<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39</link>
<atom:link href="https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/39" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ย้ำจัดทำงบฯ ปี 2570 ต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 5 ด้าน ยึดหลักความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496176</link>
<guid isPermaLink="false">bfc3afc4e80bfa4b612f303edd6f6101</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026042187594facd6181a02dee2e0c7dab805ed095517.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ ย้ำจัดทำงบฯ ปี 2570 ต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; ตอบโจทย์นโยบายสำคัญ 5 ด้าน&nbsp;ยึดหลักความคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด</strong><br />
<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำการจัดทำงบประมาณจะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; ตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; และนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;และการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยการใช้งบประมาณให้ยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) พิจารณาจากความจำเป็น เร่งด่วน ความเหมาะสมของสถานการณ์ และปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อีกทั้งสำนักงบประมาณได้ชี้แจงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณทบทวนความเหมาะสม และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ ส่งให้สำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 21 เมษายน 2569 เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพ สามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด การจัดทำงบประมาณจะต้อง &ldquo;ตรงเป้า แม่นยำ&rdquo; และตอบโจทย์นโยบาย &ldquo;10 พลัส&rdquo; เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่<br />
&nbsp;1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม<br />
2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน<br />
3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส<br />
4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส<br />
5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด &ldquo;กฎเหล็ก&rdquo; ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public - Private Partnership: PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation)&nbsp;โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว<br />
โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ<br />
ด้านนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวชี้แจงถึงการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สามารถประกาศใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยขอให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1. ทบทวนความเหมาะสม วิเคราะห์และจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ 2. ทบทวนงบประมาณรายจ่ายแผนงานบูรณาการ และรายการทางการเงินที่เกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด พิจารณาให้ความเห็นชอบและส่งให้สำนักงบประมาณในรูปแบบเอกสาร และระบบ e-Budgeting ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ปีนี้เป็นปีที่สำคัญมาก งบประมาณมีจำกัด ต้องทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ยึดหลักการทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า &nbsp;<br />
สำหรับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา วันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน พร้อมกับโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้กรอบวงเงินที่มีจำกัด 3.788 ล้านล้านบาท โดยหน่วยรับงบประมาณต้องจัดลำดับความสำคัญในการเสนอคำขอ ตามความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับโครงการหรือการดำเนินการเพื่อเพิ่มงบประมาณรายจ่ายลงทุน และเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า ประหยัด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งในแต่ละยุทธศาสตร์จะมีจุดเน้นที่สำคัญ ได้แก่ &nbsp;<br />
1. ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มีจุดเน้นสำคัญ 4 ข้อ คือ สถาบันของชาติ การธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการน้อมนำและเผยแพร่แนวทางพระราชดำริและการทรงงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดการปฏิบัติอย่างกว้างขวาง ยาเสพติดและอาชญากรรม บูรณาการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรม และการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ความมั่นคง แก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ &ldquo;เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา&rdquo; ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และศักยภาพของกองทัพ พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร การต่างประเทศ การรักษาสมดุลกับทุกขั้วอำนาจและขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศด้วย &ldquo;ทีมประเทศไทย&rdquo; และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติ และทุกระดับ<br />
2. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีจุดเน้นสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ การเกษตร ส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน เพื่อยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย พัฒนาการทำเกษตรแม่นยำ ด้วย AI อุตสาหกรรม ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย การท่องเที่ยว พัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและยกระดับเมืองน่าเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว SMEs สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น<br />
3. ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีจุดเน้นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การศึกษา พัฒนาระบบการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นสูง ส่งเสริมการเรียนรู้ออนไลน์ พัฒนาระบบเชื่อมโยงการรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที (Skill Bridge) ส่งเสริมทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนาคนทุกช่วงวัย พัฒนาศักยภาพคนไทยอย่างรอบด้านควบคู่กับทักษะพื้นฐานชีวิต ยกระดับสมรรถนะของแรงงานทุกกลุ่ม ผ่านการเพิ่มพูนทักษะความรู้ใหม่ (Upskill/Newskill) รวมถึงพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) สาธารณสุข สร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการให้บริการ อาทิ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ โดยมีเป้าหมาย เพื่อคนไทยเป็นคนดี คนเก่ง&nbsp;มีคุณภาพ สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต<br />
4. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีจุดเน้นที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ พลังทางสังคม ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อมควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสวัสดิการที่มั่นคง&nbsp;ความเสมอภาค จัดความคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม และสามารถรองรับผลกระทบจากวิกฤตสังคม และภัยพิบัติ เศรษฐกิจฐานราก พัฒนาทักษะทางการเงินให้คนไทยทุกกลุ่ม แก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม<br />
5. ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมให้เกิดการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกขยายพื้นที่สีเขียว ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พัฒนาระบบตลาดคาร์บอน PM2.5 ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตร เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 การบริหารจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ บริหารจัดการน้ำ จัดระบบบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำให้มีการพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ และ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ข้อมูลน้ำทั้งระบบและต้องมีความแม่นยำในระดับตำบล โดยมีเป้าหมาย เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล<br />
6. ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ มีจุดเน้นที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ รัฐบาลดิจิทัล พัฒนารัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ปรับการบริการภาครัฐ &ldquo;ราชการทันใจ&rdquo; เปลี่ยนผ่านสู่ &ldquo;ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ&rdquo; ผลักดันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวกและให้บริการสาธารณะฯ (Super License) การจัดเก็บข้อมูลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Machine Readable) และเชื่อมโยงข้อมูลด้วย AI การเงินการคลัง เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลัง แก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ กฎหมาย ยกเลิกกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย Omnibus Law ปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ธรรมาภิบาลภาครัฐ สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐ ยึดหลักคุณธรรมและมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด และต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ โดยมีเป้าหมาย เพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยการทบทวนการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งกำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ หรือ คลัสเตอร์ จึงได้มีการกำหนดแผนบูรณาการของปี 2570 จาก 7 แผนบูรณาการ เหลือ 3 แผนบูรณาการ ได้แก่ 1. แผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ&nbsp;2. แผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ร่วมเป็นฝ่ายเลขานุการ และ 3. แผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2570 ขอให้เป็นการจัดทำงบประมาณที่ตรงเป้าหมาย แม่นยำ ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เน้นความคุ้มค่า ประหยัด โปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ความจำเป็น เร่งด่วน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล การดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน การสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับสากล รวมทั้งจูงใจให้ภาคเอกชน และนักธุรกิจจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026042187594facd6181a02dee2e0c7dab805ed095517.jpg' type='image/jpg' length='1443458' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ นำ รมต. ลงเชียงใหม่ สั่งใช้ “Single Command” แก้ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง ฝุ่นข้ามแดน ดูแลสุขภาพประชาชน]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496174</link>
<guid isPermaLink="false">040236495c75671ae3804e36bb4ed24d</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026042174e56538916077b7d08a78b807811db7095141.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ นำ รมต. ลงเชียงใหม่ สั่งใช้ &ldquo;Single Command&rdquo; แก้ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง ฝุ่นข้ามแดน ดูแลสุขภาพประชาชน</strong><br />
&nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ โดยสั่งการให้เร่งรัดบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินงานแบบ &ldquo;Single Command&rdquo; มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่ พร้อมจัดตั้ง War Room เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ พร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการลดการเผาในภาคเกษตร ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ส่วนปัจจัยฝุ่นข้ามแดน ได้ใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ส่งผลให้สถานการณ์ในบางพื้นที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันได้เตรียมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งซึ่งคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ได้สั่งการให้บริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมดำเนินการฝนหลวงเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย ด้านการดูแลประชาชน กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล ห้องปลอดฝุ่น และอุปกรณ์ป้องกัน รองรับผลกระทบด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งติดตามคุณภาพน้ำในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน นอกจากนี้ได้ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าพื้นที่ดอยสะเก็ด ซึ่งได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความปลอดภัยและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ&nbsp;จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมที่กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมและเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย&nbsp;ต้องใช้กลไกท้องที่และท้องถิ่นดำเนินการอย่างจริงจังเข้มข้น ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยหรือละเว้นต่อการแก้ปัญหา เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างครอบคลุมทุกมิติ และยังสั่งการในที่ประชุมให้การบริหารจัดการเป็นไปแบบ &ldquo;Single Command&rdquo; โดยมอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจัดตั้ง War Room และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ศักยภาพของแต่ละหน่วยงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานสามารถเฝ้าระวังและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด<br />
ปัจจุบันพบจุดความร้อนในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านสะสมกว่า 500,000 จุด ส่วนในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในพื้นที่ป่ากว่า 40,989 จุด รองลงมาเป็นพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดและพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,951 จุด และ พื้นที่เกษตรอื่น ๆ 2,109 จุด ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กัน ทั้งการรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่เกษตร การส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกร รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่บางจังหวัดดีขึ้น เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนจุดความร้อนลดลงจากหลักหมื่นจุด เหลือในพื้นที่เกษตรเพียง 26 จุด และในพื้นที่ ส.ป.ก. 225 จุด ส่วนปัจจัยจากภายนอกประเทศ พบว่าฝุ่น PM2.5 ประมาณร้อยละ 30&ndash;40 เป็นฝุ่นข้ามแดน รัฐบาลจึงใช้ทั้งกลไกความร่วมมือในระดับอาเซียนควบคู่กับมาตรการภายในประเทศ โดยเฉพาะการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดจากการเผา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดลดลงร้อยละ 70 สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการและการปรับตัวของผู้นำเข้า<br />
ด้านสภาพอากาศ ปีนี้มีความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย และคาดว่าจะมีปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงกลางปี ซึ่งอาจทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงสั่งการให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งล่วงหน้า และเพิ่มการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยปัจจุบันยังไม่พบพื้นที่ขาดแคลนน้ำ คาดว่าหลังวันที่ 21 เมษายน 2569 สภาพอากาศจะเอื้อต่อการทำฝนหลวงมากขึ้น เนื่องจากค่าความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นได้ในระยะต่อไป<br />
ในด้านการดูแลสุขภาพประชาชน เน้นย้ำให้มีความพร้อมด้านยารักษาโรคทางเดินหายใจอย่างเพียงพอ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมในสถานพยาบาล ทั้งการจัดตั้งห้องปลอดฝุ่น คลินิกปลอดฝุ่น&nbsp;การให้บริการทางไกล และการแจกหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 กว่า 5 ล้านชิ้น เพื่อดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง&nbsp;<br />
สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก ของกรมอนามัยและกรมปศุสัตว์ ยังไม่พบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งทางการไทยจะประสานความร่วมมือเพื่อตรวจสอบในพื้นที่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านกลไกประเทศที่สาม ได้แก่ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย พร้อมทั้งเร่งติดตั้งสถานีตรวจวัดเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเร่งทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อดูแลประชาชนให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย&nbsp;<br />
นอกจากนี้ยังได้สั่งการแต่งตั้ง &ldquo;คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติในภูมิภาค&rdquo; โดยให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมในนามรัฐบาล สามารถสั่งการลงไปยังฝ่ายปฏิบัติได้โดยตรง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพ<br />
อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้นำคณะลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก (Wet Fire Break)&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจและพบปะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าพื้นที่ดอยสะเก็ด โดยย้ำว่าจะต้องเน้นที่การป้องกันมากกว่าการแก้ไขปัญหา ซึ่งรัฐบาลต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนในความเสียสละ เสี่ยงทั้งภัย ความร้อน ระบบทางเดินหายใจ ทุกคนคือด่านหน้าในการดูแลป่า ดูแลสภาพอากาศให้กับคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจะช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของทุกคน ยังยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้เกิดความปลอดภัยและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แม้ว่าอีก 2 เดือนจะเข้าสู่ฤดูฝนแต่จะรอไม่ได้ เพราะหลังจากที่ได้สุ่มลงพื้นที่ไปตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย พบว่า นักท่องเที่ยวลดลง ทำให้เสียโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนจากการท่องเที่ยวไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติงานต้องระมัดระวังตนเองด้วย ต้องไม่เสี่ยงชีวิต หากพบว่าเป็นจุดความร้อนที่มีอันตรายสูงมาก ต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการลดผลกระทบจากความรุนแรง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามอย่างใกล้ชิด&nbsp;<br />
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินต่อเนื่องกว่า 400 เที่ยวบิน ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศและลดความหนาแน่นของฝุ่นละอองในภาคเหนือ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กบนพื้นที่สูงและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 1,000 แห่ง ใน 507 ชุมชน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและรองรับพื้นที่ทำการเกษตรในชุมชน สนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเปลี่ยนตอซังหรือวัสดุทางการเกษตรให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์ เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงให้เป็นรายได้แทนการเผาทิ้ง พร้อมย้ำถึงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรจากพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้การเผาไปสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การปลูกผักในโรงเรือน กาแฟ และไม้ผลเมืองหนาวตามศักยภาพพื้นที่ พร้อมยกระดับสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 Free ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตพืชแบบไม่เผา (Zero Burn) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่ตลาดสีเขียว (Green Market) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผาอีกต่อไป อีกทั้งยังสร้างกลไกสนับสนุนรายได้จากการดูแลระบบนิเวศ (Eco-system Services) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมกันดูแลป่าต้นน้ำกว่า 5 แสนไร่ ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรและการมีส่วนร่วมของชุมชนด้วยการใช้ฐานข้อมูลรายแปลงและระบบวิเคราะห์จุดความร้อน (Hotspot) เข้ามาทำงานร่วมกับชุมชนในการชี้เป้าและป้องกันเหตุอย่างตรงจุด ที่สำคัญขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการเผาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด หากตรวจพบการฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดมลพิษในวงกว้าง จะใช้มาตรการทางกฎหมายและอาจต้องระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการสนับสนุนต่าง ๆ เป็นเวลา 2 ปี&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026042174e56538916077b7d08a78b807811db7095141.jpg' type='image/jpg' length='1400506' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อุตุฯ เตือน 23-25 เม.ย. เหนือ-อีสาน รับมือพายุฤดูร้อนอีกระลอก ปภ. ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัย ช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/495900</link>
<guid isPermaLink="false">9951f36abb1e10707cf364e2874238fe</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260420e1624bdd9f97a919e4dcaa6adae24afb133333.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>อุตุฯ เตือน 23-25 เม.ย. เหนือ-อีสาน รับมือพายุฤดูร้อนอีกระลอก ปภ. ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัย ช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมง</strong><br />
<br />
กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนประชาชนระวังพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฝนตกหนัก และฟ้าผ่า วันที่ 20 เมษายน 2569 โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม อุดรธานี มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี และภาคตะวันออก จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 23-25 เมษายน 2569 จะมีพายุฤดูร้อนอีกระลอก โดยจะเริ่มจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคกลางและภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง ป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง เตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง และดูแลรักษาสุขภาพ สำหรับด้านความช่วยเหลือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานสถานการณ์สาธารณภัยจากพายุฤดูร้อน วันที่ 16 - 19 เม.ย. 69 มีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจำนวน 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ชัยภูมิ สกลนคร ยโสธร นครราชสีมา สุรินทร์ อำนาจเจริญ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด อุดรธานี ปราจีนบุรี สระบุรี และลพบุรี บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 4,511 หลัง โดย ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ประชาชนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&rdquo; สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(20 เม.ย. 69) นางสาวสุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีผลกระทบจนถึงวันที่ 20 เม.ย. 69 ระบุว่า ประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนัก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp;ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอให้ประชาชนในบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
สำหรับวันที่ 20 เมษายน 2569 มีพื้นที่เสี่ยงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ได้แก่<br />
ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม อุดรธานี มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี<br />
ภาคตะวันออก: จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด<br />
ด้านความช่วยเหลือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์สาธารณภัย&nbsp;<br />
จากพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก ระหว่างวันที่ 16 - 19 เมษายน 2569 มีสถานการณ์วาตภัยในพื้นที่ 21 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี นครพนม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ชัยภูมิ สกลนคร ยโสธร นครราชสีมา สุรินทร์ อำนาจเจริญ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด อุดรธานี ปราจีนบุรี สระบุรี และลพบุรี จำนวน 90 อำเภอ 205 ตำบล 613 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4,511 หลัง&nbsp;<br />
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ได้ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง กรณีบ้านเรือน ต้นไม้ เสาไฟที่ล้มเสียหาย และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ร่วมกับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จิตอาสา อปพร. อาสาสมัคร มูลนิธิ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย Line @1784DDPM สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
หลังจากนั้น ในช่วงวันที่ 23-25 เมษายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศว่าประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ โดยจะเริ่มจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคกลางและภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260420e1624bdd9f97a919e4dcaa6adae24afb133333.jpg' type='image/jpg' length='1442197' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ นำทีม รมต. ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เร่งแก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 “สุชาติ” ย้ำรัฐบาลมุ่งยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/495899</link>
<guid isPermaLink="false">ebe09b0272a8e0c3e1bb205a4afb91f8</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 13:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026042078d9bec856e2cde68051a2a68d56e7c0133100.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ นำทีม รมต. ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เร่งแก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM2.5 &ldquo;สุชาติ&rdquo; ย้ำรัฐบาลมุ่งยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ</strong><br />
<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงได้นำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือและสุขภาพของประชาชน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยที่ผ่านมารัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือมีปัญหาไฟป่าที่เกิดจากในประเทศและปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะจุดความร้อนจากประเทศเมียนมาที่พัดเข้าสู่พื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษเร่งประสานความร่วมมือกับเมียนมาและลาวเพื่อช่วยกันลดจุดความร้อนอย่างเร่งด่วน และขอให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดช่วยสื่อสารความจริงใจและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงขอความร่วมมือผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง กำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ช่วยสืบหาข่าวกลุ่มผู้ที่ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่า ยืนยันว่าจะสนับสนุนงบประมาณ สวัสดิการ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด่านหน้ามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และขอให้เฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มงวดต่อเนื่องไปจนกว่าจะสิ้นสุดหน้าแล้งและเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสุขภาพปอดของประชาชนอย่างดีที่สุด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลง &nbsp;พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ โดยคณะรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ด้วย ได้แก่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยจะประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)&nbsp;กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) และมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ติดตามภารกิจดับไฟป่า ตามแนวคิด &ldquo;ป่าเปียก (Wet Fire Break)&rdquo; และติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (LAI) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน<br />
ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นย้ำถึงความห่วงใยต่อเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ ซึ่งปีนี้เผชิญกับสภาวะแห้งแล้งจัดและฝนทิ้งช่วง พร้อมชื่นชมการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ที่เสียสละกินนอนในป่าเพื่อดับไฟ โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เนื่องจากพื้นที่ภาคเหนือมีปัญหาไฟป่าที่เกิดจากในประเทศและปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยเฉพาะจุดความร้อนจากประเทศเมียนมาที่บางครั้งมีจำนวนสูงกว่าไทยและพัดเข้าสู่พื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้เร่งประสานความร่วมมือกับเมียนมาและลาวเพื่อช่วยกันลดจุดความร้อนอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งสั่งการให้นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เร่งทำโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์อย่างสมดุล โดยยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญและมุ่งสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และขอให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดช่วยสื่อสารความจริงใจและความตั้งใจจริงของภาครัฐให้ประชาชนได้รับทราบ&nbsp;<br />
ขณะนี้ได้เร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานที่ตกค้าง ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม มหาดไทย และภาคชุมชน โดยมีการนำงบประมาณจากรายได้การท่องเที่ยวในภาคใต้มาช่วยสนับสนุนการทำงานในภาคเหนือเพื่อความเท่าเทียม อีกทั้งขอความร่วมมือผู้นำท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง กำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ช่วยสืบหาข่าวกลุ่มผู้ที่ลักลอบเผาป่าเพื่อหาของป่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและอันตรายต่อเจ้าหน้าที่อย่างยิ่ง โดยมีเหตุการณ์สลดที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่อุดรธานีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีกหลายราย<br />
ส่วนสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศในปัจจุบันตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) รวม 759 จุด กระจายอยู่ในป่าอนุรักษ์ 463 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 175 จุด และพื้นที่นอกป่า 121 จุด แม้ว่าภาพรวมจำนวนจุดความร้อนจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกภาคส่วนยังคงร่วมมือปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง โดยได้ดำเนินการปิดพื้นที่อนุรักษ์ไปแล้วรวม 204 แห่ง และมีการประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนดในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงอีก 6 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไปแล้ว 24 คดี และคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าอีก 23 คดี&nbsp;ซึ่งพบพฤติกรรมการเผาป่าร่วมด้วย<br />
สำหรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 พบว่าต้นกำเนิดสำคัญมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งกลุ่มควันได้ไหลเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แม้ว่าจำนวนจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้จะเริ่มลดลง แต่สภาพอากาศที่ปิดและการระบายอากาศที่ไม่ดีส่งผลให้ยังคงมีหมอกควันสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจังหวัดที่มีสถิติการเผาป่าสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี เชียงใหม่ ตาก น่าน อุตรดิตถ์ ลำปาง พะเยา ชัยภูมิ และเชียงราย อุปสรรคสำคัญในปีนี้คือสภาวะความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัด ส่งผลให้เชื้อเพลิงในป่าแห้งตัวและเกิดไฟไหม้กระจายตัวเป็นวงกว้าง<br />
ในเวลาเดียวกัน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานชี้แจงแก่ประชาชนถึงมาตรการประกาศปิดป่า ซึ่งหมายถึงการห้ามบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนตามกฎหมาย เว้นแต่บุคคลหรือชุมชนที่ผ่านการคัดกรองและลงทะเบียนเพื่อเข้าเก็บหาของป่าในพื้นที่และเวลาที่ผ่อนปรนให้เท่านั้น หากพื้นที่ใดพบความเสียหายจากไฟป่าลุกลามอย่างหนักถึงร้อยละ 70-80 จำเป็นต้องประกาศปิดป่าถาวรจนกว่าธรรมชาติจะฟื้นฟู อีกทั้งได้สั่งการให้หัวหน้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์นำแนวทาง &ldquo;เชียงดาวโมเดล&rdquo; มาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกับชุมชน โดยครอบคลุมทั้งแผนการป้องกัน แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงก่อนฤดูไฟ แผนเผชิญเหตุ แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ และแผนฟื้นฟูป่าหลังเกิดไฟไหม้ ซึ่งแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบราชการเพื่อบรรจุเป็นแผนงบประมาณบูรณาการในปี 2569 และ 2570 เพื่อให้การจัดการไฟป่าในอนาคตมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป<br />
(19 เม.ย. 69) นายสุชาติ ได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่าและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ยังคงทวีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานและมาตรการต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและให้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศแก่นักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากดัชนีคุณภาพอากาศในพื้นที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ณ สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการหลักในการเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย พร้อมชื่นชมความเสียสละของกำลังพลทุกนาย ทั้งจากสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์และหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและมีความเสี่ยงสูง ยืนยันว่าจะสนับสนุนงบประมาณ สวัสดิการ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ด่านหน้ามีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และขอให้เฝ้าระวังพื้นที่อย่างเข้มงวดต่อเนื่องไปจนกว่าจะสิ้นสุดหน้าแล้งและเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้และสุขภาพปอดของประชาชนอย่างดีที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026042078d9bec856e2cde68051a2a68d56e7c0133100.jpg' type='image/jpg' length='1372543' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สงกรานต์ไทย” จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลก “คมนาคม - สาธารณสุข” จัดขนส่งสาธารณะ แพทย์ รองรับประชาชนเดินทางกลับ  ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494927</link>
<guid isPermaLink="false">5b0cd737c77e8f45446ba95b7021916e</guid>
<pubDate>Thu, 16 Apr 2026 14:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260416ebd81481bafaff1aed127437cb393c20140104.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;สงกรานต์ไทย&rdquo; จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลก &ldquo;คมนาคม - สาธารณสุข&rdquo; จัดขนส่งสาธารณะ แพทย์ รองรับประชาชนเดินทางกลับ &nbsp;</strong><br />
<br />
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานสืบสานประเพณีมหาสงกรานต์เมืองพระบาง จังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก&rdquo; โดยจังหวัดนครสวรรค์ เป็น 1 ใน 13 จังหวัดเมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างจุดขายใหม่ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การจัดงานเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร โดยคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ท่องเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมงานสงกรานต์ ที่ยังคงจัดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อาทิ ชลบุรี สมุทรปราการ อุทัยธานี และน่าน ส่วนการอำนวยความสะดวกการเดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามสถานการณ์การให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก โดยสถานีบริการสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีสัญญาณของการขาดแคลน กระทรวงคมนาคม กำชับ<br />
ทุกหน่วยงานให้บริหารจัดการการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นระบบ จัดระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุมการเดินทางทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อรองรับการเดินทางกลับของประชาชนได้อย่างเพียงพอ และตรวจสอบความพร้อมของพาหนะและบุคลากรอย่างเคร่งครัด ด้านกระทรวงสาธารณสุข แนะนำผู้ที่จะต้องขับขี่พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนออกเดินทาง งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระมัดระวังการใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้ กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ ไม่ขับรถเร็วเกินกำหนด และได้เตรียมความพร้อมจุดบริการ บุคลากรการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการส่งต่อ ในสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะเส้นทางหลัก เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(15 เม.ย. 69) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานสืบสานประเพณีมหาสงกรานต์เมืองพระบาง จังหวัดนครสวรรค์ (Songkran Festival in Mueang Phra Bang 2026) ณ วัดวรนาถบรรพต พระอารามหลวง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยนางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม ให้ความสำคัญการจัดงานสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก&rdquo; ยกระดับเทศกาลไทยสู่ระดับสากล&nbsp;โดยกำหนด 5 เมืองอัตลักษณ์ 13 เมืองน่าเที่ยว และ 5 จุดหมายหลักในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์ได้รับการคัดเลือก เป็น 1 ใน 13 จังหวัดเมืองน่าเที่ยว เพื่อสร้างจุดขายใหม่ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยยังคงรักษาคุณค่า ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทร่วมสมัยภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ การแสดง ชุด เพลงรำวงเริงสงกรานต์ การแสดงรำวงสงกรานต์จากนางรำ 15 อำเภอ (เพลงสงกรานต์เมืองพระบาง) การแสดงโขน รามเกียรติ์ ชุด กองทัพพระอินทร์ ระบำพรหมาสตร์ การเดินแบบชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ และผ้าไทยร่วมสมัย การสาธิตอาหารพื้นบ้าน อาหาร 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน การแสดงผลิตภัณฑ์ จักสานหัตถศิลป์ พื้นถิ่นนครสวรรค์&nbsp;<br />
สำหรับภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก จนทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ &ldquo;สงกรานต์ไทย&rdquo; สามารถสร้างประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความสุข ความอบอุ่น และมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วโลก ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ&nbsp;ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามความสำเร็จของสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากคนไทยทั้งประเทศที่ร่วมกันเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรม &ldquo;ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน&rdquo; ที่ช่วยสะท้อนอัตลักษณ์&nbsp;และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของชาติ ถึงแม้ช่วงวันหยุดหลักของเทศกาลสงกรานต์จะผ่านไปแล้ว แต่เทศกาลสงกรานต์ยังคงจัดอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดชลบุรี สมุทรปราการ อุทัยธานี และน่าน จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของสงกรานต์ไทยในพื้นที่ต่าง ๆ&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ในปีนี้ยังได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของ Soft Power ไทยในระดับโลกอย่างชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low &ldquo;Som Tum&rdquo; ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง &ldquo;ส้มตำ&rdquo; ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์โดยรองเท้าดังกล่าวใช้โทนสีส้ม เขียว และขาว สื่อถึงมะละกอและพริกขี้หนู พร้อมรายละเอียดที่สะท้อนวิถีชีวิตไทย เช่น ลวดลาย &ldquo;ครก-สาก&rdquo; วัสดุถักทอคล้ายกระติ๊บข้าว รวมถึงลายปักภาษาไทยคำว่า &ldquo;ไนกี้&rdquo; และกราฟิกถุงข้าวหอมมะลิ ซึ่งถือเป็นการนำวัฒนธรรมไทยเข้าสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกอย่างโดดเด่น สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ แต่สามารถต่อยอดไปสู่ระดับสากล และสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติใหม่ ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมแฟชั่น<br />
ขณะที่การอำนวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามสถานการณ์การให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก โดยสถานีบริการสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีสัญญาณของการขาดแคลน หรือปัญหาการรอคิวยาวผิดปกติแต่อย่างใด แม้ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำมันเพียงพอในขณะนี้ แต่การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและประหยัดยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว<br />
ด้านศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม ยืนยันระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ มีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 12,640,505 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.37 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (11-15 เมษายน 2568) ระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 46 นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมยังได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการรองรับประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เพิ่มขบวนรถเสริมพิเศษในเส้นทางสายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายใต้ ควบคู่กับการเพิ่มตู้โดยสารในขบวนรถประจำ ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายน 2569 จัดการตารางเดินรถให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารรายวัน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยทั้งในสถานีและบนขบวนรถ ติดตามประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน เพื่อป้องกันปัญหาผู้โดยสารตกค้างและรองรับการเดินทางกลับได้อย่างเพียงพอ ยกระดับความปลอดภัยเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์บนขบวนรถ เพิ่มความถี่เจ้าหน้าที่เดินตรวจตลอดเส้นทาง หากเกิดเหตุผู้โดยสารสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือโทรสายด่วน รฟท. 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานทีมแพทย์ รฟท. ประเมินอาการและให้คำแนะนำเบื้องต้น พร้อมบูรณาการร่วมกับสายด่วน 1669 จัดรถพยาบาลรอรับที่สถานีปลายทาง เพื่อส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที&nbsp;<br />
ด้านกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ดำเนินมาตรการตรวจความพร้อมรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดจอด จุด Checking Point และ Rest Area รวม 219 จุดทั่วประเทศ&nbsp;ถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เน้นการตรวจสภาพรถ ระบบความปลอดภัย อุปกรณ์ประจำรถ ความพร้อมของพนักงานขับรถ การตรวจวัดแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติดก่อนปฏิบัติหน้าที่ กำกับดูแลการจัดเที่ยววิ่งให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางขาเข้า ประสานผู้ประกอบการจัดรถเสริมในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่น เพื่อให้การเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย<br />
บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) คาดการณ์ว่าในวันที่ 15 &ndash; 19 เมษายน 2569 ประชาชนจะทยอยเดินทางเฉลี่ยวันละ 110,000 - 120,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถบริษัทฯ และรถร่วมฯ) เฉลี่ยวันละ 6,000 - 7,000 เที่ยว โดย บขส. ได้จัดรถโดยสาร Shuttle bus จำนวน 4 คัน ให้บริการฟรี ในเส้นทางสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 &ndash; BTS หมอชิต - สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (ประตู 2) จอดรับ - ส่งประชาชนบริเวณหน้าเสาธง สถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 &nbsp;ในวันที่ 15 - 20 เมษายน 2569 เวลา 04.00 &ndash; 07.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน และช่วยระบายผู้โดยสารจากสถานีขนส่งฯ ไปยังจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนหลัก นอกจากนี้มีรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถเมล์ไฟฟ้า ของบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ให้บริการประชาชน ณ สถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 เชื่อมต่อไปยังพื้นที่ต่าง ๆ จำนวน 22 เส้นทาง และจัดแท็กซี่บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางอีกด้วย&nbsp;</p>

<p>ในส่วนของกรมทางหลวง (ทล.) ได้บริหารจัดการจราจรบน M6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา เพื่อรองรับประชาชนที่เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ในช่วงท้ายเทศกาลสงกรานต์ 2569 โดยได้ดำเนินการปรับทิศทางการจราจรในช่วงบางปะอิน - ปากช่อง ในรูปแบบ One way ขาเข้ากรุงเทพฯ ถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 ขณะที่ช่วงปากช่อง - นครราชสีมา เปิดให้สัญจรได้ตามปกติทั้งสองทิศทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง<br />
กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้บริหารจัดการความถี่เที่ยวบินและบริหารจัดการพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสาร เพื่อรองรับปริมาณประชาชนที่เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วและไม่มีผู้โดยสารตกค้าง<br />
กระทรวงคมนาคมได้กำชับทุกหน่วยงานให้บริหารจัดการการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างเป็นระบบ บูรณาการข้อมูลปริมาณผู้โดยสาร และปริมาณจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับแผนการให้บริการอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ตรวจสอบความพร้อมของพาหนะและบุคลากรอย่างเคร่งครัด และรายงานผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าสามารถเดินทางกลับได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ครอบคลุมการเดินทางทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด<br />
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงการเดินทางกลับจากเทศกาลสงกรานต์ของประชาชนทำให้มีปริมาณรถหนาแน่นในทุกเส้นทาง ประกอบกับช่วงนี้สภาพอากาศร้อนจัด ทำให้อ่อนเพลียระหว่างขับรถได้ง่าย จึงขอให้ผู้ที่จะต้องขับขี่พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนออกเดินทาง งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระมัดระวังการใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง เช่น ยาแก้แพ้ กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ ไม่ขับรถเร็วเกินกำหนด สวมหมวกนิรภัยหรือคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ตลอดการเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล หากรู้สึกง่วงให้จอดพัก และหากเดินทางระยะไกลควรผลัดเปลี่ยนคนขับเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ ได้เตรียมความพร้อมทั้งจุดบริการ บุคลากรการแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการส่งต่อ&nbsp;ในสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ตามเส้นทางหลัก เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากพบผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน 1669</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260416ebd81481bafaff1aed127437cb393c20140104.jpg' type='image/jpg' length='1630705' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่งแก้ปัญหาพลังงานรับมือวิกฤตโลก “สีหศักดิ์” หารือโอมาน นำเข้าน้ำมันดิบ เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “สุริยะ” หารือรัสเซีย นำเข้าปุ๋ยยูเรีย]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494923</link>
<guid isPermaLink="false">a3eb70d6481987e1fb59cd67875b3c7d</guid>
<pubDate>Thu, 16 Apr 2026 13:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260416dc213332c734e3457520de5ea85b28b1135823.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ เร่งแก้ปัญหาพลังงานรับมือวิกฤตโลก &ldquo;สีหศักดิ์&rdquo; หารือโอมาน นำเข้าน้ำมันดิบ เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ &ldquo;สุริยะ&rdquo; หารือรัสเซีย นำเข้าปุ๋ยยูเรีย</strong><br />
<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งมีประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC ด้วยการจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในระยะสั้นมีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม โดยประสานงานกับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว&nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปประเทศโอมาน เพื่อหารือกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุของโอมาน เพื่อขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายโอมานหาแนวทางอำนวยความสะดวกให้เรือไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย กู้เรือ &ldquo;มยุรี นารี&rdquo; การส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวมถึงการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมเพื่อรองรับหากเกิดปัญหาพลังงานขาดแคลนขึ้นในอนาคต ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ขอให้พิจารณาจัดสรรโควตาปุ๋ยยูเรียแก่ไทยในราคามิตรภาพ ปริมาณ 1-2 ล้านตันต่อปี หากรัสเซียเห็นชอบ จะทำให้สามารถนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(15 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุม&nbsp;โดย AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการประชุมฯ ครั้งนี้มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ &nbsp;ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย<br />
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ &ldquo;AZEC 2.0&rdquo; เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก<br />
ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก ทั้งนี้ในระยะสั้นมีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชน โดยมุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพ<br />
จากผลกระทบของราคาพลังงานโลก ส่วนระยะยาว เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่พลังงานทางเลือก โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ได้เร็วขึ้น<br />
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า รัฐบาลไทยจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น และพร้อมปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทางเลือก เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานและการนำเข้าน้ำมันดิบ แม้ขณะนี้ไทยยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบและไม่ประมาท พร้อมทั้งได้ประสานงานกับกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ อีกทั้งต้องขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้น้ำมันที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาความตึงเครียดของสถานการณ์&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระของประชาชนเป็นสำคัญ ภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณารูปแบบโครงการใหม่ เพื่อต่อยอดจากแนวคิดเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับการใช้ 200 หน่วยแรกในราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือน นอกจากนี้ได้เตรียมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย กระจายสินค้าคุณภาพในราคาย่อมเยาสู่ประชาชนในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน<br />
ด้านสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน พร้อมกำชับหน่วยงานด้านความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี&nbsp;ส่วนการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายน 2569 เพื่อรับฟังสถานการณ์จริงในพื้นที่ และนำข้อมูลมาประกอบการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;<br />
ด้านการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เดินทางไปยังประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศโอมานและอิหร่าน เพื่อหารือความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ การค้า และเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ติดตามสถานการณ์และดูแลคนไทยในภูมิภาคดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยได้รับรายงานว่าการหารือเป็นไปในทิศทางที่ดี และไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากประเทศคู่เจรจา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะต่อไป<br />
โดยนายสีหศักดิ์ พร้อมคณะ ได้พบหารือกับเจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมแห่งรัฐสุลต่านโอมาน และพลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน&nbsp;ณ กรุงมัสกัต ในโอกาสการเยือนโอมานอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม โดยแสดงความขอบคุณต่อฝ่ายโอมานและกองทัพเรือโอมานที่ได้ให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยจำนวน 20 คนจากเรือ &ldquo;มยุรี นารี&rdquo; และอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งขอรับการสนับสนุนจากฝ่ายโอมานเพื่อหาแนวทางอำนวยความสะดวกให้เรือไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย การกู้เรือ &ldquo;มยุรี นารี&rdquo; และการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ได้หารือด้านพลังงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุของโอมานด้วย โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมเพื่อรองรับหากเกิดปัญหาพลังงานขาดแคลนขึ้นในอนาคต&nbsp;<br />
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เข้าพบ นายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และ นายแมกซิม มาโควิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ณ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยได้หารือถึงการค้าระหว่างไทย-รัสเซีย ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณการค้าประมาณ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแนวโน้มการเติบโตทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองประเทศยังสามารถเติบโตได้มากกว่านี้ ในการหารือได้แจ้งว่าไทยสนใจนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย และขอให้รัสเซียพิจารณาจัดสรรโควตาแก่ไทยในราคามิตรภาพ ปริมาณ 1-2 ล้านตันต่อปี โดยปุ๋ยชนิดที่ต้องการเป็นแบบเม็ด (Granular) ขนาด 2.5-5 มม. ซึ่งหากทางรัสเซียเห็นชอบ จะมอบให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ประสานงานกับเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย ในการอำนวยความสะดวกการหารือทางธุรกิจของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ (Business matching) เพื่อให้สามารถนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ได้เสนอให้มีคณะทำงานทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อร่วมหารือในประเด็นปัญหาที่ยังคงค้างของสินค้าสำคัญของไทยและรัสเซีย รวมถึงประเด็นทางวิชาการและวิทยาศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน และอำนวยความสะดวกในการส่งออกนำเข้าสินค้าให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน<br />
ด้านฝ่ายรัสเซียเห็นด้วยกับการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการเติบโตการค้าทั้งสองประเทศในระยะยาว สำหรับความสนใจของฝ่ายไทยที่ต้องการนำเข้าปุ๋ยจากรัสเซียนั้น ทางรัสเซียมีทั้งปุ๋ยแร่ผสมและปุ๋ยไนโตรเจนหรือยูเรีย ซึ่งรัสเซีย &ldquo;มีความพร้อม&rdquo; ที่จะส่งออกปุ๋ยยูเรียให้ฝ่ายไทย ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท PhosAgro และบริษัท UralChem ที่สนใจส่งออก (โดยเฉพาะในสัญญาระยะยาว) ทั้งนี้ขอให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายร่วมหารือกันในรายละเอียด และเห็นพ้องให้เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย (นายเยฟเกนี โทมิคิน) เป็นผู้ประสานงานฝ่ายรัสเซียต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260416dc213332c734e3457520de5ea85b28b1135823.jpg' type='image/jpg' length='1418682' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ซาบีดา - สุขสมรวย” เปิดงานสงกรานต์ ททท. ปลื้มสงกรานต์ทั่วไทยคึกคัก คาดสร้างรายได้ 30,350 ล้าน]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494559</link>
<guid isPermaLink="false">11c40e35945a5a8d0540a7c5f1b0846d</guid>
<pubDate>Wed, 15 Apr 2026 11:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260415082efdc5c91994e5ae5db68d8346d78f111956.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;ซาบีดา - สุขสมรวย&rdquo; เปิดงานสงกรานต์ ททท. ปลื้มสงกรานต์ทั่วไทยคึกคัก คาดสร้างรายได้ 30,350 ล้าน</strong><br />
<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานสงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก และกิจกรรมการเล่นคลื่นมนุษย์ ไร้แอลกอฮอล์ ที่ถนนข้าวเหนียว จังหวัดขอนแก่น เป็นการขับเคลื่อน &ldquo;พลังวัฒนธรรม&rdquo; (Soft Power) ให้กลายเป็น &ldquo;รายได้จริง&rdquo; แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของคนไทยในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก มีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ สืบสานประเพณีอันดีงาม และกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดงานมหาสงกรานต์&nbsp; ไทอำนาจเจริญ ณ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย สร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทย และเผยแพร่เสน่ห์สงกรานต์ไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สำหรับภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดงานทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น คาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ได้กว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 8,100 ล้านบาท และจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 22,250 ล้านบาท สะท้อนถึงพลังเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์&nbsp; โดยเชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p><br />
(14 เม.ย. 69) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงานสงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand @KhonKaen (Maha Songkran Khon Kaen (Khao Niao Road : Isan Way of Life) และกิจกรรมการเล่นคลื่นมนุษย์ ไร้แอลกอฮอล์&nbsp; &nbsp;ที่ถนนข้าวเหนียว (ศรีจันทร์) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยนางสาวซาบีดา กล่าวว่า การจัดงาน สอดรับกับนโยบายในการขับเคลื่อน &ldquo;พลังวัฒนธรรม&rdquo; (Soft Power) ให้กลายเป็น &ldquo;รายได้จริง&rdquo; แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของคนไทยในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์อันงดงาม พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมกันนี้ขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วนของจังหวัดขอนแก่น ที่ได้ร่วมแรง ร่วมใจจัดงานเพื่อสืบสานประเพณีอันดีงาม อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอนาคตที่เข้มแข็งให้กับชาวขอนแก่น&nbsp;ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ กิจกรรมการสาธิตมรดกภูมิปัญญา อาหารจากข้าวเหนียวอีสาน การแสดงชุดตำนานสงกรานต์ดั้งเดิมแบทเทิล Cover Dance Festival 2026 และ หมอลำเป่าแคน พ่นน้ำสงกรานต์บ้านฉันสีสันไทไทย กิจกรรมการเล่นคลื่นมนุษย์ ไร้แอลกอฮอล์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดงาน &ldquo;มหาสงกรานต์&nbsp;ไทอำนาจเจริญ&rdquo; บริเวณถนนอรุณประเสริฐ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งจะมีการจัดงาน&nbsp; ถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 ตามแนวคิดของกระทรวงวัฒนธรรม สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก&nbsp;งานประเพณีสงกรานต์ถือเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นช่วงเวลาแห่งการกลับมาพบปะของสมาชิกในครอบครัว เพื่อแสดงความกตัญญู สร้างความรัก ความผูกพัน และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป อีกทั้งยังส่งเสริมและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย สร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทย และผลักดันคุณค่าของ &ldquo;สงกรานต์&rdquo; ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก ตามที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน &ldquo;สงกรานต์ในประเทศไทย&rdquo; (Songkran in Thailand) เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมทั้งเผยแพร่เสน่ห์สงกรานต์ไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เทศกาลสงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนผ่านสู่ ศักราชใหม่ของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่ง &ldquo;ความกตัญญู&rdquo; และ &ldquo;ความสามัคคี&rdquo; ที่หล่อหลอมจิตใจของคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ยิ่งภายหลังจากที่ UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนสงกรานต์ไทยเป็นมรดกวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ยิ่งสะท้อนถึงคุณค่าและความงดงามของประเพณีไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล<br />
ขณะที่นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง สะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 การเดินทางท่องเที่ยวของทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ จะสามารถสร้างรายได้กว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 &nbsp;&nbsp;สำหรับความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน อันเกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว โดยจะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก เชื่อมั่นว่า เทศกาลสงกรานต์จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและยั่งยืน แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260415082efdc5c91994e5ae5db68d8346d78f111956.jpg' type='image/jpg' length='1521799' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่ง มท. - ทส. เร่งควบคุมไฟป่า “กรมฝนหลวง” ทำฝนหลวงลดฝุ่น PM2.5]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494557</link>
<guid isPermaLink="false">cb869a8f5cde51821113254fb5e9ce43</guid>
<pubDate>Wed, 15 Apr 2026 11:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260415d037b94ab1b3e6f057e201ace96213b8111749.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ สั่ง มท. - ทส. เร่งควบคุมไฟป่า &ldquo;กรมฝนหลวง&rdquo; ทำฝนหลวงลดฝุ่น PM2.5</strong><br />
<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ยกระดับแก้ไขปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งแก้ไขปัญหาไฟป่ายกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นสูงสุด สั่งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปิดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ห้ามเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด เพิ่มประสิทธิภาพการดับไฟ ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์&nbsp;ใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก เน้นย้ำความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ส่วนกระทรวงมหาดไทย เร่งให้ทุกจังหวัดบูรณาการทุกภาคส่วน เฝ้าระวังไฟป่าและค่าฝุ่น PM2.5 กำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์ภัย และมาตรการสำคัญ เช่น การปิดป่า การบังคับใช้กฎหมาย ผ่านหอกระจายข่าว และช่องทางสื่อต่าง ๆ และเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน สำหรับจังหวัดที่ฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน (สีแดง) ได้แก่ จังหวัดน่าน พะเยา พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ นครพนม เลย และอุบลราชธานี โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ตักน้ำเร่งดับไฟป่าบริเวณโดยรอบวัดป่าภูก้อน จ.อุดรธานี เพื่อลดการลุกลามและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพอากาศ และตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ขอนแก่น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง และการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง บรรเทาปัญหาฝุ่นละอองให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ นอกจากนี้ กรมอนามัย ยังได้แนะนำ 5 ขั้นตอนทำความสะอาดบ้าน เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงอากาศร้อนและแห้ง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p><br />
(14 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการควบคุมสถานการณ์ การป้องกัน และการดูแลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อหยุดยั้งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังกระทรวงมหาดไทย เร่งปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมบูรณาการความร่วมมือในทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่า<br />
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ได้ยกระดับมาตรการป้องกันไฟป่าอย่างเข้มงวด ติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างใกล้ชิด มุ่งเน้นการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นสูงสุด สั่งการให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปิดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ในทุกพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ห้ามบุคคลเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด พร้อมกำชับให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ลักลอบเข้าพื้นที่ เพื่อยุติพฤติกรรมที่ทำลายทรัพยากรของชาติ เสริมประสิทธิภาพการดับไฟในทุกพื้นที่และติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อใช้ชี้เป้าในการเข้าไปตรวจสอบพิกัดจุดความร้อนเพื่อให้สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างแม่นยำ ใช้รถปฏิบัติการควบคุมไฟป่า เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานภาคพื้นดิน ควบคู่กับการใช้อากาศยานเฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติงานเข้าทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก โดยเน้นย้ำด้านความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ต้องมาก่อน กำชับให้ตรวจสอบความพร้อมทั้งร่างกาย อุปกรณ์ และยานพาหนะ จัดกำลังพลหมุนเวียนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าสะสม และให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างทันท่วงที<br />
ด้านกระทรวงมหาดไทย ได้นำข้อสั่งการเร่งด่วนมาขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ให้ทุกจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่าในทุกจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าหรือมีค่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องให้วางแผนเชิงรุก โดยบูรณาการจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ทีม อส. กู้ภัย จากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าไปช่วยในพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด รวมไปถึงกำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข่าวสารสถานการณ์ภัย และมาตรการสำคัญ เช่น การปิดป่า การบังคับใช้กฎหมาย ผ่านหอกระจายข่าว และช่องทางสื่อต่าง ๆ พร้อมเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน<br />
นายสุชาติ ย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวิกฤต เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน ลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่ต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการดับไฟ แต่คือการปกป้องลมหายใจของคนทั้งประเทศ<br />
นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า ภาคเหนือ) ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันไฟป่า ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แม้เป็นวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่หยุด เฝ้าระวังไฟป่า และดับไฟป่า เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน<br />
อีกทั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ สาขาฮอด ส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับชุดลาดตระเวนไฟป่า เข้าควบคุมไฟป่าที่ลุกลามเข้าไหม้กองซังข้าวโพดที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าขุนแม่ลาย บ้านกองลอย ตำบลบ่อหลวง เป็นเหตุให้เกิดจุดความร้อนติดต่อกัน 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 69 ล่าสุดสามารถควบคุมไฟป่าได้เรียบร้อยแล้ว โดยทีมเจ้าหน้าที่จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ และลดผลกระทบด้านหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่<br />
ขณะที่ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี โดยขึ้นปฏิบัติการบนเฮลิคอปเตอร์รุ่น H130 เพื่อบัญชาการภารกิจตักน้ำดับไฟป่าบริเวณโดยรอบวัดป่าภูก้อนอย่างใกล้ชิด&nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ารวมประมาณ 2,500 ไร่ ที่เกิดไฟไหม้ในบางส่วนของพื้นที่ และมีแนวโน้มขยายวงกว้าง เนื่องจากมีกระแสลมกระโชกแรง ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยสามารถตักน้ำดับไฟป่าได้ 57 เที่ยว เที่ยวละ 500 ลิตร ใช้ปริมาณน้ำรวม 28,500 ลิตร และจะยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อลดการลุกลามและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพอากาศ พร้อมเน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องถิ่น และชุมชน เพื่อให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายราเชน กล่าวว่า นอกจากภารกิจการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าแล้ว ยังได้สั่งการให้ตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ขอนแก่น เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังได้รับผลกระทบ โดยมีเครื่องบินขนาดเล็ก CARAVAN จำนวน 3 ลำ ประจำการ และได้เริ่มปฏิบัติการไปแล้ว โดยใช้เครื่องบิน CARAVAN 1 ลำ ปฏิบัติการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง บินปฏิบัติการบริเวณ อ.โซ่พิสัย - อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ จ.บึงกาฬ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงมีหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ และ จ.พิษณุโลก ปฏิบัติการเป็นประจำทุกวันอย่างไม่มีวันหยุด ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นี้ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนฝ่ายยังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ตลอดทั้งวัน ซึ่งหน่วยฯ จ.เชียงใหม่ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการไปจำนวน 6 เที่ยวบิน ด้วยเทคนิคการสเปรย์น้ำเย็นการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง และการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจะติดตามสภาพอากาศและวางแผนเลี้ยงเมฆเพื่อช่วยดูดซับฝุ่นละอองให้มากยิ่งขึ้น<br />
ด้านศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ รายงานคุณภาพอากาศประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ภาพรวมปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศยังคงสูงบริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พบเกินค่ามาตรฐาน (สีแดง) ที่จังหวัดน่าน พะเยา พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน สุโขทัย เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ นครพนม เลย และอุบลราชธานี ภาคเหนือ ตรวจวัดได้ 55.7 &ndash; 217.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27.9 &ndash; 190.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร&nbsp;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการกำลังพลเร่งดำเนินการตรวจหาไฟและดับไฟอย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และป้องกันมลพิษทางอากาศ เพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน อีกทั้งขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพ หากมีความจำเป็นควรสวมใส่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันตัวเองเมื่อออกนอกบ้าน ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองได้ผ่านเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือ ทางแอปพลิเคชัน Air4Thai<br />
สำหรับการป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ จากฝุ่น PM2.5 แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ช่วงวันขึ้นปีใหม่ไทย ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว และสามารถเริ่มต้นสิ่งดี ๆ ด้วยการทำความสะอาดบ้านและที่พักอาศัยให้ถูกสุขลักษณะ นอกจากจะช่วยลดฝุ่นละอองและเชื้อโรคสะสมแล้ว ยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงอากาศร้อนและแห้ง กรมอนามัย แนะนำ &ldquo;5 ขั้นตอนทำความสะอาดบ้าน&rdquo; ได้แก่ 1) จัดระเบียบสิ่งของ ลดของไม่จำเป็น เพื่อลดแหล่งสะสมฝุ่น 2) กำจัดหยากไย่ ฝุ่น และขยะ ทั้งภายในและรอบบ้าน 3) เช็ดถูพื้นผิว โดยเฉพาะจุดสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โต๊ะ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม 4) ทำความสะอาดห้องน้ำอย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำยาที่ได้มาตรฐาน และ 5) คัดแยกขยะอย่างถูกวิธี ทั้งขยะอินทรีย์ รีไซเคิล อันตราย และขยะทั่วไป เพื่อลดการปนเปื้อนและส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และขณะที่ทำความสะอาดบ้านควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก ลดการสะสมของฝุ่นในอากาศภายในบ้าน และหากอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 สูง ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นขณะทำความสะอาด รวมถึงหลีกเลี่ยงการกวาดแบบแห้ง ควรใช้วิธีเช็ดถูแบบเปียกเพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น เน้นย้ำ การสร้าง &ldquo;บ้านสะอาดปลอดฝุ่น&rdquo; ควรทำควบคู่กับพฤติกรรมสุขภาพอื่น ๆ เช่น ล้างมือเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการนำรองเท้าเข้าบ้าน และจัดมุมบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดฝุ่น&nbsp;(Clean Zone) โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ประชาชนสามารถติดตามคำแนะนำด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์อนามัยมีเดีย หรือเว็บไซต์กรมอนามัย เพื่อให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์และฤดูร้อนอย่างเหมาะสม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260415d037b94ab1b3e6f057e201ace96213b8111749.jpg' type='image/jpg' length='1255444' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศาลยุติธรรม” เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ “ลวนลาม-คุกคามทางเพศ” โทษจำคุก “กรมควบคุมโรค” เตือนสโตรกฉับพลันขณะขับรถ เสี่ยงอุบัติเหตุ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494404</link>
<guid isPermaLink="false">47c1be9e35c9416bb7b1dcdc781d8a5a</guid>
<pubDate>Tue, 14 Apr 2026 13:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026041487db6ace72dd542f9718801b53d6f80d131146.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;ศาลยุติธรรม&rdquo; เตือนเล่นน้ำสงกรานต์ &ldquo;ลวนลาม-คุกคามทางเพศ&rdquo; โทษจำคุก &ldquo;กรมควบคุมโรค&rdquo; เตือนสโตรกฉับพลันขณะขับรถ เสี่ยงอุบัติเหตุ</strong><br />
<br />
ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 3 วัน (10&ndash;12 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 515 ครั้ง บาดเจ็บ 486 คน เสียชีวิต 95 ราย สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ จึงสั่งทุกจังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานครเข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะพื้นที่เล่นน้ำและแหล่งท่องเที่ยว ควบคุมการขายแอลกอฮอล์ ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ฝ่าฝืนให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งร้านค้าและผู้ปกครอง ด้านโฆษกศาลยุติธรรม เตือนการเล่นน้ำและประแป้งต้องกระทำบนพื้นฐานความเหมาะสมและเคารพสิทธิของผู้อื่น หากมีการลวนลาม ล้วงจับอวัยวะส่วนสงวนของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย&nbsp;โดยอาศัยความชุลมุน จะเข้าข่ายความผิดฐานกระทำอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีการขู่เข็ญ ใช้กำลัง หรือทำให้เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี อยู่ในสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ โทษจะเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำในที่สาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือผ่านระบบออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค เตือนภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke) ขณะขับรถเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรงถึงชีวิต หากเริ่มมีอาการ เช่น รถส่าย ควบคุมพวงมาลัยไม่ได้ หรือแฉลบออกนอกเลน ต้องรีบหยุดรถทันที&nbsp;ส่วนผู้พบเห็นเหตุการณ์ควรรักษาระยะห่าง ไม่ขับจี้ท้ายหรือปาดหน้าเพื่อหยุดรถ เมื่อรถหยุดนิ่งแล้วให้เข้าช่วยเหลือ และโทรแจ้ง 1669 เพื่อให้ทีมแพทย์ช่วยเหลือได้ทันท่วงที</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(13 เม.ย. 69) ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้แถลงข่าวสรุปผลการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วัน (10 &ndash; 12 เม.ย. 69) ของการรณรงค์ &ldquo;ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ&rdquo;&nbsp;เกิดอุบัติเหตุรวม 515 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 486 คน ผู้เสียชีวิตรวม 95 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว และดื่มแล้วขับ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (25 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (25 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (6 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 30 จังหวัด&nbsp;ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประชาชนจะออกมาเล่นน้ำสงกรานต์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบนท้องถนนและสัญจรท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ มักมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสังสรรค์ ศปถ. จึงได้ประสานให้จังหวัดและกรุงเทพมหานคร บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนและอุบัติภัยต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ และสถานที่ท่องเที่ยว ดูแลการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมาย โดยไม่จำหน่ายให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเด็ดขาด หากผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแล้วขับทำให้เกิดเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ให้สืบสวนขยายผลดำเนินคดีกับร้านค้า ผู้สนับสนุนให้เด็กดื่มแอลกอฮอล์ และผู้ปกครองตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควบคุมให้สถานบริการเปิด-ปิด ตามเวลาที่กำหนด และเพิ่มความเข้มข้นของด่านชุมชน ด่านครอบครัว ในการเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ เน้นตักเตือนก่อนเกิดเหตุอันตราย เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และให้จังหวัดเตรียมพร้อมระบบสื่อสารและการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ เพื่อประสานการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกให้รถพยาบาลและรถฉุกเฉินเข้าถึงจุดเกิดเหตุและส่งตัวผู้ประสบเหตุไปยังโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว<br />
สำหรับการเล่นน้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม ระบุว่า การเล่นน้ำและประแป้งต้องกระทำบนพื้นฐานความเหมาะสมและเคารพสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะการกระทำใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถูกเนื้อต้องตัว จำเป็นต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้ง ไม่ใช่เพียงเพราะอีกฝ่ายออกมาร่วมเล่นน้ำแล้วจะถือว่ายินยอมโดยปริยาย ซึ่งการเล่นน้ำประแป้งในช่วงเทศกาลอาจมีพฤติกรรมแอบแฝง เช่น&nbsp;<br />
- การลวนลาม ล้วงจับอวัยวะส่วนสงวนของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย โดยอาศัยความชุลมุน จะเข้าข่ายความผิดฐานกระทำอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;<br />
- หากกระทำอนาจารต่อเด็กจะได้รับโทษที่หนักขึ้น ถ้ากระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าผู้เสียหายจะยินยอมหรือไม่ ถือเป็นความผิดทันที ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหากมีการขู่เข็ญ ใช้กำลัง หรือทำให้เด็กอยู่ในสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ โทษจะเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 - 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
&nbsp;แม้ว่าไม่มีการแตะต้องร่างกาย แต่หากมีพฤติกรรมส่อไปในทางเพศ เช่น การพูดจาแทะโลม การแสดงท่าทางไม่เหมาะสม การจ้องมอง การติดตามรังควาน หรือการส่งข้อความ โพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย เดือดร้อน หรือไม่ปลอดภัย เข้าข่ายความผิดฐานคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;<br />
- หากกระทำซ้ำต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งครั้ง หรือเป็นเหตุให้ผู้เสียหายใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&nbsp;<br />
- หากกระทำในที่สาธารณะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือผ่านระบบออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำต่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าผู้กระทำนั้นอาศัยเหตุที่มีอำนาจเหนือกว่าผู้ถูกกระทำอันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
- หากเป็นการคุกคามทางเพศในระบบคอมพิวเตอร์ เช่น แอปพลิเคชันต่าง ๆ ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ หรือสามารถยื่นผ่านทางระบบออนไลน์ศาลยุติธรรมหรือ CIOS ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งระงับการเผยแพร่โดยนำข้อมูลนั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่ามาตรการ take it down ได้อีกด้วย นอกจากให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีความผิดฐานคุกคามทางเพศแล้ว<br />
นายสุริยัณห์ กล่าวว่า การเล่นน้ำหรือประแป้งสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เช่น การสาดน้ำที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย และการประแป้งบริเวณใบหน้าควรขออนุญาตก่อนทุกครั้ง หลีกเลี่ยงการสัมผัสร่างกายในจุดอื่นโดยเด็ดขาด เพราะอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ขอให้ประชาชนร่วมกันรักษาบรรยากาศที่ดีของเทศกาล โดยมีสติ ให้เกียรติและเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เพื่อให้สงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสุขอย่างแท้จริง ไม่กลายเป็นเหตุให้เกิดคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อตนเองและครอบครัวในภายหลัง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการขับรถในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีอากาศร้อน นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันขณะขับรถเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงถึงชีวิตที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ ซึ่งหากเกิดอาการขณะขับรถอาจทำให้สูญเสียการควบคุมรถและก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้ แนะนำประชาชนสังเกตอาการเตือนตามหลัก B.E.F.A.S.T. ได้แก่ B (Balance) การทรงตัว เดินเซ ล้มง่าย เวียนศีรษะเฉียบพลัน E (Eyes) การมองเห็น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือตาบอดเฉียบพลัน F (Face) หน้าเบี้ยว ปากตก น้ำลายไหล มุมปากตกข้างเดียว ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arm) แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ยกแขนไม่ขึ้น S (Speech) พูดไม่ชัด สับสน หรือสื่อสารไม่ได้ ลิ้นแข็ง และ T (Time) เมื่ออาการเกิดขึ้นให้รีบแจ้ง 1669 นำส่งโรงพยาบาล โดยอาจมีอาการร่วม เช่น รถส่าย ควบคุมพวงมาลัยไม่ได้ หรือแฉลบออกนอกเลน ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบหยุดรถทันที โดยผู้ขับขี่ที่เริ่มมีอาการ ควรตั้งสติ ลดความเร็ว และพยายามนำรถเข้าจอดในบริเวณที่ปลอดภัยที่สุด เช่น ไหล่ทางหรือจุดพักรถ พร้อมเปิดไฟฉุกเฉินทันทีเพื่อเตือนผู้ใช้ถนนรายอื่น จากนั้นปลดล็อกประตูรถเพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และรีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน หากไม่สามารถโทรได้ให้ใช้วิธีบีบแตรยาวหรือโบกมือเรียกคนช่วย ทั้งนี้ &ldquo;ห้ามฝืนขับรถต่อไปโดยเด็ดขาด&rdquo; เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สำหรับผู้พบเห็นเหตุการณ์ควรรักษาระยะห่าง ไม่ขับจี้ท้ายหรือปาดหน้าเพื่อหยุดรถคันดังกล่าว และเมื่อรถหยุดนิ่งแล้วให้เข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง เบื้องต้นสามารถตรวจอาการโดยการชวนพูดคุย ให้ผู้ป่วยยิ้ม หรือยกแขนทั้งสองข้างเพื่อประเมินความผิดปกติของระบบประสาท พร้อมโทรแจ้ง 1669 โดยระบุพิกัดและลักษณะอาการอย่างชัดเจน เช่น &ldquo;สงสัยสโตรก มีอาการปากเบี้ยว แขนซ้ายอ่อนแรง พูดไม่ชัด&rdquo; เพื่อให้ทีมแพทย์เตรียมอุปกรณ์ได้เหมาะสม ระหว่างรอควรให้ผู้ป่วยนั่งหรือเอนตัวเล็กน้อย และหลีกเลี่ยงการให้อาหารหรือน้ำ เนื่องจากเสี่ยงต่อการสำลัก ทั้งนี้ &nbsp;การป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองเฉียบพลันสามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมโรคประจำตัวให้ได้ตามเกณฑ์ รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินความเสี่ยง นอกจากนี้ ก่อนการขับขี่ทุกครั้งควรประเมินความพร้อมของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ มึนงง ปวดศีรษะรุนแรง ไม่ควรขับรถโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ใช้ถนนร่วมกัน และลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียทั้งร่างกายและทรัพย์สิน&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026041487db6ace72dd542f9718801b53d6f80d131146.jpg' type='image/jpg' length='1541033' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - วราวุธ - ซาบีดา เปิดงานสงกรานต์ ผลักดันสงกรานต์ไทยสู่สายตาโลก]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494403</link>
<guid isPermaLink="false">977512cbb0116dd6e70b790559cdd96b</guid>
<pubDate>Tue, 14 Apr 2026 13:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202604147b4d084611b0b9269a0948a3d542c25f130853.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ - วราวุธ - ซาบีดา เปิดงานสงกรานต์ ผลักดันสงกรานต์ไทยสู่สายตาโลก</strong><br />
<br />
เนื่องในประเพณีสงกรานต์ 2569 &ldquo;วันผู้สูงอายุแห่งชาติ&rdquo; วันที่ 13 เมษายน และ &ldquo;วันแห่งครอบครัว&rdquo; วันที่ 14 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งความปรารถนาดีถึงคนไทยทุกคน ซึ่งปีนี้รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเพณีสงกรานต์ให้เป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านการนำเสนอความหลากหลายของอัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในทุกมิติ นายกรัฐมนตรี ยังได้ตรวจเยี่ยมจุดตรวจด่าน 7 วันอันตราย ที่จังหวัดจันทบุรี เน้นย้ำการรณรงค์มาตรการ &ldquo;ดื่มไม่ขับ - พักผ่อนให้เพียงพอ - ปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด&rdquo; และเปิด &ldquo;งานสืบสานประเพณีมหาสงกรานต์ถนนข้าวสุก@วิเศษชัยชาญอ่างทอง ปี 2569&rdquo; โดยระบุว่า UNESCO ได้ขึ้นทะเบียน &ldquo;สงกรานต์ไทย&rdquo; เป็นมรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ประจำปี 2566 เป็นเครื่องยืนยันว่าสงกรานต์คือเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของคนไทย และจะยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดอ่างทองให้เป็นเมืองน่าเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดงานประเพณีสงกรานต์ &ldquo;เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ สุพรรณบุรี&rdquo; โดยมีขบวนแห่รถบุปผชาติมหาสงกรานต์ ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร ขณะที่นางสาวซาบีดา&nbsp; ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดงาน &ldquo;สงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี&rdquo; เพื่อสืบสานวิถีไทย&nbsp; ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้สู่ชุมชน พร้อมผลักดันให้สงกรานต์ไทยยกระดับสู่การเป็น World Event ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย และขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในประเทศไทยถึง 42 แห่งทั่วโลก ที่ได้สร้างสรรค์วีดิทัศน์อวยพรชาวไทย&nbsp; ในเทศกาลสงกรานต์ สามารถรับชมได้ทาง Youtube ของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>(13 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปราศรัยเนื่องในประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2569 ว่า ในโอกาสประเพณีสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย ขอส่งความรักและความปรารถนาดีถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ปีนี้รัฐบาลมีเป้าหมายในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และผลักดันประเพณีสงกรานต์ให้เป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านการนำเสนอความหลากหลายของอัตลักษณ์ประเพณีสงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษสู่คนรุ่นหลัง รวมถึงถ่ายทอดความงดงามของสังคมไทยอย่างทรงคุณค่า สงกรานต์ไม่ได้เป็นเพียงประเพณี แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการกลับสู่อ้อมกอดครอบครัว การแสดงความรัก ความห่วงใย และความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ รวมถึงการเชื่อมโยงสายใยของครอบครัวและชุมชนให้แน่นแฟ้น นับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและรอยยิ้ม หลังจากการทำงานตลอดทั้งปี ขอเชิญชวนร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม และร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ในนามของรัฐบาลขออวยพรให้ชาวไทยทุกคนประสบแต่ความสุข ความเจริญครอบครัวอบอุ่น มั่นคง และสังคมมีความรัก ความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขอให้การเฉลิมฉลองประเพณีสงกรานต์เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน และสร้างความประทับใจแก่ทุกคน<br />
นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาส &ldquo;วันผู้สูงอายุแห่งชาติ&rdquo; วันที่ 13 เมษายน และ &ldquo;วันแห่งครอบครัว&rdquo; วันที่ 14 เมษายน ประจำปี 2569 ส่งความรัก ความระลึกถึง และความปรารถนาดีมายังผู้สูงอายุทุกคน และครอบครัวไทยทุกครอบครัว ซึ่งครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาติที่มีคุณค่า เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของคนทุกช่วงวัย ครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรัก ความเข้าใจ และการดูแลกัน ซึ่งก่อให้เกิดความสุข ความอบอุ่น และความมั่นคงในสังคม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในทุกมิติ ทั้งด้านสวัสดิการ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การมีงานทำและรายได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ครอบครัวไทยมีความเข้มแข็ง มีทุนทางสังคม สามารถพึ่งพาตนเองและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง<br />
นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดตรวจด่าน 7 วันอันตราย บริเวณเทศบาลตำบลพลับพลานารายณ์ จังหวัดจันทบุรี โดยได้มอบอาหารแห้งและเครื่องดื่ม เพื่อใช้ในการบริหารจัดการและมอบให้กับประชาชนผู้รับบริการ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ ร่วมกันรณรงค์มาตรการ &ldquo;ดื่มไม่ขับ - พักผ่อนให้เพียงพอ - ปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด&rdquo; เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสุขของประชาชนอย่างแท้จริง จากนั้นได้สุ่มตรวจความพร้อมในการให้บริการของผู้ประกอบการที่สถานีบริการน้ำมันเชลล์ บริเวณหน้าตลาดเจริญสุข&nbsp;ซึ่งพบว่ามีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิด &ldquo;งานสืบสานประเพณีมหาสงกรานต์ถนนข้าวสุก@วิเศษชัยชาญอ่างทอง ปี 2569&rdquo; ณ ลานกิจกรรมหน้าวัดลาดเป็ด ตำบลท่าข้าง จังหวัดอ่างทอง รับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมชุด&nbsp; &ldquo;รื่น ฤดี นฤมิตร มหาสงกรานต์&rdquo; และทำพิธีเปิดด้วยการยิงปืนฉีดน้ำเปิดงาน พร้อมกล่าวว่า ขอถือโอกาสนี้&nbsp; &nbsp;ส่งความสุขความปรารถนาดีไปยังชาวอ่างทองทุกคน ตลอดจนครอบครัวทุกท่าน เทศกาลสงกรานต์ไม่เพียงเป็นช่วงเวลาความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนรากเหง้าชีวิต ความอบอุ่นของครอบครัวคนไทยอย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยได้รวมวันสงกรานต์ วันครอบครัว และวันผู้สูงอายุ ไว้ในเทศกาลเดียวกัน ซึ่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียน &ldquo;สงกรานต์ไทย&rdquo; (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) เป็นมรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2566 นี่คือเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าสงกรานต์คือเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของคนไทยและนี่คือเหตุผลที่หลายจังหวัดรวมถึงจังหวัดอ่างทอง ใช้โอกาสแห่งเทศกาลนี้ในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดอ่างทองให้เป็นเมืองน่าเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งงานสงกรานต์ถนนข้าวสุกแห่งนี้ อยู่ภายใต้แนวทางจัดงาน &ldquo;สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก&rdquo; ช่วยสร้างภาพลักษณ์ไทยสู่สายตาชาวโลก จึงขอเชิญชวนทุกคนร่วมกันเล่นน้ำสงกรานต์อย่างมีความสุข และขอให้มีความสร้างสรรค์ มีความสุภาพ และเคารพสิทธิของกันและกัน ขอให้ทุกคนสนุกอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นในชุมชนหรือบนท้องถนน ขอให้ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น<br />
ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดงานประเพณีสงกรานต์ &ldquo;เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ สุพรรณบุรี&rdquo; ประจำปี 2569 โดยมีขบวนแห่รถบุปผชาติมหาสงกรานต์ ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร ตั้งแต่พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงสำนักงานเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และเปิดให้ประชาชนร่วมสรงน้ำหลวงพ่อโตทองคำ ทั้งนี้ นายวราวุธ ยังพกกระบอกน้ำไม้ไผ่ ร่วมเล่นสงกรานต์และรดน้ำขอพรชาวสุพรรณบุรี โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่นั่งอยู่ตามบ้านเรือนริมทาง พร้อมถ่ายภาพร่วมกับประชาชนอย่างเป็นกันเองตลอดเส้นทาง และยังได้เปิดถนนเล่นน้ำสงกรานต์ บริเวณเวทีกลาง ถนนรักท่าระหัด ด้านข้างเทศบาลตำบลท่าระหัด ด้วย<br />
ขณะที่นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้มุ่งส่งเสริมคุณค่าและมูลค่าของประเพณีไทยให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาเยือน โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก&rdquo; (Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand) เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความงดงามของประเพณีที่ได้รับการประกาศจาก UNESCO ให้เป็นตัวแทนรายการมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมผลักดันให้สงกรานต์ไทยยกระดับสู่การเป็น World Event ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย อีกทั้งได้เปิดงาน &ldquo;สงกรานต์ไทไทย อุทัยธานี&rdquo; เพื่อสืบสานวิถีไทย ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างรายได้สู่ชุมชน บริเวณวงเวียนห้าแยกวิทยุ ตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างหลากหลาย อาทิ พิธีสรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ขบวนแห่วัฒนธรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด<br />
อีกทั้งในปีนี้ยังได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศในประเทศไทยถึง&nbsp;42 แห่งทั่วโลก ได้สร้างสรรค์วีดิทัศน์อวยพรและส่งความปรารถนาดีมายังประชาชนชาวไทย โดยแต่ละประเทศได้นำเสนอผ่านมุมมองที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานเอกลักษณ์ของแต่ละชาติเข้ากับความสดใสของสงกรานต์ไทยได้อย่างลงตัว ซึ่งสามารถรับชมได้ทาง Youtube ของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมhttps://youtu.be/LmuTeLjfs8I?si=9HjWfaLpyEqQxSFV โดยขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจไปยังสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยทุกแห่ง เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิตในครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้คุณค่าของสงกรานต์ไทย ได้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมให้มั่นคงสืบไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202604147b4d084611b0b9269a0948a3d542c25f130853.jpg' type='image/jpg' length='1499604' />
</item>
</channel>
</rss>
