<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเด่น ประเด็นร้อน]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/615</link>
<atom:link href="https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/615" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้าป้องกันหนี้จาก “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” คลัง–ธปท. เสนอคุมวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาท ผ่อนสูงสุด 6 เดือน ดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกิน 15% ต่อปี เปิดรับฟังความเห็นถึง 15 พ.ย.นี้]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/552107</link>
<guid isPermaLink="false">cd0e30d6b6ce16c83aafcddbd371aa97</guid>
<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20261019d9335d1cf7502498bf0029d786aadd89135957.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p><strong>รัฐบาลเดินหน้าป้องกันหนี้จาก &ldquo;ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง&rdquo; คลัง&ndash;ธปท. เสนอคุมวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาท ผ่อนสูงสุด 6 เดือน ดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมไม่เกิน 15% ต่อปี เปิดรับฟังความเห็นถึง 15 พ.ย.นี้</strong></p>

<p>วันนี้ (19 ต.ค.69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินดิจิทัล โดยกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างหลักเกณฑ์กำกับสินเชื่อ &ldquo;ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง&rdquo; หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL) ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม - 15 พฤศจิกายน 2569 เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวลลิดากล่าวว่า ร่างหลักเกณฑ์เสนอให้ผู้ใช้บริการมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป กำหนดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระแต่ละรายการไม่เกิน 6 เดือน และกำหนดเพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เกิน 15% ต่อปี คำนวณแบบอัตราที่แท้จริง (Effective Rate) โดยรวมค่าธรรมเนียมและส่วนเพิ่มของราคาสินค้าที่เกิดจากการเลือกผ่อนชำระตามเงื่อนไขของร่าง เพื่อให้ประชาชนเห็นต้นทุนสินเชื่ออย่างครบถ้วน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้ให้บริการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เปิดเผยข้อมูลดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และตารางภาระหนี้อย่างชัดเจน พร้อมแยกขั้นตอนการตัดสินใจซื้อสินค้าออกจากการสมัครใช้สินเชื่อ และกำหนดแนวทางติดตามหนี้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ความสะดวกในการผ่อนชำระผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลนำไปสู่ภาระหนี้สะสม</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;รัฐบาลต้องการให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและเป็นธรรม แต่ต้องรู้ต้นทุนและภาระหนี้ก่อนกดผ่อน เพราะแม้จะผ่อนครั้งละไม่มาก หากมีหลายรายการพร้อมกันก็อาจกลายเป็นภาระเกินกำลังได้ การกำกับดูแลครั้งนี้จึงมุ่งสร้างความโปร่งใสและป้องกันปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว&rdquo; นางสาวลลิดากล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ขณะนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังเป็นเพียงร่างที่เปิดรับฟังความคิดเห็น ยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th หรือระบบกลางทางกฎหมาย เพื่อร่วมพัฒนาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261019d9335d1cf7502498bf0029d786aadd89135957.jpg' type='image/jpg' length='107271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่ง เร่งช่วยพื้นที่น้ำท่วมหนักต่อเนื่อง กำชับผู้ว่าฯ ส่งรายชื่อรับเงินเยียวยารายวัน ให้เงินถึงมือโดยเร็ว]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/549547</link>
<guid isPermaLink="false">2bd15429095b421842734708897218cb</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 14:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20261009e9b0bd066c1c824e3537ca4c39756358141223.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>นายกฯ สั่ง เร่งช่วยพื้นที่น้ำท่วมหนักต่อเนื่อง กำชับผู้ว่าฯ ส่งรายชื่อรับเงินเยียวยารายวัน ให้เงินถึงมือโดยเร็ว</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>วันนี้ (9 ต.ค.69) เวลา 07.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชน ย้ำว่าอย่าให้ภาพรวมสถานการณ์ที่ดีขึ้นบดบังความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมหนัก ขอให้เน้นรายงานพื้นที่ชุมชนที่ยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจุดที่มีปัญหาการระบายน้ำทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด เพื่อเร่งสนับสนุนให้เพียงพอต่อความจำเป็น พื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ขอให้เร่งจัดเก็บขยะและดำเนินการทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning) ก่อนฝนระลอกใหม่ หากพื้นที่ใดต้องการกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม ให้ร้องขอตามความจำเป็นของสถานการณ์</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นายกฯ กำชับ ผู้ว่าฯ โดยเฉพาะจังหวัดภาคใต้ ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ทุกด้าน แม้ปริมาณฝนที่ผ่านมาจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังประมาทไม่ได้ เนื่องจากช่วงเดือนตุลาคม&ndash;ธันวาคมเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก จึงต้องติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>กรณี จ.ฉะเชิงเทรา ที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจไม่ตรงกัน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูลและขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน เพื่อลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมชลประทานและผู้ปฏิบัติงานที่ทุ่มเทช่วยเหลือประชาชน และขออย่าให้ผู้ใดนำสถานการณ์ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค นายกฯ เน้นย้ำให้เตรียมความพร้อมโดยประสานเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ดำเนินต่อเนื่อง พร้อมจัดเตรียมศูนย์สนับสนุนและกระจายอาหารกับวัตถุดิบทั้งระดับจังหวัดและระดับภาค รองรับกรณีเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีแหล่งผลิตสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้ผู้ว่าฯ และ จนท. ที่เกี่ยวข้องชี้แจงเกณฑ์และเงื่อนไขการรับเงินเยียวยาแก่ประชาชน และเกษตรกรให้ชัดเจน พร้อมขอให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ถูกต้อง เพื่อส่งข้อมูลให้ ปภ. ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาโดยเร็ว กำชับผู้ว่าฯ รวบรวมและส่งรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเยียวยาเป็นรายวัน ไม่ต้องรอให้ครบทั้งจังหวัด เพื่อให้สามารถทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือได้ทันที เร่งแก้ไขปัญหาคอขวดและลดระยะเวลาในทุกขั้นตอน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20261009e9b0bd066c1c824e3537ca4c39756358141223.jpg' type='image/jpg' length='116457' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[NT ยกระดับโครงข่ายสื่อสาร และ Cybersecurity พร้อมนำสายสื่อสารลงใต้ดิน รองรับการประชุม IMF และ World Bank 2026]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/549545</link>
<guid isPermaLink="false">9385af84b9d0e33c239aab0d452bd88c</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 14:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202610097ad12f6a6ebc2ca41d180b2a7c64b91f140812.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>NT ยกระดับโครงข่ายสื่อสาร และ Cybersecurity พร้อมนำสายสื่อสารลงใต้ดิน รองรับการประชุม IMF และ World Bank 2026</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ระบุว่า NT ได้เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบสื่อสารและระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569&nbsp; ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย NT ได้วางระบบเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่จัดการประชุมทั้งหมด ทั้งที่ศูนย์สิริกิติ์และจุดลงทะเบียนบริเวณโรงงานยาสูบ โดยเดินสายไฟเบอร์ออปติก ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มาพร้อมระบบป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์&nbsp; ตลอดจนระบบสื่อสารทางเสียงที่รองรับการติดต่อทั้งในและต่างประเทศ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ด้านความมั่นคงปลอดภัย ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ทดสอบเจาะระบบเพื่ออุดช่องโหว่ พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ NOC และ SOC เพื่อเฝ้าระวังและรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ เพื่อเป็นการต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจจากทั่วโลก NT ยังได้ร่วมกับหน่วยงานภาคี ลุยจัดระเบียบปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ด้วยการนำสายสื่อสารและสายไฟฟ้ารวมระยะทางกว่า 13 กิโลเมตรลงใต้ดิน บนเส้นทางสายเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งถนนพระราม 4 ถนนสาทร และถนนวิทยุ เพื่อความสวยงาม เป็นระเบียบ ตอกย้ำภาพลักษณ์และศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยสู่สายตานานาชาติ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ข่าว : นันท์นภัส แสนตุ้ม สวท.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202610097ad12f6a6ebc2ca41d180b2a7c64b91f140812.jpg' type='image/jpg' length='109213' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเดินหน้า “ไม่เรียกสำเนาเอกสาร” ติดต่อราชการ เชื่อมข้อมูล 58 รายการผ่าน GDX ตั้งเป้าภายใน 1 ปี ลดภาระประชาชน–ยกระดับบริการรัฐดิจิทัล]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/541669</link>
<guid isPermaLink="false">8d46a29971991dc12e658dc2d16bcff9</guid>
<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260915fd98dd743383a62ff2aa3ff3fa337bc1152854.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>รัฐบาลเดินหน้า &ldquo;ไม่เรียกสำเนาเอกสาร&rdquo; ติดต่อราชการ เชื่อมข้อมูล 58 รายการผ่าน GDX ตั้งเป้าภายใน 1 ปี ลดภาระประชาชน&ndash;ยกระดับบริการรัฐดิจิทัล</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ โดยผลักดันแนวทาง &ldquo;ไม่เรียกเอกสารจากประชาชน&rdquo; สำหรับเอกสารสำคัญ 58 รายการ ผ่านศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ หรือ Government Data Exchange (GDX) เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบและใช้ข้อมูลระหว่างกันแทนการขอสำเนาเอกสารจากประชาชน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ข้อเสนอดังกล่าว ครอบคลุมเอกสารที่ประชาชนใช้บ่อย เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า สูติบัตร ใบมรณบัตร เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หนังสือรับรองนิติบุคคล และใบอนุญาตขับรถ โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลให้ครบภายใน 1 ปีนับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินการจะแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยเอกสาร 31 รายการที่มีข้อมูลพร้อมผ่าน GDX แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเชื่อมโยงและนำข้อมูลไปใช้แทนการเรียกเอกสารจากประชาชนภายในกรอบ 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนอีก 27 รายการที่ยังไม่มีข้อมูลพร้อมให้บริการผ่าน GDX จะเร่งเชื่อมโยงให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>รัฐบาลยังเตรียมให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง เร่งเชื่อมโยง GDX กับระบบ Linkage Center เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลทะเบียนราษฎรผ่านช่องทางเดียว ลดความซ้ำซ้อนและความสับสนในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการ จะให้ส่วนราชการ 163 หน่วยงานสำรวจความพร้อม ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดให้เจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ ใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบข้อมูลแทนการเรียกเอกสารจากประชาชน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>หากหน่วยงานใดยังเรียกเอกสารที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้แล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. จะประสานให้แก้ไขภายใน 15 วัน และติดตามต่อเนื่อง โดยหากยังไม่ดำเนินการภายในกรอบที่กำหนด อาจนำไปประกอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าส่วนราชการ และกรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจมีประเด็นความรับผิดทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;เป้าหมายคือประชาชนไม่ควรต้องถือสำเนาเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้วไปยื่นให้รัฐอีก การเชื่อมข้อมูลให้หน่วยงานใช้ร่วมกัน จะช่วยลดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และขั้นตอนการติดต่อราชการ พร้อมทำให้บริการภาครัฐสะดวกและเป็นดิจิทัลมากขึ้น&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลจะต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานกลางของภาครัฐ โดยคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260915fd98dd743383a62ff2aa3ff3fa337bc1152854.jpg' type='image/jpg' length='57515' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลดัน “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียน ชูผืนป่าธรรมชาติ 89.5% แหล่งต้นน้ำ–ความหลากหลายชีวภาพระดับภูมิภาค]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/541666</link>
<guid isPermaLink="false">fd1756ba0b687a824d59c0a0c0ffab67</guid>
<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 15:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20260915e720c761d3b15714cf2c8cc20846d106152652.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>รัฐบาลดัน &ldquo;ดอยอินทนนท์&rdquo; สู่มรดกอาเซียน ชูผืนป่าธรรมชาติ 89.5% แหล่งต้นน้ำ&ndash;ความหลากหลายชีวภาพระดับภูมิภาค</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการเสนอพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ให้ได้รับการรับรองเป็น &ldquo;อุทยานมรดกอาเซียน&rdquo; เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หลังคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ให้เสนออุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นอุทยานมรดกอาเซียน โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการประเมินพื้นที่จากคณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ ASEAN Centre for Biodiversity (ACB) ระหว่างวันที่ 16&ndash;18 กันยายน 2569</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวลลิดา กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีพื้นที่ประมาณ 296,922.22 ไร่ ครอบคลุมบางส่วนของ 4 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และอำเภอดอยหล่อ โดยมีสัดส่วนพื้นที่ป่าธรรมชาติถึงร้อยละ 89.5 ของพื้นที่ทั้งหมด และเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำปิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>พื้นที่ดังกล่าวยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พบพรรณพืชไม่น้อยกว่า 1,271 ชนิด และสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 393 ชนิด รวมถึงชนิดพันธุ์หายาก เฉพาะถิ่น และใกล้สูญพันธุ์ เช่น กวางผา เลียงผา และชะนีมือขาว ตลอดจนพบไลเคนชนิดใหม่ 21 ชนิด ขณะที่พื้นที่กว่าร้อยละ 40.48 อยู่ในเขตลุ่มน้ำคุณภาพชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่ต้องได้รับการอนุรักษ์อย่างเข้มงวด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นอกจากคุณค่าด้านระบบนิเวศแล้ว ดอยอินทนนท์ยังมีจุดเด่นในฐานะยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ระดับ 2,565 เมตรจากระดับทะเลปานกลาง เป็นพื้นที่เชื่อมโยงถิ่นอาศัยของชนิดพันธุ์สำคัญและนกอพยพระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำที่ผลิตน้ำมากกว่า 540 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หล่อเลี้ยงมากกว่า 35 หมู่บ้าน 74 ชุมชน ทั้งในและนอกพื้นที่</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ดอยอินทนนท์ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ แต่เป็นทั้งผืนป่าต้นน้ำ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และพื้นที่ที่ชุมชนอยู่ร่วมกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน การผลักดันสู่การเป็นอุทยานมรดกอาเซียนจะช่วยยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์ และเพิ่มโอกาสให้ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้น&rdquo; นางสาวลลิดา กล่าว</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองเป็นอุทยานมรดกอาเซียนแล้ว 10 แห่ง หากดอยอินทนนท์ได้รับการรับรอง จะช่วยเสริมบทบาทของไทยด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การศึกษา วิจัย และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุล</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>สำหรับขั้นตอนการพิจารณา หลังผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญของ ACB แล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานมรดกอาเซียน เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม และการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมตามลำดับ ก่อนการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20260915e720c761d3b15714cf2c8cc20846d106152652.jpg' type='image/jpg' length='92896' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประเทศไทย “ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะพิษ”]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/541665</link>
<guid isPermaLink="false">3ad4576540e59a41865a673d31dcd2b8</guid>
<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 15:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202609158891ca63d392c0590ddbc50ff7e8a861152510.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ประเทศไทย &ldquo;ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะพิษ&rdquo;</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ในโลกของการค้าขายระหว่างประเทศ &ldquo;การนำเข้า-ส่งออกสินค้า&rdquo; ถือว่ามีความสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่จะเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ</p>

<p>แต่ภายใต้สินค้าที่ถูกบรรจุมากับตู้คอนเทนเนอร์นับแสนใบ ที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจไทยในแต่ละวัน กลับมีความจริงอันน่าตกใจแฝงอยู่เมื่อ &ldquo;ขยะพิษจากทั่วโลก&rdquo; ถูกซุกซ่อนเข้ามาอย่างแยบยล</p>

<p>ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีวัตถุอันตรายข้ามชาติ ไม่เพียงแต่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการสำแดงเท็จต่อศุลกากรเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น &ldquo;ภัยคุกคาม&rdquo; ต่อความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของคนไทย &nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการขนส่งหลักของประเทศ ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการลักลอบนำเข้าขยะพิษมาทิ้งและแปรรูปอย่างผิดกฎหมาย</p>

<p>วิกฤตการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีวัตถุอันตราย สะท้อนให้เห็นจากสถิติของกรมศุลกากรที่พบว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าขยะพิษได้ถึง 187 คดี น้ำหนักรวมกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 234 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ขบวนการข้ามชาติยังคงใช้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายปลายทางของการขนขยะพิษออกจากพื้นที่ของตนเอง</p>

<p>เพื่อสกัดกั้นและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ล่าสุด &ldquo;สุชาติ ชมกลิ่น&rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดปฏิบัติการเดินหน้าตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ท่าเรือแหลมฉบัง และพบว่าตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนมีการปะปนของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย โดยเตรียมขยายผลถึงต้นทางและขบวนการที่เกี่ยวข้อง</p>

<p>การประกาศเอาจริงกับขบวนการลักลอบนำขยะพิษเข้าประเทศ &nbsp;ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวข้ามจากการตั้งรับ ไปสู่การปราบปรามเชิงรุก เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายของขยะพิษข้ามชาติ</p>

<p>ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่สามารถเอาผิดขบวนการลักลอบขนขยะพิษข้ามชาติ ทั้งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ที่ควบคุมการนำเข้า ขนส่ง และครอบครองสิ่งที่เป็นวัตถุอันตราย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 202 และมาตรา 244 การนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือการสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด/ข้อห้าม ถือเป็นความผิดร้ายแรง มีโทษปรับสี่เท่าของราคาสินค้ารวมอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>

<p>นอกจากนี้ยังมีอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ที่ได้ระบุกรอบกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน ซึ่งกำหนดให้ประเทศต้นทางต้องได้รับความยินยอมจากประเทศปลายทางอย่างเป็นทางการ (Prior Informed Consent: PIC) ก่อนจะส่งมอบของเสียอันตรายได้ ซึ่งถ้าหากประเทศปลายทางไม่ยินยอม ก็สามารถส่งขยะอันตรายกลับไปยังประเทศต้นทางได้</p>

<p>ทั้งนี้แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายบังคับใช้ แต่ก็ยังมีขบวนการลักลอบขนขยะพิษเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง และเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ลดลงและหมดไป ภาครัฐจำเป็นต้องขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้มาตรการส่งกลับประเทศต้นตามอนุสัญญาบาเซลอย่างจริงจัง โดยผู้นำเข้าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณของไทย</p>

<p>นอกจากนี้จะต้องยกระดับคดีลักลอบนำเข้าขยะพิษขนาดใหญ่ให้เป็นคดีพิเศษภายใต้ DSI และประสานงานร่วมกับ ปปง. เพื่อยึดทรัพย์สินและตัดวงจรทางการเงินของกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลร่วม ระหว่างกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อตรวจสอบและเปรียบเทียบใบอนุญาตนำเข้ากับประเภทสินค้าจริงในตู้คอนเทนเนอร์แบบ Real-time</p>

<p>การปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีวัตถุอันตรายข้ามชาติ ถือเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญ และถือเป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo;</p>

<p>ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นหนทางช่วยยับยั้งไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็น &ldquo;ถังขยะโลก&rdquo; และช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน ตลอดจนระบบนิเวศของไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202609158891ca63d392c0590ddbc50ff7e8a861152510.jpg' type='image/jpg' length='86478' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พ.ศ. ....]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/541664</link>
<guid isPermaLink="false">7372a8fba3763086133546c0e91bb4cc</guid>
<pubDate>Tue, 15 Sep 2026 15:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202609157bc6b8ac3fb77289dda6e8eabeb63003152309.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พ.ศ. ....</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ&nbsp;</p>

<p>1. ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ การทำนิติกรรมเพื่อให้พ้นจากหน้าที่หรือเพื่อสละสิทธิของผู้ป่วยข้างต้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย</p>

<p>2. ให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยได้รับการบริบาลตามลำดับความเร่งด่วน โดยในกรณีที่มีปัญหาการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินให้ปรึกษาไปยัง สพฉ. ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยกับผลการคัดแยก ให้อุทธรณ์ไปยัง สพฉ. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อในแบบแจ้งผลการประเมินคัดแยก และให้ สพฉ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดคำวินิจฉัยของ สพฉ. ให้ถือเป็นที่สุด และในกรณีที่ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต สถานพยาบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย</p>

<p>3. สถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นวิกฤต และต้องให้การรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อไปจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต และกำหนดเงื่อนไขให้สถานพยาบาลสามารถ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นได้ตามความเหมาะสม เฉพาะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp;(1) กรณีสถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ</p>

<p>&nbsp; &nbsp;(2) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลรองรับการดูแล</p>

<p>&nbsp; &nbsp;(3) ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทน มีความประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น</p>

<p>4. สถานพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ โดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ไปที่ สปสช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือเรียกเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือเรียกเก็บจากผู้ป่วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้</p>

<p>5. ให้ สปสช. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย</p>

<p>6. ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง สถานพยาบาลแห่งที่สองจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนครบ 72 ชั่วโมง โดยนับเวลาต่อเนื่องจากที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีสถานพยาบาลรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลของตนอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระบบของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้น ๆ</p>

<p>&nbsp; &nbsp;1) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในสังกัดของตน (สิทธิประกันสังคม) ให้ปฏิบัติตามระบบของสำนักงานประกันสังคม</p>

<p>&nbsp; &nbsp;2) กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของ สปสช. รับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ปฏิบัติตามระบบของ สปสช.</p>

<p>&nbsp; &nbsp;3) กรณีสถานพยาบาลของรัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตซึ่งมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เช่น สิทธิข้าราชการ) ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนด</p>

<p>7. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเอง ในกรณีดังต่อไปนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp;1) กรณีสถานพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากพ้นภาวะวิกฤต และมีสถานพยาบาลรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อผู้ป่วย</p>

<p>&nbsp; &nbsp;2) กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนมีความประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น</p>

<p>8. ในกรณีมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาลดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามที่แนบท้ายหลักเกณฑ์เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย</p>

<p>9.หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป</p>

<p>10. ให้สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ไว้ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต [กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))] และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วยของกรมการแพทย์ สธ.</p>

<p>11. การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ ตามข้อ 2 ก่อนวันที่หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. .... และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ....</p>

<p>ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต หรือตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย ให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน</p>

<p>นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP จะส่งผลให้การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลมีความเหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉินด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202609157bc6b8ac3fb77289dda6e8eabeb63003152309.jpg' type='image/jpg' length='55345' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยเที่ยวไทยพลัส” 1 ล้านสิทธิ์ เครื่องยนต์ปั๊ม ศก.ช่วงปลายปี]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/540248</link>
<guid isPermaLink="false">5b77880c1398754af2e688c5c06e30ae</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202609091b09125d1487f0a84a649562c71f648c155359.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>&ldquo;ไทยเที่ยวไทยพลัส&rdquo; 1 ล้านสิทธิ์ เครื่องยนต์ปั๊ม ศก.ช่วงปลายปี</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ในจังหวะที่แรงขับเคลื่อนจากการส่งออกและการบริโภคในประเทศเริ่มเผชิญภาวะชะลอตัว รัฐบาลได้ตัดสินใจอัดฉีด &ldquo;เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ&rdquo; ระลอกใหม่ ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทยพลัส&rdquo; โดยเคาะวงเงินไม่เกิน 3,500 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เพื่อส่งมอบ 1 ล้านสิทธิ์ให้แก่ประชาชน โดยเบื้องต้นจะเปิดให้กลุ่มผู้ประกอบการลงทะเบียนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ขณะที่ประชาชนจะทยอยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; หลังวันที่ 25 ตุลาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดินทางได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้รายละเอียดของการให้สิทธิ์ประชาชน รัฐจะอุดหนุนด้านที่พักสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน ประชาชน 1 คนใช้สิทธิ์ได้สูงสุด 5 คืน หรือคิดเป็นเงินสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 7,500 บาทต่อคน หากใช้สิทธิ์ครบทั้ง 5 คืน</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้รัฐยังสนับสนุน Voucher ที่เป็นรูปแบบคูปองดิจิทัลเพื่อนำไปใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา นวด ทำเล็บ รถรับจ้าง หรือร้านของที่ระลึก โดยมีลักษณะการใช้ในรูปแบบของการร่วมจ่าย (Co-payment) แบบ 50:50 คล้ายโครงการ &ldquo;คนละครึ่ง&rdquo;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ Voucher จะมีวงเงินเริ่มต้นที่ 1,500 บาท สำหรับการใช้จ่ายใน &ldquo;เมืองหลัก&rdquo; แต่ถ้าใช้จ่ายใน &ldquo;เมืองรอง&rdquo; รัฐจะเพิ่มวงเงินเป็น 2,000 บาท เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนกระจายการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ด้วยมาตรการที่เน้นลดภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง ทั้งการอุดหนุนค่าที่พักสูงสุดคืนละ 1,500 บาท และการมอบคูปองแบบร่วมจ่าย สูงสุดอีก 2,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความคึกคักให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปี</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ไทยเที่ยวไทยพลัส&rdquo; ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็น &ldquo;หัวหอก&rdquo; ในการฟื้นฟูและอัดฉีดสภาพคล่องให้แก่เศรษฐกิจในภาพรวม แต่ก็มีคำถามตามมาว่า ในสภาวะที่ค่าครองชีพยังคงตึงตัว เม็ดเงินอุดหนุนก้อนนี้จะสามารถดึง &ldquo;เงินในกระเป๋า&rdquo; ของประชาชนออกมาสะพัดเพิ่มได้มากน้อยเพียงใด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ &ldquo;ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์&rdquo; ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประเมินว่า &ldquo;ไทยเที่ยวไทยพลัส&rdquo; จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 58,000-60,000 ล้านบาท จากการกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย และยังระบุอีกว่า เงินที่ภาครัฐใส่ลงไป 1 บาท จะสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 2.5 เท่าอีกด้วย</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>แม้ตัวเลขการอุดหนุนของภาครัฐจะดูจูงใจให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน มีปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องคำนึงถึง ทั้งเรื่องภาวะค่าครองชีพตึงตัวกับ &ldquo;ความเต็มใจในการจ่าย&rdquo; ซึ่งปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น การที่รัฐบาลอุดหนุนค่าห้องพักและแจก Voucher ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มจะพร้อมออกเดินทาง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจริงยังมี &ldquo;ต้นทุนแฝง&rdquo; อีกมาก เช่น ค่าเดินทาง/น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอาหารส่วนเกิน และค่าซื้อสินค้าต่างๆ &nbsp;ซึ่งมาตรการนี้อาจดึงดูดได้เฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไปที่มีสภาพคล่อง แต่ในขณะที่กลุ่มฐานรากอาจไม่สามารถเข้าร่วมได้</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เม็ดเงิน 1 ล้านสิทธิ์จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ &ldquo;ตั้งใจจะไปท่องเที่ยวปลายปีอยู่แล้ว&rdquo; ส่งผลให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลไม่ได้สร้างการท่องเที่ยวใหม่ (Net New Demand) แต่กลายเป็นการช่วยประหยัดเงินให้กับคนที่กำลังจะจ่ายอยู่แล้ว ผลลัพธ์คือเงินหมุนเวียนใหม่ในระบบอาจไม่ได้เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>และจากประสบการณ์จากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในอดีตที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า เม็ดเงินมักกระจายไปสู่โรงแรมขนาดใหญ่และเมืองท่องเที่ยวหลักมากกว่าเมืองรอง เนื่องจากความพร้อมด้านเทคโนโลยีและฐานลูกค้า หากโครงการนี้ไม่มีการล็อกเงื่อนไขการใช้ Voucher ในพื้นที่เมืองรองหรือร้านค้ารายย่อย เม็ดเงินก็อาจจะกระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่มากกว่ากระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>โครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทยพลัส&rdquo; นับเป็นยากระตุ้นระยะสั้นที่มาถูกจังหวะเวลาสำหรับช่วงไฮซีซัน แต่การจะเปลี่ยน &quot;เม็ดเงิน 3,500 ล้านบาท&quot; ให้เป็น &quot;แรงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน&quot; รัฐบาลควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการออกมาตรการจูงใจเพิ่มเติม โดยเฉพาะสิทธิพิเศษในการใช้บริการในจังหวัดเมืองรองให้มากขึ้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้จะต้องปรับลดขั้นตอนเทคโนโลยี เพื่อให้ร้านอาหารขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชนสามารถรับคูปองร่วมจ่ายได้จริง และที่สำคัญจะต้องติดตามการใช้จ่ายจริงเพื่อวัดผลความสำเร็จของโครงการ ไม่ใช่เพียงวัดเพียงจำนวนการจองสิทธิ์เท่านั้น</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ไทยเที่ยวไทยพลัส&rdquo; ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ซึ่งหากรัฐบาลสามารถทลายข้อจำกัดด้านต่างๆ และกระจายรายได้ไปสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง</p>

<p><br />
เชื่อว่าโครงการนี้จะไม่เพียงแต่จะนำความคึกคักกลับมาสู่ภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจและ GDP ของไทยส่งท้ายปีได้อย่างแท้จริง.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202609091b09125d1487f0a84a649562c71f648c155359.jpg' type='image/jpg' length='113710' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กิจกรรมทำดอกไม้จันทน์ “ดอกดารารัตน์” เตรียมใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/539927</link>
<guid isPermaLink="false">ccd3a11f146ede15d6b6fc6624d9b9cc</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/2026090876ade44e91ae1c9501183cc1ee487721160341.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>กิจกรรมทำดอกไม้จันทน์ &ldquo;ดอกดารารัตน์&rdquo; เตรียมใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร &nbsp;เปิดกิจกรรมการทำดอกไม้จันทน์ &ldquo;ดอกดารารัตน์&rdquo; เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายดำรงค์ศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นางสาวณัชชา วานิชอังกูร รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีตำบลนาดี คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ในฐานะคณะกรรมการฝ่ายจัดทำดอกไม้จันทน์ ได้จัดกิจกรรมพร้อมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยตั้งเป้าหมายจัดทำดอกไม้จันทน์ &ldquo;ดอกดารารัตน์&rdquo; ในวันนี้ จำนวน 2,000 ดอก เพื่อรวบรวมใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการรวมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมกันประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ &nbsp;นอกจากนี้ จังหวัดสมุทรสาครได้เตรียมความพร้อมในการจัดซุ้มพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสาคร ณ วัดเจษฎาราม พระอารามหลวง อำเภอบ้านแพ้ว ณ วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร และอำเภอกระทุ่มแบน ณ วัดนางสาว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ &ldquo;ดอกดารารัตน์&rdquo; มีความหมายว่า &ldquo;สิ่งล้ำค่าที่อยู่สูงสุด&rdquo; โดย &ldquo;ดารา&rdquo; หมายถึง ดวงดาว และ &ldquo;รัตน์&rdquo; หมายถึง แก้วหรือสิ่งที่ประเสริฐ อีกทั้งยังสื่อถึงความหวัง เกียรติยศ ความกล้าหาญ และความรักความภักดีอย่างจริงใจ ดอกดารารัตน์ยังเป็นดอกไม้แห่งความทรงจำและความรักอันบริสุทธิ์ในรัศมีของราชวงศ์ไทย โดยมีความผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้รับการนำมาเป็นต้นแบบในการประดิษฐ์ &ldquo;ดอกไม้จันทน์&rdquo; เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ</p>

<p><br />
ข่าว &nbsp;ส.ปชส.สมุทรสาคร &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/2026090876ade44e91ae1c9501183cc1ee487721160341.jpg' type='image/jpg' length='79766' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาล เพิ่มกรอบเยียวยาชายแดนไทย–กัมพูชา อีกกว่า 240 ล้านบาท เร่งช่วยประชาชน–เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/615/iid/539926</link>
<guid isPermaLink="false">0b2ce87b68be9a7ca5eb248938fae9ff</guid>
<pubDate>Tue, 08 Sep 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202609087f7d076e26d34d7a6c20205d58b08960160206.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>รัฐบาล เพิ่มกรอบเยียวยาชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา อีกกว่า 240 ล้านบาท เร่งช่วยประชาชน&ndash;เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเพิ่มกรอบวงเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย&ndash;กัมพูชาอีกกว่า 240 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 &ndash; 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั่วถึง และสอดคล้องกับสิทธิที่พึงได้รับ&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>กรอบวงเงินเพิ่มเติมดังกล่าว จะใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยแบ่งให้กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท กระทรวงกลาโหม กว่า 166 ล้านบาท และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกว่า 9 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานจะเป็นผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในฐานะหน่วยงานกลาง ได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ ข้อมูลการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และวงเงินที่ขอรับการจัดสรรให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนและให้ความช่วยเหลือตรงถึงผู้มีสิทธิ&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>สำหรับการพิจารณาสิทธิกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ จะยึดตามหลักเกณฑ์การให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ฉบับปรับปรุง หากภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงผลการวินิจฉัย เช่น ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสต่อมาเสียชีวิต หน่วยงานรับผิดชอบจะต้องปรับปรุงข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้ได้รับสิทธิการเยียวยาที่ถูกต้อง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ข่าว กรรณิกา แก้วใส&nbsp; สวท.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202609087f7d076e26d34d7a6c20205d58b08960160206.jpg' type='image/jpg' length='47352' />
</item>
</channel>
</rss>
