพัฒนาระบบ Digital ID รุ่นใหม่สำหรับภาครัฐ รวมถึงเทคโนโลยี Biometrics และระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์ทดสอบระบบ Secure ID สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV และอาเซียน และบริษัท Thales Group ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีกลาโหม อวกาศ ความมั่นคงดิจิทัล และความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งมีการให้บริการครอบคลุมระบบความมั่นคงไซเบอร์ ระบบป้องกันประเทศ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างบริษัทกับรัฐบาลไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้ร่วมชมนิทรรศการ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majest&eacute;. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity&rdquo; ณ พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs (MAD) จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์&nbsp;ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง ผลงานร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า&nbsp;200 รายการ โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 และเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260526c12306bbd2c0ec84181b65c48415aa5f141031.jpg' type='image/jpg' length='1403638' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมควบคุมโรค เตรียมหารือ กต. ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาจากพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังไทยพบผู้ป่วยโควิด 19สายพันธุ์ NB.1.8.1 ยังไม่กระจายหรือรุนแรง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/506180</link>
<guid isPermaLink="false">774dae9cc83740a8f15235fd9964eaf3</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260525b86293927c3c81147e8884258db0898e111614.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>กรมควบคุมโรค เตรียมหารือ กต. ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาจากพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังไทยพบผู้ป่วยโควิด 19สายพันธุ์ NB.1.8.1 ยังไม่กระจายหรือรุนแรง</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo ebolavirus (BVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และสถานการณ์การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงกลุ่ม &ldquo;ไข้เลือดออกจากไวรัส&rdquo; เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมี &ldquo;ค้างคาวผลไม้&rdquo; เป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แจ้งเตือนประชาชนที่มีแผนเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเดินทางกลับประเทศไทยแล้วมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัวรุนแรง ภายใน 3 สัปดาห์ (21 วัน) ให้รีบพบแพทย์ทันที สำหรับวิธีป้องกันให้ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวผลไม้ ลิง และสารคัดหลั่งผู้ป่วย&nbsp;โดยกรมควบคุมโรค เตรียมหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางการเดินทาง การแยกกัก กักกัน และคุมไว้สังเกตผู้เดินทางจากประเทศพื้นที่เสี่ยงโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ย้ำว่าประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังและมาตรการรองรับอย่างใกล้ชิด สำหรับสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด 19 ในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ NB.1.8.1 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ยังไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดการกระจายของโรคอย่างรวดเร็วหรือโรครุนแรงมากขึ้น เน้นย้ำประชาชนเฝ้าระวังสังเกตอาการตนเอง และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเด็กเล็ก และกลุ่มเสี่ยง 608 หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(24 พ.ค. 69) โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา เป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงกลุ่ม &ldquo;ไข้เลือดออกจากไวรัส&rdquo; (Viral Hemorrhagic Fever) เกิดจากเชื้อไวรัสในสกุล Orthoebolavirus ซึ่งอยู่ในตระกูล Filoviridae พบการระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา ที่ผ่านมาการระบาดยังจำกัดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้ โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมี &ldquo;ค้างคาวผลไม้&rdquo; เป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้&nbsp;โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ<br />
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo ebolavirus (BVD) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 และสถานการณ์การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง สำหรับการคัดกรองผู้เดินทางของประเทศไทยที่มาจากเขตติดโรคอีโบลา ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 พบผู้เดินทางจากเขตติดโรคอีโบลาเข้าประเทศไทยจำนวน 10 คน โดยเดินทางจากสาธารณรัฐยูกันดา 8 คน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 2 คน ซึ่งทั้งหมดผ่านการคัดกรองอาการป่วยแล้ว ไม่มีอาการใด ๆ เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งคุมไว้สังเกตทั้งหมด โดยต้องรายงานอาการป่วยต่อเนื่องจนครบ 21 วัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยกรมควบคุมโรคได้นำเสนอแนวทางการแยกกัก กักกัน และการคุมไว้สังเกตผู้เดินทางมาจากหรือผ่านประเทศที่ประกาศให้เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ต่อคณะกรรมการด้านวิชาการ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติเห็นควรให้กำหนดแนวทางสำคัญ 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐยูกันดา ที่ไม่มีอาการป่วย จะถูกคุมไว้สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ อย่างน้อย 21 วัน 2) ผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แม้ไม่มีอาการป่วย จะต้องเข้ารับการกักกันในสถานที่ที่กำหนด อย่างน้อย 21 วัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดและมีความเสี่ยงสูง 3) ผู้เดินทางจากหรือผ่านสาธารณรัฐยูกันดา หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ที่มีอาการเข้าข่ายโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา จะถูกแยกกักในสถานพยาบาลที่กำหนด อย่างน้อย 21 วัน และ 4) กรมควบคุมโรคจะติดตามและประเมินสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมควบคุมโรค ขอเตือนประชาชนชาวไทยที่มีแผนเดินทางไปยังประเทศเขตติดโรคติดต่ออันตราย โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหลีกเลี่ยงการเดินทางหากไม่มีความจำเป็น หากจำเป็นต้องเดินทางควรปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และหากเดินทางกลับประเทศไทยแล้วมีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัวรุนแรง ร่างกายอ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เลือดออกผิดปกติทั้งภายในและภายนอกร่างกายภายใน 3 สัปดาห์ &nbsp;(21 วัน) ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่นและรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง สำหรับการป้องกัน ให้ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ งดการเดินทาง หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า เช่น ค้างคาวผลไม้ และลิง หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งผู้ป่วย (เลือด น้ำลาย อสุจิ เสมหะ)&nbsp;<br />
ขณะนี้กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างเตรียมการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในมิติด้านการต่างประเทศ เพื่อให้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคของประเทศไทยมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข และจะปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยด้านสุขภาพแก่ประชาชน<br />
นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ยังพบข้อมูลจาก Communicable Diseases Agency Singapore ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 กล่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด 19 โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 10 - 16 พฤษภาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อ 12,700 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อนที่พบประมาณ 8,000 ราย ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 56 ราย เป็น 73 ราย ผู้ป่วย ICU เฉลี่ยประมาณ 1 รายต่อวัน โดยสายพันธุ์ที่ระบาดสายพันธุ์หลักคือ NB.1.8.1&nbsp;พบมากกว่าครึ่งของผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศ สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ปี 2569 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 3,642 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 30 - 35 ปี รองลงมาเป็น 60 ปีขึ้นไป และอายุ 20 - 29 ปี ตามลำดับ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบการรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่ยังคงต่ำกว่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง สำหรับสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุขกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 - 23 เมษายน 2569 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทย คิดเป็น 50.95% จากตัวอย่างที่ตรวจพบ JN.1 (24.97%), XEC (9.14%) ในปี 2568 พบว่า จำนวนผู้ป่วยและการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเพิ่มสูงในช่วงเดือนเมษายน ถึงมิถุนายน และจากการเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในช่วงเวลาเดียวกัน สายพันธุ์ NB.1.8.1 พบการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น<br />
นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยโรคโควิด 19เป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อที่พบได้ตามฤดูกาล แม้ว่าความรุนแรงของโรค และแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง แต่ยังต้องรักษามาตรการที่สำคัญ เน้นมาตรการทางสังคมที่สมดุลกับชีวิตวิถีใหม่ เน้นย้ำการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 อย่างเคร่งครัด โดยเน้นรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้&nbsp;<br />
1. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสบริเวณที่มีการสัมผัสร่วมกันจำนวนมาก เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได&nbsp;<br />
2. เมื่อไอ/จาม ต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้าหรือทิชชู ทุกครั้ง&nbsp;<br />
3. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนหมู่มากหรือแออัด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา<br />
4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งหากป่วยอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้&nbsp;<br />
5. หากมีอาการสงสัยป่วย เช่น มีไข้ ไอ น้ำมูก ควรตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วย ATK และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อไม่เป็นการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มเสี่ยงที่บ้าน หากผลเป็นบวกให้รีบไปพบแพทย์ และประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260525b86293927c3c81147e8884258db0898e111614.jpg' type='image/jpg' length='1452110' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เผยผลประชุม APEC เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ผลักดันสินค้าพรีเมียม เจาะตลาดออนไลน์จีน ขยายส่งออกข้าวไปสิงคโปร์]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/506177</link>
<guid isPermaLink="false">bb1abb61aa7b6e04af70a3ce408c0436</guid>
<pubDate>Mon, 25 May 2026 11:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260525af78bf3375e0ed8b562f8ed539153654111312.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เผยผลประชุม APEC เดินหน้าการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ผลักดันสินค้าพรีเมียม เจาะตลาดออนไลน์จีน ขยายส่งออกข้าวไปสิงคโปร์</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยผลการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting : MRT 2026) ระหว่างวันที่ 22&ndash;23 พฤษภาคม 2569 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยไทยได้เสนอความร่วมมือทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ไทยพร้อมมีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหาร เกษตรมูลค่าสูง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรมสมัยใหม่ ในช่วงการประชุมนางศุภจีได้ใช้โอกาสหารือสองฝ่ายกับผู้แทนจากสมาชิกเอเปคที่สำคัญ ทั้งการแจ้งความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มความชัดเจนให้ภาคเอกชน แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับออสเตรเลีย เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เกษตรมูลค่าสูง พลังงานสะอาด การค้าดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต หารือทวิภาคีกับรองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับสินค้าไทยไปสู่ &ldquo;สินค้าคุณภาพสูง&rdquo; หรือ &ldquo;สินค้าพรีเมียม&rdquo; เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องจะเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ และผลไม้ เพื่อขยายไปยังตลาดโลก ส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ผ่านการจัดทำ &ldquo;Thai National Pavillion&rdquo; ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมาไทยในปริมาณ 350,000 ตันภายในปีนี้ และหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ ถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การเข้าร่วมความตกลงพหุภาคี ขยายการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตร เพื่อขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลจากเวที APEC MRT 2026 สามารถต่อยอด เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการ และประชาชนได้อย่างแท้จริง&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยผลการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting : MRT 2026) ระหว่างวันที่ 22&ndash;23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งแสดงบทบาทไทยบนเวทีการประชุม เน้นเดินหน้าเชิงรุกชูนโยบาย การดำเนินงานของไทย และพบหารือทวิภาคีอย่างเข้มข้น เพื่อผลักดันโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อไทย การประชุม APEC MRT 2026 เป็นเวทีการประชุมสำคัญประจำปีของรัฐมนตรีด้านการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคปีนี้ มุ่งเน้นการหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างเขตเศรษฐกิจในการรักษาระบบการค้าให้เปิดกว้าง คาดการณ์ได้ และน่าเชื่อถือ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจการค้าโลก เน้นการสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัล นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artiﬁcial Intelligence: AI) และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว ในฐานะเครื่องยนต์การค้าสมัยใหม่<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ไทยได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสมาชิกเอเปคอื่น ๆ และเสนอแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดความแตกต่างของกฎระเบียบระหว่างกันเพื่อเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น และเดินหน้าการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการพัฒนาศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้แต่ละสมาชิกเอเปคสามารถปรับตัวและรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจได้ตามความพร้อมของตนเอง ทั้งนี้ ไทยพร้อมมีบทบาทสำคัญในสาขาศักยภาพ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรมูลค่าสูง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs โดยไทยได้ชูมาตรการภายในประเทศที่เสริมบทบาทของไทยในการเป็นฐานการผลิตและโลจิสติกส์ ที่น่าเชื่อถือของภูมิภาค ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ อาทิ การปฏิรูปกฎหมาย (Omnibus Law และมาตรการ Regulatory Guillotine) ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางการค้า (Business Data Exchange: BDEX) และระบบเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI FastPass) ควบคู่กับการค้าไร้กระดาษผ่านระบบ Customs e-Invoicing Plus และ Thailand National Single Window เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและยกระดับประสิทธิภาพการค้า อีกทั้งยังส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น เกษตรแม่นยำด้วย AI โซลาร์ชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน EV และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยให้ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันและเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมได้แท้จริง<br />
ในช่วงการประชุม นางศุภจีได้ใช้โอกาสหารือสองฝ่ายกับผู้แทนจากสมาชิกเอเปคที่สำคัญ เช่น แจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานของไทยสำหรับการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับ Ambassador Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หลังจากได้ประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าสหรัฐฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งไทยคาดหวังให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มความชัดเจนให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp;นอกจากนี้ยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับออสเตรเลีย เพื่อมุ่งต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เกษตรมูลค่าสูง พลังงานสะอาด การค้าดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อส่งเสริมการลงทุนคุณภาพและสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ&nbsp;<br />
สำหรับการหารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่ &ldquo;สินค้าคุณภาพสูง&rdquo; หรือ &ldquo;สินค้าพรีเมียม&rdquo; เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งไทยมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิตเพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก&nbsp;<br />
กลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องจะเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของจีนในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) โดยความร่วมมือแบบ co-creation ยังมีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมา คือ การเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ได้แก่ ผลไม้ ให้กับตลาดจีนและขยายไปยังตลาดโลก อีกทั้งได้ขอให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยพิจารณาใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตสินค้ามากขึ้น นอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านการผลิตและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ยังสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน ซึ่งมองว่า เป็น win-win solution ของทั้งสองประเทศ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการ SMEs ได้เสนอแนวทางการยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังประเทศไทยไม่ส่งผลกระทบต่อ SMEs ของไทย และสินค้าจาก SMEs ไทยจะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน พร้อมทั้งได้ขอรับการสนับสนุนให้ช่วยส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทยผ่านการจัดทำ &ldquo;Thai National Pavillion&rdquo; ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งรองนายกฯ จีนเห็นด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อนำสิ่งที่หารือไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ทราบ พร้อมทั้งได้ขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมาไทยในปริมาณ 350,000 ตันภายในปีนี้ โดยรองนายกฯ จีน รับจะไปพิจารณา<br />
ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาเป็นเวลา 13 ปีติดต่อกัน ภาพรวมการค้าสองฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+21.13%) ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่ารวม 40,840.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+29.43%) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ &nbsp;อีกทั้งได้หารือกับนางสาวเกรซ ฟู ไห่ เหยียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ ถึงกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) การเข้าร่วมความตกลงพหุภาคี ขยายการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตร เพื่อขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน โดยไทยเสนอให้ยกระดับความร่วมมือจากการซื้อขายทั่วไป ไปสู่แนวคิด &ldquo;ความมั่นคงทางอาหาร&rdquo; ในช่วงวิกฤตที่มีความเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องปริมาณสินค้าและเสถียรภาพด้านราคา โดยผลักดัน &ldquo;ข้าว&rdquo; เป็นสินค้าเริ่มต้นสำคัญ และพร้อมขยายความร่วมมือไปยังสินค้าบริโภคอื่น อาทิ ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ และสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งสินค้าอาหารกระป๋องและวัตถุดิบอาหารทะเล อีกทั้งได้เสนอให้จัด workshop ระดับเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม มีความสร้างสรรค์ และปฏิบัติได้จริง ซึ่งสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการด้านการค้าและระบบห่วงโซ่อุปทาน จึงเห็นว่าสองฝ่ายยังสามารถร่วมมือกันในการเป็นหุ้นส่วนด้านห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งได้<br />
นางศุภจี เน้นย้ำว่าการเข้าร่วม APEC MRT 2026 ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่เป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อผลักดันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าเดิม การเปิดประตูการค้า การลงทุน การขยายตลาดสินค้าและบริการไทย และการสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลจากเวที APEC MRT 2026สามารถต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการ และประชาชนได้อย่างแท้จริง&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เอเปคหรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยในปี 2568 การค้ารวมทั้งหมดของไทย กับเอเปคมีมูลค่า 16.30 ล้านล้านบาท (495 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 72.24 ของการค้ารวมทั้งหมดของไทย โดยเป็นการส่งออกไปเอเปค 7.80 ล้านล้านบาท (238 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการนำเข้าจากเอเปค มูลค่า 8.50 ล้านล้านบาท (257 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260525af78bf3375e0ed8b562f8ed539153654111312.jpg' type='image/jpg' length='1340012' />
</item>
</channel>
</rss>
