<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ พัฒนาการศึกษา-ปลดหนี้-Upskill คนไทยทุกช่วงวัย]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/524831</link>
<guid isPermaLink="false">4572376ae8653f88560895c5ad31c3ec</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 15:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>Thailand&sup2; ยกกำลังประเทศไทย ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ พัฒนาการศึกษา-ปลดหนี้-Upskill คนไทยทุกช่วงวัย</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260722326e1942a5e00d85d9ec3272344e6938155508.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ &ldquo;THAILAND&sup2; ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo; ได้มุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการ &ldquo;Lifelong Support&rdquo; เพื่อการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตลอดช่วงชีวิต พร้อมทั้งแถลงผลงานรอบ 90 วันของทั้ง 5 กระทรวง ซึ่งส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านนโยบาย TCAS69 เท่าเทียม การสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้สำหรับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน การพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกร การยกระดับสิทธิสวัสดิการผู้ประกันตนและกลุ่มเปราะบาง การเข้าถึงบริการสาธารณสุขดิจิทัลและสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจใหม่ในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง&nbsp;</p>

<p>(21 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาครั้งประวัติศาสตร์ THAILAND&sup2; &ldquo;ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์&rdquo; ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์ชื่นชมการจัดงานว่ามีความเหมาะสมทั้งถูกที่และถูกเวลา ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิอากาศ ซึ่งประเทศที่จะรับมือได้จำเป็นต้องมีทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง โดยนายกรัฐมนตรีมุ่งเน้นการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดคือคนไทย เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะแบบ Upskill และ Reskill ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะทางจิต พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมือเชิงบูรณาการของ 5 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้เดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับ เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ภายใต้แนวคิดการยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้งรับมือและรับโอกาสจากทุกความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้กำลังแรงงานของไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูง&nbsp;<br />
ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำเสนอแผนปฏิบัติการ &ldquo;Lifelong Support&rdquo; เพื่อการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตลอดช่วงชีวิต เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด รัฐบาลมุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงานด้วยการรื้อระบบศูนย์เด็กปฐมวัย เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจำนวน 600 บาท ให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30-45 วัน และผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็กให้เข้มงวด วัยเรียน (7-18 ปี) ดำเนินนโยบาย &ldquo;คืนเวลาให้ครู&rdquo; ด้วยการลดภาระงานและตัวชี้วัด (KPIs) ลงร้อยละ 71.52 ในสถานศึกษาทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง ขับเคลื่อนโครงการ Zero Dropout PLUS ตั้งเป้าหมายพาเด็กกว่า 500,000 คนที่หลุดจากระบบให้กลับเข้าสู่ห้องเรียนหรือการฝึกอาชีพ มอบทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ (ODOS) จำนวน 3,282 ทุน เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาพัฒนาประเทศ วัยเริ่มต้นประกอบอาชีพ (19-35 ปี) การสนับสนุนงบประมาณผ่านระบบ TCAS จำนวน 147.2 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกว่า 900,000 คน ได้รับสิทธิสอบ TGAT/TPAT ฟรี ผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์ 12,000 คน นอกจากนี้ยังจัดหางานให้ประชาชนไปแล้ว 40,051 คน ยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย ร่วมมือกับ Google มอบทุน Career Certificate ในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยกว่า 10 ล้านคนให้พร้อมรับมือกับคลื่นดิสรัปชันของยุค AI และวัยอาวุโสรวมถึงกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) มุ่งยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น &ldquo;ผู้ประกอบการเทคโนโลยี&rdquo; สนับสนุนการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำ และการทำเกษตรอินทรีย์พื้นที่รวม 2.62 ล้านไร่ สร้างโครงข่ายความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตด้วยสูตรบำนาญชราภาพ &ldquo;CARE&rdquo; ปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยและลดการรอคอย&nbsp;ใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Social Map) เพื่อค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 230,000 คนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายการให้บริการสาธารณสุขดิจิทัล (Digital Healthcare) ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3.67 ล้านคน จัดตั้งศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (Senior Complex) ณ อำเภอบางละมุง และการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเบี้ยความพิการในอัตรา 1,000 บาทถ้วนหน้า นอกจากนี้ กระทรวง อว. ได้ประกาศขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ได้แก่ 1. Semiconductor Thailand เพื่อดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค 2. Wellness Economy 3. Space Economy ผ่านความร่วมมือสำรวจดวงจันทร์กับจีนและสหรัฐอเมริกา และ 4. ยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติ ตั้งเป้าหมายสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินและยกระดับองค์กรทั่วประเทศ สำหรับผลงาน 90 วันที่ผ่านมาได้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาผ่านนโยบาย &ldquo;TCAS69 เท่าเทียม&rdquo; สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับโปรเจกต์ &ldquo;CE-7 MATCH&rdquo; ที่วิศวกรไทยจะได้ส่งอุปกรณ์วิจัยอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ร่วมกับจีนในเดือนสิงหาคม 2569&nbsp;เป็นการแสดงศักยภาพเด็กไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง ขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ครอบคลุม 37 จังหวัด พร้อมเพิ่มฟีเจอร์สำหรับผู้พิการทางสายตา การยกระดับการให้บริการสาธารณสุขดิจิทัล (Digital Healthcare) ให้ผู้ป่วยกว่า 3.6 ล้านคนเข้าถึงการแพทย์ปฐมภูมิ การใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบชี้เป้า (PPAP) แก้ปัญหาให้ชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือนใน 20 จังหวัด ผลักดัน Local Enterprises ยกระดับวิสาหกิจชุมชนจนสร้างรายได้เข้าพื้นที่สูงถึง 9,448 ล้านบาทต่อปี สำหรับเรื่องภัยพิบัติ ใช้ Big Data และ IoT ขยายผลน้ำมั่นคง 10 จังหวัด ลดความเสียหายให้เกษตรกรไปกว่า 600 ล้านบาท และ &ldquo;รถไฟไทยทำ&rdquo; ซึ่งได้ต่อยอดงานวิจัยและเตรียมผลิตโบกี้เองในประเทศ ลดการนำเข้าและตั้งเป้าสร้างรายได้700 ล้านบาทในปีหน้า เป็นบทพิสูจน์ว่า สามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้<br />
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นการยกระดับภาคการเกษตรอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การส่งมอบพันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 ควบคู่กับการส่งเสริมทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อมุ่งสู่ข้าวคาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ถึงมือเกษตรกรในเวลาที่จำเป็น นโยบาย &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; กวาดล้างสินค้าเกษตรผิดกฎหมายไปแล้ว 146 คดี เดินหน้าขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยและการเจรจาแก้ปัญหากุ้งไทยกับมาเลเซีย ผลักดันการเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การคืนความมั่นคงให้เกษตรกรด้วยการเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และบูรณาการพักชำระหนี้และลดหนี้ให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์รวมวงเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท<br />
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงาน โดยสามารถจัดหางานให้ประชาชนได้แล้วถึง 40,051 คน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 4,858 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการโรงงานปลอดยาเสพติด 2,172 แห่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรม 12 รายการครอบคลุม 7,897 สถานพยาบาล รวมถึงการผลักดันสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ (CARE) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อีกทั้งยังเน้นย้ำความปลอดภัยด้วยการออกแนวปฏิบัติตรวจสอบมาตรฐานปั้นจั่นใหม่ และเดินหน้าขยายตลาดส่งออกแรงงานไทยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 3 หมื่นคน&nbsp;ผ่านความร่วมมือกับประเทศมาเก๊า อิสราเอล เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น<br />
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เข้าสู่สภาฯ ในช่วงปลายปี พร้อมผลักดันไทยเป็นผู้นำภูมิภาคในโครงการ ASEAN Zero Dropout ดึงเด็กกลับสู่ระบบ และพัฒนาระบบ Education ID เพื่อลดความซ้ำซ้อน&nbsp;ดำเนินนโยบาย &ldquo;คืนเวลาให้ครู คืนความสุขให้เด็ก&rdquo; ด้วยการลดภาระงานเอกสาร ยกเลิกการประเมินที่ซ้ำซ้อน ผ่อนปรนเครื่องแบบนักเรียน และสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพและระบบ Traffy Fondue รวมถึงการเตรียมความพร้อมการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ทั้งการเข้าสู่ OECD และ PISA Roadmap 2029 เพื่อยกระดับทักษะเด็กไทยสู่การเป็นพลเมืองโลก รวมถึงการสานต่อโครงการ ODOS ที่ส่งเด็กไทยทุกพื้นที่ซึ่งยากจนไปเรียนต่อยังต่างประเทศ<br />
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทุกมิติแบบ &ldquo;ทำได้จริง&rdquo; โดยการนำเทคโนโลยีมาสร้าง Social Map เชื่อมฐานข้อมูลผู้เปราะบางกว่า 1 ล้านคนเข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมนำ AI ร่วมกับสายด่วน 1300 ช่วยเหลือผู้คนเร่งด่วนไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย อีกทั้งยังเดินหน้าพลิกโฉมกฎหมายครั้งใหญ่ ทั้งการผลักดันเบี้ยคนพิการ 1,000 บาท และเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทแบบถ้วนหน้า เพิ่มวงเงินกู้สร้างอาชีพคนพิการเป็น 300,000 บาท ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคง เคหะเพื่อคนไทย และโมเดลความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)&nbsp;ในการจ้างงานคนพิการและผู้สูงวัย เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน<br />
การบูรณาการการปฏิบัติราชการอย่างเข้มข้นภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และความร่วมมือของ 5 กระทรวงหลัก ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านนโยบาย TCAS69 เท่าเทียม&nbsp;การสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้สำหรับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน การเข้าถึงบริการสาธารณสุขดิจิทัลและสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง ตลอดจนการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของรัฐบาลในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจใหม่ในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยไม่ทิ้งผู้ใดไว้ข้างหลัง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260722326e1942a5e00d85d9ec3272344e6938155508.jpg' type='image/jpg' length='1360615' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้ เพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง แก้น้ำท่วมหาดใหญ่ ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/524827</link>
<guid isPermaLink="false">f506560e25b1e8a826787f386b686dcd</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. อนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้ เพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง แก้น้ำท่วมหาดใหญ่</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260722b3bea1cf8e2f6d6dc42b45c5e835a272155132.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย&nbsp;ปี พ.ศ. 2568 เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานให้สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ป้องกันและลดผลกระทบจากน้ำท่วมและน้ำท่วมขัง ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับภัยอันเกิดจากน้ำในอนาคต โครงการดังกล่าวจะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย และมาตรฐานของทางราชการอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน พร้อมติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่กำหนด โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จาก 315 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44.52 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563&ndash;2568 เป็น พ.ศ. 2563&ndash;2570 เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลพะตงและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำ ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสงขลาในระยะยาว&nbsp;</p>

<p>(21 ก.ค. 69) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569&nbsp;งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งอุทกภัยในปี 2568 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งทำให้อาคารและระบบชลประทานได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้<br />
1. เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและการใช้งานให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานให้สามารถดำเนินภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
3. เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยอันเนื่องมาจากน้ำท่วมและน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพื้นที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง<br />
4. เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยอันเกิดจากน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต<br />
5. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตร การอุปโภคบริโภค และกิจกรรมด้านอื่น ๆ ให้สามารถใช้น้ำได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ<br />
โครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูฯ ดังกล่าว จะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ ดังนี้<br />
สงขลา เช่น ซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 และอาคารประกอบ โครงการชลประทานสงขลา อำเภอบางกล่ำ และซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำบ้านเหนือคลอง พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอสะเดา จำนวน 23 รายการ วงเงิน 646.50 ล้านบาท&nbsp;<br />
สตูล เช่น ซ่อมแซมฝายคลองระเกตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมระบบท่อส่งน้ำ อำเภอมะนัง และซ่อมแซมระบบส่งน้ำฝายแค้มป์ขี้พร้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการชลประทานสตูล อำเภอควนกาหลง จำนวน 7 รายการ วงเงิน 88.50 ล้านบาท<br />
ยะลา ได้แก่ ขุดลอกโดยรถขุดจ้างเหมา ข้างคลองระบายน้ำ D7 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอเมืองยะลา จำนวน 1 รายการ วงเงิน 2.50 ล้านบาท<br />
ปัตตานี เช่น ซ่อมแซมคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาเป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอมายอ และซ่อมแซมคลองส่งน้ำสายซอย 31.6L เป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอยะหริ่ง จำนวน 19 รายการ วงเงิน 70.30 ล้านบาท<br />
นราธิวาส เช่น ซ่อมแซมระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการอาคารบังคับน้ำบ้านกาเยาะมาตีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบาเจาะ และซ่อมแซมประตูระบายน้ำน้ำแบ่ง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางนรา อำเภอตากใบ จำนวน 17 รายการ วงเงิน 35.46 ล้านบาท<br />
โดยในการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่กำหนดไว้โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายงบประมาณและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ พร้อมทั้งให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนตรวจสอบความซ้ำซ้อนอย่างรอบคอบ&nbsp;นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ ให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จาก 315 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44.52 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563&ndash;2568 เป็น พ.ศ. 2563&ndash;2570 เพื่อให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ<br />
ทั้งนี้ การเพิ่มกรอบวงเงินดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการดำเนินโครงการพบข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และแนวเส้นทางก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องปรับแบบก่อสร้างและเพิ่มเติมรายการงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง อาทิ&nbsp;การเปลี่ยนแนวคลองระบายน้ำเนื่องจากคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 1+000 ถึงกิโลเมตรที่ 2+000 เป็นช่วงที่คลองระบายน้ำตัดผ่านสามแยกถนนสายบ้านทุ่งลุง - บ้านทุ่งจัง หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้ปิดกั้นการจราจรบริเวณสามแยกดังกล่าว และยังตัดผ่านที่ดินของราษฎรทำให้ลักษณะแปลงที่ดินแยกออกไม่เป็นรูปร่าง ราษฎรจึงไม่ยินยอมให้เข้าใช้พื้นที่ และคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 0+040 ถึงกิโลเมตรที่ 0+700 สภาพภูมิประเทศมีความลาดชันสูง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบคลองระบายน้ำลาดท้องคลอง คันกั้นน้ำ และพนังกั้นน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การก่อสร้างมีความเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของโครงการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลพะตงและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำ ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสงขลาในระยะยาว ตลอดจนสามารถพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของชุมชนได้ในอนาคต</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260722b3bea1cf8e2f6d6dc42b45c5e835a272155132.jpg' type='image/jpg' length='1520066' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พม. ยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน ด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ รวดเร็ว แม่นยำ ไร้ร้อยต่อ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/524241</link>
<guid isPermaLink="false">1eef6dfec41ca1c25a1fb906ec74e3fd</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 11:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>พม. ยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน ด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ รวดเร็ว แม่นยำ ไร้ร้อยต่อ</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260721640649a1948e05bdfb9c040546af37c6114759.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินหน้ายกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและรวดเร็วที่สุดในการช่วยเหลือดูแลประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบช่วยเหลือ &ldquo;กลุ่มเปราะบาง&rdquo; ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของรัฐโดยยกระดับการดำเนินงานของ OSCC หรือที่ปัจจุบันชื่อ &ldquo;ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน&rdquo; หรือ ศรส. และสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างเต็มรูปแบบ ใน 4 มิติ ดังนี้ 1. การเพิ่มศักยภาพด่านหน้า &ldquo;สายด่วน 1300&rdquo; โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่อีก 27 อัตรา เพื่อเปิด 30 คู่สายเต็มในช่วงเวลาหนาแน่น ปรับปรุงระบบฝากข้อความ ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ เชื่อมฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนผู้โทรได้ทันที และขยายช่องทางการรับแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อส่งต่อเคสกับหน่วยงานเครือข่าย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข 2. นำเทคโนโลยี และ AI มาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รับสายแบบเชิงรุก เพื่อตอบคำถามประชาชนได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น และใช้ระบบ Social Monitoring ตรวจจับปัญหาสังคมบนโลกออนไลน์ หากพบกรณีวิกฤตระดับสีแดงเข้ม จะมีการแจ้งเตือน และส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือเชิงรุก 3. ปรับโฉมภาพลักษณ์การช่วยเหลือในพื้นที่ระดับภูมิภาคของ ศรส.จังหวัด ภายใต้ชื่อ &ldquo;ศรส. สร้างสุข&rdquo; เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตร ด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 24 ชั่วโมง บูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในชุมชนอย่างตรงจุด 4. กลไกจัดการรายกรณี ประเมินความเสี่ยงทางสังคม เพื่อกำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่ที่ชัดเจน กรณีวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงและสีแดงเข้ม เช่น เด็กถูกทำร้าย หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หน่วยเคลื่อนที่เร็วต้องเข้าช่วยเหลือทันที&nbsp;หรือภายใน 24 ชั่วโมง และประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบ E-Tracking โดยเพียงกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเรื่อง&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; (20 ก.ค. 69) นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แถลงข่าวการยกระดับศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) เพื่อให้เป็นที่พึ่งพิงที่เข้มแข็งและรวดเร็วที่สุดในการช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเพื่อพัฒนาการแก้ไขปัญหาให้กับ &ldquo;กลุ่มเปราะบาง&rdquo; ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการของรัฐ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประกาศนโยบาย&nbsp;8 ด้าน &ldquo;สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน&rdquo; มีการขับเคลื่อน 1 นโยบายที่สำคัญ คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการให้บริการและช่วยเหลือดูแลประชาชน ในปี 2556 รัฐบาลได้ยกระดับปัญหาสังคมสำคัญ ได้แก่ การตั้งครรภ์ไม่พร้อม แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ และการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ ให้เป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; และได้บูรณาการ 5 หน่วยงานหลัก ระหว่างกระทรวง พม. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ชื่อ &ldquo;OSCC&rdquo; (One Stop Crisis Center) หรือ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม พร้อมทั้งริเริ่มการใช้ระบบฐานข้อมูลกลาง การกำหนดข้อตกลงระดับการบริการ การควบคุมเวลาทำงานของเจ้าหน้าที่ และการเปิดให้ผู้บริหารติดตามสถานะเคสแบบ Real-time เป็นครั้งแรก<br />
นายนิกร กล่าวว่า ในครั้งนี้ กระทรวง พม. ได้เดินหน้ายกระดับพัฒนางาน OSCC หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ &ldquo;ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน&rdquo; หรือ ศรส. และสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเดินหน้าพัฒนางานสำคัญใน 4 มิติ ดังนี้<br />
มิติที่ 1 การเพิ่มศักยภาพด่านหน้า &ldquo;สายด่วน 1300&rdquo; โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ อีก 27 อัตรา เพื่อเปิด 30 คู่สายเต็มในช่วงเวลาหนาแน่น ปรับปรุงระบบฝากข้อความ ให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ&nbsp;หากมีผู้ใช้บริการเต็มทุกคู่สาย เตรียมเชื่อมฐานข้อมูลเพื่อยืนยันตัวตนผู้โทรได้ทันที และขยายช่องทางการรับแจ้งเหตุผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อส่งต่อกรณีขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานเครือข่าย อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข &nbsp;&nbsp;<br />
มิติที่ 2 นำเทคโนโลยี และ AI มาสนับสนุนเจ้าหน้าที่รับสายแบบเชิงรุก เพื่อการตอบคำถามประชาชนได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น และใช้ระบบ Social Monitoring ตรวจจับปัญหาสังคมบนโลกออนไลน์ อาทิ Facebook, X, TikTok และเว็บไซต์ หากพบกรณีวิกฤตระดับสีแดงเข้ม จะมีการแจ้งเตือน และส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานในพื้นที่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อส่งทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าช่วยเหลือเชิงรุก<br />
มิติที่ 3 ปรับโฉมภาพลักษณ์การช่วยเหลือในพื้นที่ระดับภูมิภาค ของ ศรส.จังหวัด ภายใต้ชื่อ &ldquo;ศรส. สร้างสุข&rdquo;&nbsp;เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นมิตร ด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 24 ชั่วโมง (Rapid Response Unit : RRU) บูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในชุมชนอย่างตรงจุด<br />
มิติที่ 4 กลไกจัดการรายกรณี (Case Management) โดยใช้กลไกประเมินความเสี่ยงทางสังคม เพื่อกำหนดกรอบเวลาการลงพื้นที่ที่ชัดเจน อาทิ กรณีวิกฤตฉุกเฉินระดับสีแดงและสีแดงเข้ม เช่น เด็กถูกทำร้าย หรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว หน่วยเคลื่อนที่เร็วต้องเข้าช่วยเหลือทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง กรณีเร่งด่วนระดับสีเหลือง ต้องดำเนินการภายใน 48 ชั่วโมง กรณีทั่วไประดับสีเขียว ต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง และที่สำคัญ คือ ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบ E-Tracking เพียงกรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งเรื่อง&nbsp;<br />
นายนิกร กล่าวย้ำว่า การพัฒนางานสำคัญทั้ง 4 มิติ เป็นการสืบสานเจตนารมณ์การทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อตามแนวคิด OSCC จากอดีต สู่ระบบการทำงานเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคดิจิทัล และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง พม. ในการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมให้เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และเท่าเทียม เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มีใคร หรือกลุ่มเปราะบางคนใด ถูกทอดทิ้งหรือตกหล่นจากการช่วยเหลือของกระทรวง พม. อย่างแน่นอน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260721640649a1948e05bdfb9c040546af37c6114759.jpg' type='image/jpg' length='1504728' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ลงนาม MOU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/524238</link>
<guid isPermaLink="false">97327f7fe39fe16eb149a55ea11482f7</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 11:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ลงนาม MOU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/202607218b7ce21cdc0aecf25254fc829525b864114453.jpg" /></div>
</div>

<p>ภารกิจวันสุดท้ายของการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับ นายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งผลักดันความร่วมมือเรื่องการค้าและการลงทุน ขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยกระดับทักษะแรงงานไทย การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ด้านความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม ด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน อีกทั้งยังมีการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ&nbsp;ไทย &ndash; จีน จำนวน 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านการศึกษา เศรษฐกิจ AI ทรัพย์สินทางปัญญา สาธารณสุข การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจัดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทยด้าน AI คลาวด์ และโลจิสติกส์ ความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่อาเซียน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; (20 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยไทยและจีนมุ่งมั่นที่จะสานต่อมิตรภาพไทย-จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การเมืองและความมั่นคง เพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับสูง จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. เศรษฐกิจและการลงทุน ส่งเสริมการค้าที่สมดุล การลงทุนคุณภาพสูงที่สร้างงานและมูลค่าเพิ่มในไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนด้านสื่อ เพื่อสร้างความเข้าใจและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนไทย&ndash;จีน<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. ความร่วมมือระดับภูมิภาค สนับสนุนบทบาทศูนย์กลางของอาเซียน ความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง การแก้ไขปัญหาในภูมิภาคผ่านการเจรจา และการสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา<br />
นายกรัฐมนตรีได้สนับสนุนให้รัฐสภาของทั้งสองประเทศเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านนิติบัญญัติ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติของไทยและจีน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความปลอดภัย และเสริมเสถียรภาพของภูมิภาคในระยะยาว พร้อมเชิญประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนเยือนไทย ซึ่งหากเกิดขึ้นจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยจีนพร้อมสนับสนุนและขยายร่วมมือกับไทย โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) &nbsp;เทคโนโลยีดิจิทัล อวกาศ สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด และร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ในเวทีระหว่างประเทศ อาทิ อาเซียน-จีน กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมถึงการยึดมั่นและการปกป้องหลักการสากล ตามหลักองค์การสหประชาชาติ<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน &nbsp;ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ ส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้เร่งผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก และเห็นพ้องอีก 2 ด้าน ดังนี้<br />
1. การค้าและการลงทุน ไทยขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยินดีต้อนรับการลงทุนคุณภาพจากจีนที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานไทย และปฏิบัติตามกฎหมายไทย พร้อมเร่งรัดการจัดทำ FTA&nbsp;เพื่อประโยชน์ต่อนักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต<br />
2. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์<br />
3. ความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพัฒนาบุคลากร<br />
4. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม<br />
5. การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน<br />
นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวไทยผ่านการประชาสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ &nbsp;ของจีน พร้อมยืนยันความพร้อมดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ไทยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีบนพื้นฐานของความจริงใจ โดยชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา ภายหลังการหารือนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษา AI ทรัพย์สินทางปัญญา นิวเคลียร์ฟิวชัน สาธารณสุข ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว การป้องกันฟอกเงิน การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจัดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก ได้แก่&nbsp;<br />
1. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
4. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา<br />
5. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
6. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุข<br />
7. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว&nbsp;<br />
8. บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
9. พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
10. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People&rsquo;s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
11. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย<br />
12. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
13. บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก<br />
14. บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
15. ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้ง นายกรัฐมนตรี และคณะยังได้เดินทางเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ Alibaba Group ศึกษานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย&nbsp;เพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน โดยนาย Fan Luyuan ประธานและซีอีโอกลุ่มธุรกิจสื่อและความบันเทิงดิจิทัล ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของ Alibaba ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่พัฒนาสู่ระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร ปัจจุบัน มีธุรกิจในไทยทั้งด้านคลาวด์ อีคอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์กระจายสินค้านายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาค รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทยด้าน AI คลาวด์ และโลจิสติกส์ สอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท รวมถึงอยากเห็นความร่วมมือผ่านแพลตฟอร์มที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย รวมทั้งการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประตูยุทธศาสตร์สู่อาเซียน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202607218b7ce21cdc0aecf25254fc829525b864114453.jpg' type='image/jpg' length='1467623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา” เร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ บังคับใช้เต็มรูปแบบ ก.ย. 69 ผลักดัน “นครหลวงล้านนา” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก  ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/523900</link>
<guid isPermaLink="false">92ec39bdf2dcc18e840730f5e3f97009</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 14:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>&ldquo;ซาบีดา&rdquo; เร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ บังคับใช้เต็มรูปแบบ ก.ย. 69 ผลักดัน &ldquo;นครหลวงล้านนา&rdquo; ขึ้นทะเบียนมรดกโลก &nbsp;</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260720d2d2cfdca47a26a47232e45ac08d6299144517.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) และพบปะชาติพันธุ์ไตลื้อ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568&nbsp;ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 โดยเน้นการผลักดันในเรื่องการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม การส่งเสริมศักยภาพ และการสร้างความเสมอภาค เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอจากเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 14 ชาติพันธ์ุในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน&nbsp;โดยเสนอเรื่องการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม&nbsp;การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน การพัฒนาระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างเท่าเทียม การผลักดันวิถี &ldquo;ไร่หมุนเวียน&rdquo; และการบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสุขภาวะของชุมชนจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก กระทรวงวัฒนธรรมรับข้อเสนอไปจัดทำแผนแม่บทด้านชาติพันธุ์ของประเทศระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571&ndash;2575) เพื่อจัดสรรงบประมาณและการแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนชาติพันธุ์อย่างแท้จริง จะเปิดรับขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 จะเร่งเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมภายในเดือนกันยายน 2569 นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังเตรียมความพร้อมในการเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มกำแพงเมือง คูเมือง และแจ่งเมือง 2. กลุ่มวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ และ 3. กลุ่มวัดเจ็ดยอด โดยสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก จะลงพื้นที่ตรวจประเมินทางเทคนิค วันที่ 3 - 8 สิงหาคม 2569 การผลักดันเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา สู่การเป็นแหล่งมรดกโลก ไม่ใช่เพียงการเสนอขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่เป็นการยืนยันคุณค่าของอารยธรรมล้านนาที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ต่อยอดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และยกระดับประเทศไทยบนเวทีวัฒนธรรมโลก</p>

<p>เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงพื้นที่สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) และพบปะชาติพันธุ์ไตลื้อ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิขั้นพื้นฐานและได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเคารพสิทธิอันติดตัวมาแต่กำเนิด บนความหลากหลายในชาติกำเนิด ถิ่นที่อยู่ เชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ เพศสภาพ หรือวัฒนธรรม และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีสิทธิและเสรีภาพได้รับความคุ้มครองอย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกับบุคคลอื่น โดยเน้นการผลักดันใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความเสมอภาค เพื่อขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย&nbsp;<br />
โดยได้รับฟังข้อเสนอจากพี่น้องเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 14 ชาติพันธ์ุในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีตัวแทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม&nbsp;2) การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อลบมายาคติและอคติทางสังคม 3) การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญาจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ 4) การพัฒนาระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างเท่าเทียม 5) การผลักดันวิถี &ldquo;ไร่หมุนเวียน&rdquo; สู่การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ และ 6) การบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสุขภาวะของชุมชนจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก&nbsp;<br />
การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้กำหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน โดยจะเปิดรับขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 จากนั้น จะดำเนินการเลือกตัวแทนสมาชิกสภาและสรรหากรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสู่สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะส่งผลให้คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ครบองค์ประกอบ และพร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ<br />
สำหรับข้อเสนอจากพื้นที่จริงของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นโจทย์สำคัญที่กระทรวงวัฒนธรรม จะนำไปจัดทำแผนแม่บทด้านชาติพันธุ์ของประเทศระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571&ndash;2575) และกระทรวงวัฒนธรรมจะใช้แผนแม่บทนี้เป็นเครื่องมือบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและการแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนชาติพันธุ์อย่างแท้จริง อีกทั้ง กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับสังคมไทย เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้เป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคง<br />
ให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่าจุดยืนของกระทรวงวัฒนธรรม จะเร่งเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นหลักประกันและแก้ไขปัญหาให้กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นางสาวซาบีดา ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและความพร้อมในการเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; (Monuments, Sites and Cultural Landscape of Chiang Mai, Capital of Lanna) และตรวจเยี่ยมพื้นที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อาทิ ประตูท่าแพ ประตูช้างเผือก ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนดอก แจ่งศรีภูมิ แจ่งหัวลิน แจ่งก๊ะต๊ำ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และวัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการลงพื้นที่ตรวจประเมินทางเทคนิค (Technical Evaluation Mission) ของสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ระหว่างวันที่ 3 - 8 สิงหาคม 2569 โดยการประเมินดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก<br />
ขณะนี้การเสนอชื่อแหล่ง &ldquo;อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา&rdquo; มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 และประเทศไทยได้ยื่นเอกสารเสนอชื่อ (Nomination Dossier) ต่อศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการประเมินโดยองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยสามัญประจำปี 2570 ราวช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2570<br />
ทั้งนี้ แหล่งมรดกดังกล่าวได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ขององค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ก่อนที่จังหวัดเชียงใหม่จะมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดทำเอกสารเสนอชื่อ และผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และคณะรัฐมนตรี ตามลำดับ จนนำไปสู่การยื่นเอกสารเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ สำหรับการเสนอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ได้เสนอ คุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value : OUV) ตามเกณฑ์มรดกโลก 2 ประการ ได้แก่ เกณฑ์ข้อ (ii) พัฒนาการเมืองเชียงใหม่ที่แสดงถึงการรับส่งอิทธิพลทางพุทธศาสนากับอาณาจักรอื่น ๆ และเกณฑ์ข้อ (iii) เมืองเชียงใหม่และสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยเป็นตัวแทนอารยธรรมล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20<br />
สำหรับพื้นที่ที่เสนอขึ้นทะเบียนประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่<br />
1. กลุ่มกำแพงเมือง คูเมือง และแจ่งเมือง ประกอบด้วย กำแพงเมือง จำนวน 5 ประตู ได้แก่ ประตูช้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง และประตูสวนดอก แจ่งเมือง จำนวน 4 แจ่ง ได้แก่ แจ่งศรีภูมิ แจ่งก๊ะต๊ำ แจ่งกู่เฮือง และแจ่งหัวลิน พร้อมโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ และวัดสวนดอก<br />
2. กลุ่มวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ<br />
3. กลุ่มวัดเจ็ดยอด<br />
นางสาวซาบีดา กล่าวเน้นย้ำว่า พื้นที่ที่ขอขึ้นทะเบียนทั้งหมดนี้ สะท้อนพัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปกรรม ผังเมือง และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาได้อย่างโดดเด่น การผลักดันเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา สู่การเป็นแหล่งมรดกโลก ไม่ใช่เพียงการเสนอขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่เป็นการยืนยันคุณค่าของอารยธรรมล้านนาที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ต่อยอดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และยกระดับประเทศไทยบนเวทีวัฒนธรรมโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260720d2d2cfdca47a26a47232e45ac08d6299144517.jpg' type='image/jpg' length='1580424' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย “Thailand FastPass” เบ็ดเสร็จจุดเดียว สร้างความมั่นใจนักลงทุน]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/523894</link>
<guid isPermaLink="false">65c1e434f322953db4568cb155fcb6a8</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 14:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>นายกฯ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย &ldquo;Thailand FastPass&rdquo; เบ็ดเสร็จจุดเดียว สร้างความมั่นใจนักลงทุน</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260720c2c4792cf341695f4497c372035d3ddf144148.jpg" /></div>
</div>

<p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการนำทีมไทยแลนด์พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน 4 บริษัท โดยยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย มูลค่ารวมกันกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของไทยการลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว อีกทั้ง นโยบาย &ldquo;Thailand FastPass&rdquo; ของ BOI ยังเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Huawei โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 2. การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้&nbsp;มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; (19 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์คณะสื่อมวลชน ที่ติดตามรายงานภารกิจการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าพอใจความสำเร็จจากการนำทีมไทยแลนด์พบหารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน 4 บริษัท เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 กลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจและพอใจที่ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และพร้อมจะขยายการลงทุนเพิ่มเติมโดยเฉพาะในสาขา R &amp; D เพื่อตอบรับนโยบายและข้อเสนอแนะในการพัฒนาทักษะ (upskill) แรงงานไทย โดยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำจีน &nbsp;4 แห่งยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทย โดยมูลค่ารวมกันกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่า จะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ซึ่งสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้น ๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์<br />
อีกทั้ง นโยบาย &ldquo;Thailand FastPass&rdquo; ของ BOI ยังเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนสามารถเดินเข้ามาที่จุดเดียวเพื่อรับบริการ ช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพราะมีความสะดวกและโปร่งใส ลดการติดต่อหลายหน่วยงาน ยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนและปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคตของภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei และหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย โดยรัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง การสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น<br />
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก<br />
ด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากกว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และเชื่อมั่นว่าบรรยากาศและศักยภาพของไทยเหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล บริษัทยังเห็นสอดคล้องกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีในการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ เรื่อง การสร้าง AI ธรรมาภิบาล ที่ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
1. การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน<br />
2. การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย<br />
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260720c2c4792cf341695f4497c372035d3ddf144148.jpg' type='image/jpg' length='1359557' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ปรับเป็น 30 และ 15 วัน ป้องกันอาชญากรรม–ความมั่นคง ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/522282</link>
<guid isPermaLink="false">9d7e749c04a8d730e728e1fb1b7d18b0</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 12:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ปรับเป็น 30 และ 15 วัน ป้องกันอาชญากรรม&ndash;ความมั่นคง&nbsp;</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260715a16e2255f4a0147e3450b05b6a89b033123704.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และยึดหลัก &ldquo;1 ประเทศ 1 สิทธิ&rdquo; โดยยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราแบบพำนักไม่เกิน 60 วันสำหรับ 93 ประเทศและดินแดน พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน ซึ่งมาตรการใหม่กำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน โดยเพิ่มสิทธิให้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และ มัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับคนไทย และการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ให้มอริเชียสและเซเชลส์ได้รับสิทธิพำนักเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน และกำหนดให้สิทธิการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival ใน 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย ยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เพื่อไม่ให้เกิดสิทธิซ้ำซ้อน ภายหลังการทบทวน&nbsp;<br />
จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง 5 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนมาตรการใหม่มีผลใช้บังคับยังคงพำนักได้ตามสิทธิเดิมที่เหลืออยู่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงจะยกระดับระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) เพื่อคัดกรองประวัติและตรวจสอบการเดินทางเข้า&ndash;ออกของชาวต่างชาติ การทบทวนมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่ป้องกันไม่ให้มาตรการด้านวีซ่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (14 ก.ค. 69) คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก &ldquo;1 ประเทศ 1 สิทธิ&rdquo; โดยให้ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน เนื่องจากระยะเวลาพำนักที่ยาวอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเข้ามากระทำผิดกฎหมายหรือดำเนินกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการท่องเที่ยว พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ&nbsp;โดยพิจารณาทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน<br />
สำหรับมาตรการใหม่ กำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน โดยเพิ่มสิทธิให้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับคนไทย ซึ่งปัจจุบันอนุญาตให้พำนักระยะสั้นได้ไม่เกิน 90 วัน ภายในเวลา 180 วัน และการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน<br />
สิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน กำหนดให้มอริเชียสและเซเชลส์ได้รับสิทธิดังกล่าว เพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ก่อนนำมาทบทวนอีกครั้ง โดยพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการใช้จ่ายที่อยู่ในระดับสูง&nbsp;ส่วนการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival กำหนดให้สิทธิแก่ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เพื่อไม่ให้เกิดสิทธิซ้ำซ้อน<br />
ภายหลังการทบทวนจะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยและได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) เพื่อคัดกรองประวัติและตรวจสอบการเดินทางเข้า&ndash;ออกของชาวต่างชาติ พร้อมเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางและติดตามการใช้สิทธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์<br />
การทบทวนมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นการปรับระบบให้เหมาะสม ชัดเจน และตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจ การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงของประเทศ และป้องกันไม่ให้มาตรการด้านวีซ่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260715a16e2255f4a0147e3450b05b6a89b033123704.jpg' type='image/jpg' length='133903' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะสูตร “CARE” ปรับบำนาญชราภาพใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/522281</link>
<guid isPermaLink="false">a4c5d0805499d98242e65d7ff98d87e4</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 12:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. เคาะสูตร &ldquo;CARE&rdquo; ปรับบำนาญชราภาพใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม</strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260715116abcd9c30631a095838585037e3ed7123407.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ &ldquo;สูตร CARE&rdquo; (Career Average Revalued Earnings) มีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยจะมีการปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น ปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ส่วนผู้ประกันตนที่จะมีสิทธิรับบำนาญภายในระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ หากคำนวณตามสูตรใหม่แล้วได้รับเงินบำนาญลดลง จะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างตามสัดส่วนที่กำหนด ตั้งแต่ร้อยละ 100 ในปีแรก และทยอยลดลงจนถึงร้อยละ 20 ในปีที่ห้า โดยร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(14 ก.ค. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณเงินบำนาญชราภาพกองทุนประกันสังคม ให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมากยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ &ldquo;สูตร CARE&rdquo; (Career Average Revalued Earnings) มีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตน สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยการปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่<br />
- การปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป&nbsp;<br />
- ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น<br />
- ปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน<br />
- กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกันเริ่มจากร้อยละ 100 ในปีแรก ร้อยละ 80 ในปีที่สอง ร้อยละ 60 ในปีที่สาม ร้อยละ 40 ในปีที่สี่ และร้อยละ 20 ในปีที่ห้า นับจากวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากนำสูตรใหม่มาคำนวณและพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมาโดยร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา<br />
การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคมไทย จะทำให้ผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 ได้รับการคำนวณเงินบำนาญที่สะท้อนการนำส่งเงินสมทบตลอดช่วงชีวิตการทำงานมากยิ่งขึ้น มีความเป็นธรรม สมดุล สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืนในอนาคต และสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic&nbsp;Co-operation and Development : OECD) ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้แก่กองทุนประกันสังคมในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260715116abcd9c30631a095838585037e3ed7123407.jpg' type='image/jpg' length='1366942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ปรับเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิ ประกาศผล 17 ก.ค. นี้  ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/522279</link>
<guid isPermaLink="false">15c3d46d2bcf37b4cd49e122d8aa43f5</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 12:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<style type="text/css">/* กล่องคอนเทนเนอร์หลัก */
        .container1 {
            display: flex;
            flex-direction: row; /* ให้เรียงต่อกันเป็นแถว (ข้อความซ้าย รูปขวา) */
            /*flex-direction: row-reverse; *//* ให้เรียงต่อกันเป็นแถวกลับด้าน (รูปซ้าย ข้อความขวา) */
            align-items: center; /* จัดให้อยู่กึ่งกลางในแนวตั้ง */
            gap: 20px;           /* ระยะห่างระหว่างข้อความกับรูป */
            max-width: 1172px;   /* ขนาดความกว้างสูงสุดของพื้นที่ */
            margin: 0 auto;      /* จัดกล่องให้อยู่กึ่งกลางหน้าจอ */
            padding: 20px;
        }

        /* ส่วนของข้อความ */
        .text-content1 {
            flex: 1.6; /* ให้ขยายพื้นที่เต็มที่เท่าที่ได้ */
        }

        /* ส่วนของรูปภาพ */
        .image-content1 {
            flex: 2.2; /* ให้มีขนาดสัดส่วนเท่ากับข้อความ (หรือปรับตามต้องการ) */
            text-align: center;
        }

        .image-content1 img {
            max-width: 100%;   /* ป้องกันไม่ให้รูปใหญ่เกินกล่อง */
            height: auto;      /* รักษาอัตราส่วนของรูปภาพ */
            border-radius: 8px; /* ใส่ขอบมนให้รูปภาพ (ลบออกได้ครับ) */
        }

        /* Responsive: สำหรับหน้าจอมือถือ (ขนาดไม่เกิน 768px) */
        @media (max-width: 768px) {
            .container1 {
                flex-direction: column-reverse; /* สลับให้ข้อความลงมาอยู่ใต้รูป */
                text-align: center;             /* จัดตัวอักษรให้อยู่กึ่งกลางบนมือถือ */
            }
        }
</style>
<div class="container1">
<div class="text-content1">
<h2><span style="font-size:48px;"><strong>ครม. ปรับเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิ ประกาศผล 17 ก.ค. นี้ </strong></span></h2>

<p>&nbsp;</p>
</div>

<div class="image-content1"><img alt="รูปภาพประกอบ" src="/file/get/file/20260715c37429fdf89a8228682abda565878400122744.jpg" /></div>
</div>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ ซึ่งการปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้มีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเท็จจริง ดังนี้ 1. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นกลุ่มชายขอบและกลุ่มตกหล่น จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ 2. ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ 3. การพิจารณาเกณฑ์คุณสมบัติกรณีมีวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท จะไม่นับรวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม โดยจะมีการประกาศผลการพิจารณาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) เมื่อประกาศผลแล้ว ผู้ได้รับสิทธิที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ไม่ต้องยืนยันตัวตน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายใหม่) ต้องทำการยืนยันตัวตนทุกคน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง สำหรับการใช้สิทธิ&nbsp;ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 และผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ไม่ได้รับสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(14 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ ซึ่งการปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเท็จจริง หลังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้<br />
1. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นกลุ่มชายขอบและกลุ่มตกหล่น ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้มีการสำรวจในช่วงการลงทะเบียน (ระหว่างวันที่ 4 - 21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนโครงการฯ ปี 2569<br />
2. ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ เนื่องจากอาจจะกระทบต่อผู้มีเงินได้และบิดามารดาของผู้มีเงินได้ตามสิทธิฯ ในปัจจุบัน&nbsp;<br />
3. ปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จาก &ldquo;ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือ มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด&rdquo;&nbsp;เป็น &ldquo;ไม่มีวงเงินสินเชื่อ หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท ตามระบบฐานข้อมูลบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยไม่รวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ ไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้ เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น<br />
4. กำหนดให้ผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 เริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนี้&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;(1) ผู้มีบัตรฯ รายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp;(2) ผู้ได้รับบัตรฯ รายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในโครงการอื่น ๆ&nbsp;<br />
จากมติ ครม. ดังกล่าวนี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะนำกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ทบทวนข้างต้น และจะประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 6.00 น. ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย)&nbsp;<br />
การปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้ จะสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ยากไร้ที่สุด ได้เพิ่มขึ้น ทำให้การบูรณาการนโยบายของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้การคัดกรองมีความแม่นยำเป็นโอกาสให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ อย่างแท้จริง สำหรับผู้ได้รับสิทธิ ที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ไม่ต้องยืนยันตัวตน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายใหม่) ต้องทำการยืนยันตัวตนทุกคน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง&nbsp;กรณีมอบอำนาจใช้สิทธิ ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ต้องไปยืนยันตัวตนที่หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 &ndash; 12 มกราคม 2570&nbsp;กรณีไม่ได้รับสิทธิ ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการฯ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร โดยสามารถแก้ไขเอกสารได้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ประกาศผลรอบอุทธรณ์วันที่ 14 กันยายน 2569 สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2569 &ndash; 12 มกราคม 2570 และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569&nbsp;<br />
สิทธิประโยชน์ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งรายเก่าและรายใหม่ จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าอุปโภคบริโภค จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้า) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ดังนี้<br />
1. วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด จำนวน 300 บาท/คน/เดือน<br />
2. วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด จำนวน 80 บาท/คน/3 เดือน<br />
3. วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาท/คน/เดือน โดยสามารถใช้โดยสารได้กับระบบขนส่ง 8 ประเภท ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp;1) รถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)<br />
&nbsp; &nbsp;2) รถบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)<br />
&nbsp; &nbsp;3) รถไฟฟ้า บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bangkok Mass Transit System : BTS) รถไฟฟ้ามหานคร (Metropolitan Rapid Transit : MRT) และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด<br />
&nbsp; 4) รถไฟ<br />
&nbsp; 5) รถเอกชนร่วม ขสมก. รถเอกชน และส่วนราชการกรุงเทพมหานคร<br />
&nbsp; 6) รถเอกชนร่วม บขส. และรถเอกชน<br />
&nbsp; 7) รถสองแถวรับจ้าง<br />
&nbsp; 8) เรือโดยสารสาธารณะ<br />
4. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า กรณีใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วย/เดือน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนกรณีใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วย/เดือน ให้ผู้ได้รับสิทธิได้รับวงเงินสำหรับชำระค่าไฟฟ้า วงเงิน 315 บาท ต่อครัวเรือน/เดือน กรณีผู้ได้รับสิทธิ ใช้ค่าไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด<br />
5. มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา สนับสนุนค่าน้ำประปา จำนวน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และจะต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ได้รับสิทธิจะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด<br />
ติดตามรายละเอียดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ &nbsp;https://welfare.mof.go.th หรือ &nbsp;https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260715c37429fdf89a8228682abda565878400122744.jpg' type='image/jpg' length='1263151' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” สั่ง สคบ. เร่งดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้ลาดพร้าว “จุลพันธ์” สั่งยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิง ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/522026</link>
<guid isPermaLink="false">705acd2115bbcee24438031dbb22142a</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260714bca8fc2d7337750d75e9653a13f6712c162840.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;ศุภมาส&rdquo; สั่ง สคบ. เร่งดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้ลาดพร้าว &ldquo;จุลพันธ์&rdquo; สั่งยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิง&nbsp;</strong><br />
<br />
จากเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย และบาดเจ็บ 70 ราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้อย่างละเอียด ดูแลผู้บาดเจ็บ ติดตามอาการผู้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ประสานติดต่อญาติผู้เสียชีวิต และดำเนินการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลตามกระบวนการ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างรวดเร็วและครบถ้วน นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมจัดตั้ง &ldquo;ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า)&rdquo; ซึ่งขณะนี้ไปอยู่ที่สำนักงานเขตจตุจักร เพื่อรับเรื่องร้องเรียน รับเอกสารและพยานหลักฐาน ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ทั้งยังเป็นตัวกลางประสานผู้เสียหายกับผู้ประกอบการเพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและการเยียวยา หากผู้ประกอบการไม่แสดงความรับผิดชอบ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภค โดยไม่ให้ผู้เสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) เร่งดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นให้สถานประกอบกิจการตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ทางหนีไฟ และอุปกรณ์ดับเพลิง รวมทั้งจัดทำและฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ โดย สสปท. จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงนำไปจัดทำข้อเสนอแนะทางวิชาการและผลักดันมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานบันเทิงและสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(13 ก.ค. 69) จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งอยู่ใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บ 70 ราย หลังเกิดเหตุนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างละเอียดโดยเร็ว ทั้งการตรวจสอบสาเหตุ การติดตามอาการผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และการติดต่อญาติของผู้เสียชีวิต รวมถึงการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลตามกระบวนการ<br />
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ดูแลผู้บาดเจ็บ อำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์อย่างเร่งด่วน จึงสั่งการให้นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยนายศรัณย์ รักษ์เผ่า รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นำทีมเจ้าหน้าที่ สคบ. บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายให้นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามกำกับการดำเนินงาน และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้ร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร จัดตั้ง &ldquo;ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า)&rdquo; ที่สำนักงานเขตจตุจักร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับผลกระทบในการรับเรื่องร้องเรียน รับเอกสารและพยานหลักฐาน ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและญาติของผู้เสียชีวิตในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย<br />
นางสาวศุภมาส กล่าวอีกว่า ผู้ที่เข้าไปใช้บริการในสถานประกอบการดังกล่าวถือเป็นผู้บริโภคที่มีสิทธิได้รับความปลอดภัยและการคุ้มครองตามกฎหมาย จึงได้กำชับให้ สคบ. เป็นตัวกลางประสานผู้เสียหาย และผู้ประกอบการ เพื่อเร่งเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและการเยียวยา ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าทรัพย์สินที่เสียหาย และความเสียหายอื่นที่เกี่ยวข้อง<br />
นอกจากนี้จะประสานงานร่วมกับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย หากผลการตรวจสอบพบว่ามีเหตุอันทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย และผู้ประกอบการไม่แสดงความรับผิดชอบหรือปฏิเสธการเยียวยา คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม โดยผู้เสียหายไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ส่วนความรับผิดชอบทางอาญา ทางพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินจะต้องดูแลรับผิดชอบต่อไป พร้อมย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สคบ. จะเข้าไปอยู่เคียงข้างผู้เสียหาย ประสานการเยียวยา ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และใช้กลไกตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างเต็มกำลัง หากผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม สคบ. พร้อมดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุด<br />
ทั้งนี้ผู้ได้รับผลกระทบหรือญาติ สามารถติดต่อยื่นเรื่องร้องทุกข์ได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และ ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ<br />
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ สสปท. เร่งดำเนินการด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำในสถานบันเทิง ร้านอาหาร และสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนจะมุ่งเน้นการสื่อสารและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ทางหนีไฟ ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ตลอดจนอุปกรณ์ดับเพลิง ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำการจัดทำและฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที<br />
ด้าน ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารปิด โดยเฉพาะสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก สามารถลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียรุนแรงภายในเวลาอันสั้น หากระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง การควบคุมควัน หรือแผนอพยพไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้สาเหตุของเพลิงไหม้จะยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและพิสูจน์หลักฐานจากเจ้าหน้าที่ แต่ลักษณะของเหตุการณ์ที่มีเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและเกิดควันหนาแน่น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถานประกอบกิจการต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซเชื้อเพลิง วัสดุตกแต่งภายในอาคาร ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และการจัดการเส้นทางอพยพให้สามารถใช้งานได้จริงในภาวะฉุกเฉิน จากข้อมูลด้านความปลอดภัยระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้จำนวนมากไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟโดยตรง แต่เกิดจากการสูดดมควันและก๊าซพิษที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งอาจทำให้หมดสติได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ดังนั้น ระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็ว การตัดสินใจอพยพทันที และการมีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย<br />
สสปท. ขอให้ผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ บาร์ และสถานบริการทั่วประเทศ เร่งตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ จัดให้มีทางหนีไฟที่เพียงพอและไม่มีสิ่งกีดขวาง ติดตั้งป้ายทางหนีไฟและไฟส่องสว่างฉุกเฉินที่สามารถใช้งานได้เมื่อไฟฟ้าดับ ตลอดจนฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับความจุและข้อจำกัดของอาคาร<br />
สำหรับประชาชนที่เข้าใช้บริการสถานบันเทิงหรือสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ควรสังเกตตำแหน่งประตูทางออกและทางหนีไฟทุกครั้ง หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ให้รีบอพยพออกจากอาคารทันที ไม่ย้อนกลับไปเก็บทรัพย์สิน ก้มต่ำหรือคลานเมื่อมีควันหนาแน่น และหลีกเลี่ยงการเข้าไปหลบภายในห้องน้ำหรือพื้นที่ปิดที่ไม่มีทางออก อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะทางวิชาการและแนวทางยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิงและสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้มาตรการด้านความปลอดภัยสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดผลในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260714bca8fc2d7337750d75e9653a13f6712c162840.jpg' type='image/jpg' length='1403635' />
</item>
</channel>
</rss>
