<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[บทความ]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/898</link>
<atom:link href="https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/index/id/898" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ไกด์นำเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในไทยต้องทำอย่างไรบ้าง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/362274</link>
<guid isPermaLink="false">c91296c45322091fcbe1e5ab0e4261da</guid>
<pubDate>Wed, 05 Feb 2025 16:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20250205a82c94d824c118f2393ffbb367853ce7165119.png" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px"/></p><br/>
<p><strong>ไกด์นำเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในประเทศไทย</strong>&nbsp;จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เนื่องจากอาชีพ &quot;มัคคุเทศก์&quot; หรือไกด์นำเที่ยวเป็นหนึ่งในอาชีพที่กฎหมายไทยกำหนดให้สงวนไว้สำหรับคนไทยตาม&nbsp;<strong>พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551</strong>&nbsp;อย่างไรก็ตาม ชาวต่างชาติอาจมีบทบาทสนับสนุนในบางกรณี หากผ่านกระบวนการและข้อกำหนดเฉพาะที่อนุญาต</p>

<h3><strong>1. ข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับไกด์นำเที่ยว</strong></h3>

<ol>
	<li>
	<p><strong>อาชีพสงวนสำหรับคนไทย</strong><br />
	ชาวต่างชาติไม่สามารถเป็นมัคคุเทศก์ที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทยได้ เนื่องจากกฎหมายสงวนสิทธิ์อาชีพนี้ไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น</p>
	</li>
	<li>
	<p><strong>บทบาทสนับสนุน</strong><br />
	ชาวต่างชาติอาจทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม ภาษา หรือข้อมูลเฉพาะของประเทศต้นทาง โดยทำงานร่วมกับมัคคุเทศก์ชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาต</p>
	</li>
</ol>

<h3><strong>2. ทางเลือกสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงานในไทย</strong></h3>

<ol>
	<li>
	<p><strong>การร่วมงานในฐานะผู้สนับสนุน (Support Role)</strong></p>

	<ul>
		<li>ชาวต่างชาติสามารถทำงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา หรือผู้ประสานงานกลุ่มนักท่องเที่ยว</li>
		<li>ต้องมีนายจ้างในไทย เช่น บริษัทนำเที่ยวหรือหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>การจดทะเบียนใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)</strong></p>

	<ul>
		<li>ต้องมีวีซ่าประเภท Non-Immigrant B (วีซ่าธุรกิจ)</li>
		<li>นายจ้างในประเทศไทยต้องยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานให้</li>
		<li>ชาวต่างชาติจะต้องปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ไม่ใช่มัคคุเทศก์โดยตรง เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษา ผู้ประสานงาน หรือผู้จัดการด้านการท่องเที่ยว</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>การทำงานในบริษัทข้ามชาติ</strong><br />
	ชาวต่างชาติสามารถทำงานกับบริษัททัวร์ระหว่างประเทศที่มีสาขาในประเทศไทย โดยต้องเป็นไปตามกฎหมายแรงงานของไทย</p>
	</li>
</ol>

<h3><strong>3. ขั้นตอนการขอใบอนุญาตทำงาน</strong></h3>

<ol>
	<li>
	<p><strong>เตรียมเอกสารที่จำเป็น</strong></p>

	<ul>
		<li>หนังสือเดินทางพร้อมสำเนา</li>
		<li>วีซ่า Non-Immigrant B</li>
		<li>สัญญาจ้างงานจากนายจ้าง</li>
		<li>ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของนายจ้าง</li>
		<li>เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประวัติการศึกษา</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>นายจ้างยื่นขอใบอนุญาตทำงาน</strong></p>

	<ul>
		<li>นายจ้างต้องดำเนินการยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานต่อกรมการจัดหางาน</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>ปฏิบัติงานเฉพาะที่ได้รับอนุญาต</strong></p>

	<ul>
		<li>หลังได้รับใบอนุญาตแล้ว ต้องปฏิบัติงานตามตำแหน่งและเงื่อนไขที่ระบุในใบอนุญาตเท่านั้น</li>
	</ul>
	</li>
</ol>

<h3><strong>4. ข้อควรระวัง</strong></h3>

<ul>
	<li>การทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาตในประเทศไทยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมีบทลงโทษทั้งปรับและจำคุก</li>
	<li>หากต้องการมีบทบาทในการสนับสนุนการท่องเที่ยว ต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำงานในตำแหน่งที่กฎหมายไม่สงวนไว้</li>
</ul>

<h3><strong>5. แนะนำเพิ่มเติม</strong></h3>

<p>หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่สนใจทำงานในวงการท่องเที่ยวไทย ควร:</p>

<ul>
	<li>ปรึกษาบริษัทนำเที่ยวในไทยที่มีประสบการณ์จ้างแรงงานต่างชาติ</li>
	<li>ตรวจสอบข้อกำหนดและขั้นตอนกับ&nbsp;<strong>กรมการจัดหางาน</strong>&nbsp;และ&nbsp;<strong>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)</strong></li>
	<li>หลีกเลี่ยงการทำงานโดยไม่มีเอกสารที่ถูกต้องเพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมาย</li>
</ul>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20250205a82c94d824c118f2393ffbb367853ce7165119.png' type='image/png' length='997819' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์พลาสติก มีอะไรบ้างและความหมายของมันคืออะไร ?]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/360388</link>
<guid isPermaLink="false">e6c987f83755f143be264cf79700e58e</guid>
<pubDate>Thu, 30 Jan 2025 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<section role="banner">
<header>
<h1>สัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์พลาสติก มีอะไรบ้างและความหมายของมันคืออะไร ?</h1>
</header>
</section>

<main id="main" role="main">
<article id="post-798">
<p>สัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีหลายรูปแบบและส่วนที่แตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุและระบุข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลาสติกนั้นๆ หลายคนคงเคยสงสัยกันว่าสัญลักษณ์ต่างๆมันมีความหมายอย่างไร และมีชนิดของเครื่องหมายมีกี่แบบ วันนี้ Globepack จะพาไปทุกคนไปหาคำตอบพร้อมๆกัน</p>

<p><img alt="" src="/file/get/file/202501307fb09462fe9d4894975958a7e55e5bbc153443.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>
&nbsp;

<p><strong>สัญลักษณ์ Food Grade</strong>&nbsp;บนบรรจุภัณฑ์พลาสติกบ่งบอกว่าวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับใช้ในการใส่กับอาหาร เพราะสะอาด ไร้สิ่งเจือปน และปลอดสารเคมีตกค้าง ทำให้สามารถใช้ใส่อาหารได้ และปลอดภัยต่อผู้บริโภค</p>

<p><strong>สัญลักษณ์ Recycle</strong>&nbsp;บนบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าวัสดุนี้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้หลังจากการใช้งานแล้ว เป็นการส่งเสริมการลดปริมาณขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม โดยมีรหัสตัวย่อของประเภทของพลาสติกที่ใช้ในผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น PET, HDPE, LDPE, PP, PS เป็นต้น</p>

<p><strong>สัญลักษณ์พลาสติกเบอร์ 1</strong>&nbsp;คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงประเภทของพลาสติกและมีชื่อเรียกว่า Polyethylene Terephthalate (PET หรือ PETE) เป็นพลาสติกที่มีคุณสมบัติในการบรรจุและเก็บรักษาอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากมีความทนทานต่อการเก็บรักษาอาหารและสารอาหารอย่างดี ที่สำคัญยังมีความโปร่งแสงที่ช่วยป้องกันอาหารจากแสงแดด</p>

<p><strong>สัญลักษณ์พลาสติกเบอร์ 5</strong>&nbsp;คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงประเภทของพลาสติกและมีชื่อเรียกว่า Polypropylene (PP) เป็นพลาสติกที่มีคุณสมบัติในการทนต่อความร้อนและความทนทานต่อสารเคมี ทนความร้อนได้สูงถึง 175 องศา เข้าไมโครเวฟก็สามารถทำได้ มักถูกนำมาใช้ในบรรจุภัณฑ์ที่ต้องมีความทนทานต่อความร้อนหรือสารเคมี เช่น กล่องพลาสติก, ขวดน้ำดื่ม, และบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดต่างๆ</p>

<p><strong>สัญลักษณ์ Microwave Safe</strong>&nbsp;บนบรรจุภัณฑ์พลาสติกหมายถึงว่าสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์นั้นสามารถนำเข้าไมโครเวฟอุ่นอาหารได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เกิดความเสียหายหรือปัญหาอื่นๆ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;&nbsp;Globepack</p>

<p>แหล่งอ้างอิง</p>

<figure>
<p>https://thaiplastics.org</p>
</figure>
</article>
</main>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202501307fb09462fe9d4894975958a7e55e5bbc153443.jpg' type='image/jpg' length='147631' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การปลูกข้าวไร่ร่วมกับถั่วลอด สู่การเพิ่มคาร์บอนในดินบนพื้นที่สูง]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/345067</link>
<guid isPermaLink="false">d4bcef3df4beda895c52abd1461378c8</guid>
<pubDate>Tue, 03 Dec 2024 11:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20241203d0f43795fc074cf7fa3c00fadb3861d2114752.png" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>ปัจจุบันประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ ClimateWatch (2024) รายงานว่าในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทย มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 449.51 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) โดยภาคพลังงานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดที่ 252.18 MtCO2e รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม 97.77 MtCO2e ภาคเกษตร 70.73 MtCO2e ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน 15.93 MtCO2e และภาคของเสีย 12.9 MtCO2e ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยภาคเกษตรของไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 3 ซึ่งเกิดจากกิจกรรมการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ ที่กระตุ้นให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในส่วนของคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ไปสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามในภาคการเกษตรนั้นยังมีส่วนช่วยในการกักเก็บคาร์บอนได้เช่นกัน โดยเฉพาะ &ldquo;ดิน&rdquo; ที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะเดียวกันการกักเก็บคาร์บอนสามารถนำไปสู่การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ หากมีวิธีการจัดการดินที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพกับพื้นที่ทำการเกษตรนั้นควบคู่ไปด้วย รวมทั้งส่งผลให้ช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้</p>

<p>ข้าวไร่เป็นระบบการปลูกพืชหนึ่งที่มีความสำคัญกับวิถีชีวิตของคนบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะชาวปกาเกอะญอ จากข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. พบว่าพื้นที่ของ สวพส. มีการปลูกข้าวไร่ ประมาณ 177,945 ไร่ โดยการปลูกข้าวไร่บนพื้นที่สูงนั้นจะปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียนในพื้นที่ลาดชันและใช้พื้นที่ในการปลูกค่อนข้างมาก ซึ่งจะปลูกข้าวไร่ในพื้นที่เดิม 1-2 ปี จากนั้นจะหมุนเวียนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เนื่องจากไม่สามารถปลูกซ้ำที่เดิมได้ เพราะจะได้ผลผลิตข้าวต่ำ จึงนำไปสู่งานวิจัย เรื่อง การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ปลูกข้าวไร่โดยใช้ถั่วลอด ซึ่งการปลูกข้าวไร่ร่วมกับถั่วลอด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 387 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าการปลูกข้าวไร่เพียงอย่างเดียว ที่ให้ผลผลิตเฉลี่ยเพียง 265 กิโลกรัมต่อไร่ โดยเกษตรกรสามารถปลูกข้าวไร่ร่วมกับถั่วลอด หรือปลูกถั่วลอดเมื่อข้าวไร่อายุประมาณ 30 วัน ใช้ถั่วลอดอัตรา 40 กรัมต่อข้าวไร่ 10 กิโลกรัม ซึ่งถั่วลอดเป็นพืชที่มีลักษณะพิเศษโดยจะเลื้อยคลุมดินมีการแตกกิ่งแขนงเลื้อยไปได้ไกลได้กว่า 10 เมตร ด้วยเหตุนี้ถั่วลอดยังช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดินจากเม็ดฝน ช่วยรักษาความชื้นในดิน เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน อีกทั้งถั่วลอดยังสามารถนำไปบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่ง</p>

<p>จากลักษณะเด่นของถั่วลอดที่ช่วยในการคลุมดินรักษาความชื้นในดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินนั้น จึงนำมาสู่การศึกษาเพื่อเปรียบเทียบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดินระหว่างการปลูกข้าวไร่แบบเดิมของเกษตรกรกับการปลูกข้าวไร่ร่วมกับถั่วลอด พบว่า การปลูกข้าวไร่ร่วมกับถั่วลอดมีปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น 7.07% และมีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดินที่ระดับความลึก 0-15 เซนติเมตรและ 15-30 เซนติเมตร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.31 ตันต่อไร่ และ 6.01 ตันต่อไร่ ตามลำดับ ซึ่งมากกว่าปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดินที่ปลูกข้าวไร่แบบเดิมของเกษตรกรที่มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในดิน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.96 ตันต่อไร่ และ 5.43 ตันต่อไร่ ตามลำดับ จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นว่าการปลูกข้าวไร่ร่วมกับถั่วลอดช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดินและอินทรียวัตถุที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อการกักเก็บคาร์บอนในดินเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของดินบนและดินล่างมากกว่าการปลูกข้าวไร่เพียงอย่างเดียว ซึ่งการปลูกถั่วลอดร่วมกับข้าวไร่น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในระบบการปลูกข้าวไร่บนพื้นที่สูงต่อไป&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20241203d0f43795fc074cf7fa3c00fadb3861d2114752.png' type='image/png' length='1722222' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[5 ธันวาคม ของทุกปี ตรงกับ วันพ่อแห่งชาติ วันชาติไทย และ วันดินโลก]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/345060</link>
<guid isPermaLink="false">72f59a525bcd90033d232c2770c9af14</guid>
<pubDate>Tue, 03 Dec 2024 11:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20241203bbb092e96b208605b100f394d26065c9113926.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<h2 data-sourcepos="1:1-1:62"><strong>วันพ่อแห่งชาติ: วันสำคัญที่แสดงความรักและกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ</strong></h2>

<p>&nbsp;</p>

<p data-sourcepos="3:1-3:244"><strong>วันพ่อแห่งชาติ</strong>&nbsp;ของประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ&nbsp;<strong>พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร</strong>&nbsp;พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อหลวงชาวไทย</p>

<p data-sourcepos="5:1-5:41"><strong>เหตุผลที่ 5 ธันวาคมเป็นวันพ่อแห่งชาติ</strong></p>

<ul data-sourcepos="7:1-10:0">
	<li data-sourcepos="7:1-7:104"><strong>เทิดพระเกียรติ:</strong>&nbsp;เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะพระบิดาของปวงชนชาวไทย</li>
	<li data-sourcepos="8:1-8:84"><strong>บทบาทของพ่อ:</strong>&nbsp;เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทสำคัญของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม</li>
	<li data-sourcepos="9:1-10:0"><strong>ส่งเสริมความรักในครอบครัว:</strong>&nbsp;กระตุ้นให้ลูกแสดงความรักและกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ</li>
</ul>

<p data-sourcepos="11:1-11:119"><strong>ดอกไม้ประจำวันพ่อ:</strong>&nbsp;ดอกพุทธรักษาสีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่มั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล</p>

<p data-sourcepos="13:1-13:20"><strong>กิจกรรมในวันพ่อ:</strong></p>

<ul data-sourcepos="15:1-19:0">
	<li data-sourcepos="15:1-15:53"><strong>ทำบุญ:</strong>&nbsp;ไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อ</li>
	<li data-sourcepos="16:1-16:50"><strong>มอบของขวัญ:</strong>&nbsp;มอบของขวัญที่ทำเองหรือซื้อให้พ่อ</li>
	<li data-sourcepos="17:1-17:80"><strong>แสดงความรัก:</strong>&nbsp;บอกรักพ่อ แสดงความรักด้วยการกระทำ เช่น ช่วยงานบ้าน ทำอาหารให้</li>
	<li data-sourcepos="18:1-19:0"><strong>ร่วมกิจกรรม:</strong>&nbsp;เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันพ่อ</li>
</ul>

<p data-sourcepos="20:1-20:23"><strong>ความสำคัญของวันพ่อ:</strong></p>

<p data-sourcepos="22:1-22:182">วันพ่อแห่งชาติเป็นวันที่สำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงความรักและกตัญญูกตเวทีต่อพ่อผู้เป็นที่รัก<br />
&nbsp;</p>

<h2 data-sourcepos="1:1-1:47"><strong>วันชาติไทย: วันแห่งความรักชาติและความสามัคคี</strong></h2>

<p data-sourcepos="3:1-3:200"><strong>วันชาติไทย</strong>&nbsp;ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ&nbsp;<strong>พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร</strong>&nbsp;พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย</p>

<p data-sourcepos="5:1-5:37"><strong>เหตุผลที่ 5 ธันวาคมเป็นวันชาติไทย</strong></p>

<ul data-sourcepos="7:1-10:0">
	<li data-sourcepos="7:1-7:131"><strong>เทิดพระเกียรติ:</strong>&nbsp;เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย</li>
	<li data-sourcepos="8:1-8:88"><strong>วันแห่งความสามัคคี:</strong>&nbsp;เป็นวันที่คนไทยทุกคนร่วมกันแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคี</li>
	<li data-sourcepos="9:1-10:0"><strong>วันแห่งการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ:</strong>&nbsp;เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทย</li>
</ul>

<p data-sourcepos="11:1-11:21"><strong>กิจกรรมในวันชาติ:</strong></p>

<ul data-sourcepos="13:1-17:0">
	<li data-sourcepos="13:1-13:57"><strong>ทำบุญ:</strong>&nbsp;ไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับพระองค์</li>
	<li data-sourcepos="14:1-14:94"><strong>ร่วมกิจกรรม:</strong>&nbsp;เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ เช่น การแสดง การประกวด</li>
	<li data-sourcepos="15:1-15:79"><strong>แสดงความรักชาติ:</strong>&nbsp;ปักธงชาติไทย ประดับไฟสีเหลือง เพื่อแสดงออกถึงความรักชาติ</li>
	<li data-sourcepos="16:1-17:0"><strong>ศึกษาประวัติศาสตร์:</strong>&nbsp;ศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นมาของชาติ</li>
</ul>

<p data-sourcepos="18:1-18:24"><strong>ความสำคัญของวันชาติ:</strong></p>

<p data-sourcepos="20:1-20:231">วันชาติไทยเป็นวันที่สำคัญที่ช่วยให้คนไทยทุกคนได้ตระหนักถึงความเป็นชาติไทย รู้สึกภาคภูมิใจในชาติ และมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย<br />
&nbsp;</p>

<h2 data-sourcepos="1:1-1:38"><strong>วันดินโลก: วันสำคัญเพื่ออนาคตของโลก</strong></h2>

<p data-sourcepos="3:1-3:154"><strong>วันดินโลก</strong>&nbsp;ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันที่เราทุกคนควรหันมาให้ความสำคัญกับดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง</p>

<h3 data-sourcepos="5:1-5:36"><strong>ทำไม 5 ธันวาคม ถึงเป็นวันดินโลก?</strong></h3>

<ul data-sourcepos="6:1-9:0">
	<li data-sourcepos="6:1-6:203"><strong>เทิดพระเกียรติ:</strong>&nbsp;วันที่ 5 ธันวาคม ตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของ&nbsp;<strong>พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร</strong>&nbsp;พระองค์ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาและอนุรักษ์ดินอย่างมากมาย</li>
	<li data-sourcepos="7:1-7:123"><strong>สดุดีพระอัจฉริยภาพ:</strong>&nbsp;เพื่อเป็นการสดุดีพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในการศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดการดินและแก้ไขปัญหาทรัพยากรดิน</li>
	<li data-sourcepos="8:1-9:0"><strong>สร้างความตระหนัก:</strong>&nbsp;เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของดิน และร่วมกันอนุรักษ์ดินให้คงอยู่</li>
</ul>

<h3 data-sourcepos="10:1-10:19"><strong>ความสำคัญของดิน</strong></h3>

<ul data-sourcepos="11:1-14:0">
	<li data-sourcepos="11:1-11:53"><strong>แหล่งอาหาร:</strong>&nbsp;ดินเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญที่สุด</li>
	<li data-sourcepos="12:1-12:97"><strong>ระบบนิเวศ:</strong>&nbsp;ดินเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ช่วยกรองน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย</li>
	<li data-sourcepos="13:1-14:0"><strong>กักเก็บคาร์บอน:</strong>&nbsp;ดินช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดปัญหาโลกร้อน</li>
</ul>

<h3 data-sourcepos="15:1-15:20"><strong>ปัญหาที่ดินเผชิญ</strong></h3>

<ul data-sourcepos="16:1-19:0">
	<li data-sourcepos="16:1-16:82"><strong>การกัดเซาะ:</strong>&nbsp;การทำเกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสม การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ดินถูกกัดเซาะ</li>
	<li data-sourcepos="17:1-17:75"><strong>การเสื่อมโทรม:</strong>&nbsp;การใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงมากเกินไป ทำให้ดินเสื่อมสภาพ</li>
	<li data-sourcepos="18:1-19:0"><strong>มลพิษ:</strong>&nbsp;ขยะและสารเคมีต่างๆ ทำให้ดินปนเปื้อน</li>
</ul>

<h3 data-sourcepos="20:1-20:19"><strong>วิธีอนุรักษ์ดิน</strong></h3>

<ul data-sourcepos="21:1-25:0">
	<li data-sourcepos="21:1-21:52"><strong>ปลูกป่า:</strong>&nbsp;การปลูกป่าช่วยป้องกันการกัดเซาะของดิน</li>
	<li data-sourcepos="22:1-22:74"><strong>ทำเกษตรอินทรีย์:</strong>&nbsp;การทำเกษตรอินทรีย์ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน</li>
	<li data-sourcepos="23:1-23:51"><strong>ลดการใช้สารเคมี:</strong>&nbsp;ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง</li>
	<li data-sourcepos="24:1-25:0"><strong>คัดแยกขยะ:</strong>&nbsp;ช่วยลดปริมาณขยะที่ถูกทิ้งลงบนดิน</li>
</ul>

<p data-sourcepos="26:1-26:107"><strong>ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ดินได้ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การทำปุ๋ยหมัก หรือการลดการใช้พลาสติก</strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202412030ff959248b5b03217814387334d2635a114403.jpg' type='image/jpg' length='169121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต้องมีความสามารถด้านไหนถึงจะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/336297</link>
<guid isPermaLink="false">a7980626256ea2781b2cd752820d40b9</guid>
<pubDate>Thu, 31 Oct 2024 13:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20241031250711cac022db8f2e78cdc76d53c000131254.png" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>แรงงานฝีมือที่มีความต้องการมากในประเทศไทยจะอยู่ในสาขาอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตและต้องการทักษะเฉพาะทางเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการพัฒนาเทคโนโลยี โดยสาขาที่มีความต้องการแรงงานฝีมือสูงในปัจจุบัน ได้แก่:</p>

<p>&nbsp;</p>

<h3>1.&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>โปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาแอปพลิเคชัน</strong><br />
	ความต้องการแรงงานในสายงานนี้สูงขึ้น เนื่องจากการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและแอปพลิเคชันบนมือถือ</li>
	<li><strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Specialist)</strong><br />
	เนื่องจากความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องการแรงงานฝีมือที่สามารถป้องกันและจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์</li>
	<li><strong>วิศวกรระบบคลาวด์ (Cloud Engineer)</strong><br />
	การใช้งานระบบคลาวด์เพิ่มขึ้น ทำให้มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สามารถจัดการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนี้</li>
</ul>

<h3>2.&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมยานยนต์</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ช่างเทคนิคและวิศวกรยานยนต์ไฟฟ้า (EV Technician/Engineer)</strong><br />
	การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ทำให้มีความต้องการช่างและวิศวกรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า</li>
	<li><strong>ช่างเทคนิคด้านอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์</strong><br />
	เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่มีการผนวกรวมระบบอิเล็กทรอนิกส์และเซ็นเซอร์ ทำให้ความต้องการช่างเทคนิคในสายนี้เพิ่มขึ้น</li>
</ul>

<h3>3.&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า และช่างประปา</strong><br />
	การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ เช่น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ทำให้มีความต้องการช่างฝีมือในด้านนี้มากขึ้น</li>
	<li><strong>วิศวกรโยธาและสถาปนิก</strong><br />
	โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าและสนามบินใหม่ ทำให้ความต้องการแรงงานฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวางแผนและการออกแบบเพิ่มขึ้น</li>
</ul>

<h3>4.&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ช่างเทคนิคเครื่องจักรและหุ่นยนต์</strong><br />
	อุตสาหกรรมการผลิตต้องการแรงงานฝีมือที่สามารถติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต</li>
	<li><strong>วิศวกรการผลิตและช่างเทคนิคควบคุมคุณภาพ</strong><br />
	ความต้องการแรงงานที่สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์</li>
</ul>

<h3>5.&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ช่างเทคนิคด้านการแปรรูปอาหาร</strong><br />
	อุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปกำลังเติบโต โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออก จึงมีความต้องการแรงงานฝีมือในด้านการแปรรูปอาหารที่มีคุณภาพ</li>
	<li><strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)</strong><br />
	เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้ข้อมูลและระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มผลผลิต ทำให้มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้</li>
</ul>

<h3>6.&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ช่างเทคนิคด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม</strong><br />
	ความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการแรงงานที่สามารถติดตั้งและบำรุงรักษาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม</li>
</ul>

<h3>7.&nbsp;<strong>อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่ง</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน</strong><br />
	การเติบโตของ E-commerce และการส่งออกทำให้ความต้องการแรงงานฝีมือในด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนเพิ่มสูงขึ้น</li>
	<li><strong>ช่างเทคนิคด้านระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ</strong><br />
	การใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติในคลังสินค้า เช่น หุ่นยนต์ในการจัดเก็บและขนส่งสินค้า ทำให้มีความต้องการช่างเทคนิคในการติดตั้งและดูแลระบบอัตโนมัติเหล่านี้</li>
</ul>

<p>สาขาเหล่านี้มีความต้องการแรงงานฝีมือสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20241031250711cac022db8f2e78cdc76d53c000131254.png' type='image/png' length='1269924' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แหล่งกำเนิดของฝุ่น PM 2.5]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/335382</link>
<guid isPermaLink="false">dc705e2e0772c2cc43672fd93af46f79</guid>
<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202410281c8211acd9894fcb93eaf43778078180161005.png" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>แหล่งกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 มาจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้และกระบวนการทางอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ&nbsp;<strong>แหล่งกำเนิดจากมนุษย์</strong>&nbsp;(Anthropogenic Sources) และ&nbsp;<strong>แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ</strong>&nbsp;(Natural Sources)</p>

<p>&nbsp;</p>

<h3>1. แหล่งกำเนิดจากมนุษย์:</h3>

<p><strong>การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากยานพาหนะ</strong></p>

<p>ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซลและเบนซิน โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานนาน ปล่อยก๊าซไอเสียที่มีสารประกอบทางเคมีที่กลายเป็นฝุ่น PM 2.5 ได้ เครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลในยานพาหนะทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของฝุ่น PM 2.5 ในเมือง</p>

<p><strong>อุตสาหกรรมและการผลิตพลังงาน</strong></p>

<p>โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงานจะปล่อยฝุ่นละอองและก๊าซที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 โรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต การแปรรูปโลหะ และปูนซีเมนต์ ทำให้เกิดฝุ่นขนาดเล็กจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบต่าง ๆ</p>

<p><strong>การเผาในที่โล่ง</strong></p>

<p>การเผาป่าและเผาไร่ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ปล่อยควันและฝุ่นละอองจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด PM 2.5 ที่สำคัญในหลายประเทศ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง การเผาขยะมูลฝอยและเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ก็ทำให้เกิดฝุ่นในปริมาณมาก</p>

<p><strong>การก่อสร้างและการพัฒนาเมือง</strong></p>

<p>กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างถนน อาคาร และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ มักมีการเคลื่อนย้ายวัสดุก่อสร้าง ทำให้ฝุ่น PM 2.5 กระจายตัวได้ง่าย โดยเฉพาะฝุ่นจากซีเมนต์ ทราย และดิน</p>

<h3>2. แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ:</h3>

<p><strong>ไฟป่า</strong></p>

<p>การเกิดไฟป่าตามธรรมชาติ เช่น จากฟ้าผ่าหรือการติดไฟเองของวัสดุธรรมชาติ ปล่อยฝุ่น PM 2.5 จำนวนมาก</p>

<p><strong>ภูเขาไฟระเบิด</strong></p>

<p>การปะทุของภูเขาไฟปล่อยฝุ่นและเถ้าถ่านขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และบางส่วนจะกลายเป็นฝุ่น PM 2.5</p>

<p><strong>ฝุ่นทะเลทราย</strong></p>

<p>การเคลื่อนตัวของลมในทะเลและทะเลทรายสามารถพัดพาอนุภาคเล็ก ๆ ของเกลือและทรายเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และบางส่วนมีขนาดเล็กพอที่จะเป็น PM 2.5</p>

<h3><strong>สรุป:</strong></h3>

<p>ฝุ่น PM 2.5 มาจากหลากหลายแหล่งทั้งจากกิจกรรมของมนุษย์และธรรมชาติ โดยแหล่งสำคัญมักเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้และการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิง การป้องกันและควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นเป็นสิ่งสำคัญในการลดมลพิษทางอากาศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202410281c8211acd9894fcb93eaf43778078180161005.png' type='image/png' length='507073' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เกษตรดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีรับรู้จากระยะไกล]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/335380</link>
<guid isPermaLink="false">a593689ee546636795d96c07ed85176f</guid>
<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20241028c02d52e598a12957b5a379f86a16277b160513.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>หลายท่านคงเคยได้ยินศัพท์ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เพิ่มขึ้นและไม่เคยได้ยินหรือรู้มาก่อน ก่อกำเนิดวิทยาการและศาสตร์ด้านเทคโนโลยีที่ผสมผสานต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ไอที</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>การสื่อสารไร้สาย เซ็นเซอร์ตรวจวัด เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีด้านการสำรวจ เทคโนโลยีพลังงาน เครื่องจักรกล โดรนและระบบอัตโนมัติ ซึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชากรโลกรวมถึงวงการเกษตรกรรม โดยเกษตรกรรมยุคใหม่ที่กำลังเป็นเทรนด์ไปทั่วโลกนั้น เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรมากมาย ถูกนำมาใช้พัฒนาวิถีการทำการเกษตร ทำให้อำนวยความสะดวกให้กับชีวิตของเกษตรกรยุคใหม่มากขึ้น คำว่า &ldquo;เกษตรแม่นยำสูง&rdquo; หรือ &ldquo;Precision Farming&rdquo; คือ การทำเกษตรกรรมที่ประยุกต์ใช้ศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เป็นเครื่องมือทำงาน เพื่อให้เกิดความสะดวกและง่ายต่อการจัดการแปลง เกิดการประมวลผลอย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ วิเคราะห์ความสมบรูณ์ของแปลง การพยากรณ์ผลผลิต ประเมินความเสียหายจากภัยธรรมชาติและจากศัตรูพืช ตลอดจนการวางแผนกำหนดเขตเพาะปลูกพืช รับรู้สภาพดินฟ้าอากาศ ผลกระทบจากภัยพิบัติ ฯลฯ ช่วยให้เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิต มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม โดยในการทำงานของเกษตรแม่นยำสูงมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องหลายชนิดและหลายระบบ ดังนี้</p>

<p>1.เทคโนโลยีระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นผิวโลก (Global Positioning System: GPS) : เทคโนโลยีการระบุพิกัดหรือตำแหน่งบนพื้นผิวโลก เช่น บริษัทรถไถควบคุมด้วย GPS ของบริษัท John Deere ในสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่พรวนดิน หยอดปุ๋ยและเก็บเกี่ยวอัตโนมัติ มีระบบควบคุม การบังคับการเลี้ยวของพวงมาลัยทำให้สามารถวิ่งไปกลับตลอดทั้งแปลงตามพิกัดแผนที่ที่กำหนด</p>

<p>2. เทคโนโลยีระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) : เทคโนโลยีในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ แล้วนำมาแสดงผลในรูปแบบต่าง ๆ</p>

<p>3.เทคโนโลยีการรับรู้จากระยะไกล (Remote Sensing: RS) : เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่โดยอาศัยคลื่นแสงในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในรูปแบบ เรดาร์ ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ ฯลฯ อุปกรณ์รับรู้เหล่านี้มักจะติดตั้งบนอากาศยานไร้คนขับ (Drone) หรือ ดาวเทียม (Satellite)</p>

<p>4. เทคโนโลยีการรับรู้ระยะใกล้ (Proximal Sensing: PS) : เซ็นเซอร์วัดข้อมูลได้โดยตรง เช่น เซ็นเซอร์ตรวจอากาศ (Weather Station) เซ็นเซอร์วัดดิน (Soil Sensor) เซ็นเซอร์ตรวจโรคพืช (Plant Disease Sensor) เซ็นเซอร์ตรวจวัดผลผลิต (Yield Monitoring Sensor) เซ็นเซอร์เหล่านี้สามารถนํามาวางเป็นระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Sensor Network) โดยนําไปติดตั้งหรือปล่อยในพื้นที่ไร่นา เพื่อเก็บข้อมูลความชื้นในดิน อุณหภูมิ ปริมาณแสง และสารเคมี</p>

<p>5.เทคโนโลยีจัดการพื้นที่ตามความเหมาะสม (Variable Rate Technology: VRT) : เทคโนโลยีการให้ปุ๋ย ให้น้ำ สารเคมีควบคุมศัตรูพืช ตามสภาพความแตกต่างของพื้นที่ โดยมักจะใช้ร่วมกับเทคโนโลยี GPS เช่นเดียวกับการใช้รถไถให้ปุ๋ยอัตโนมัติ ทั้งนี้อาจจะใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีการรับรู้ระยะใกล้&nbsp;เพื่อความถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น</p>

<p>6.&nbsp;เทคโนโลยีเพื่อการตัดสินใจในระบบการทำฟาร์ม (Crop Models and Decision Support System: DSS) : บูรณาการ 5 เทคโนโลยีไว้ด้วยกัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการปฏิบัติงานในฟาร์ม และยังสามารถช่วยในเรื่องการทำนายผลผลิตที่จะสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยทำนายจากข้อมูลผลผลิตในอดีต ควบคู่กับข้อมูลสภาพอากาศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในงานด้านเกษตรกรรมขั้นสูง</p>

<p><img alt="" src="/file/get/file/20241028c1a22a68a4d3d950e1225c883879d8fb160712.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>ในบทความนี้จึงจะขอนำทุกท่านไปรู้จักกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศที่นำมาประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตรแม่นยำสูงหรือที่เรียกกันว่า &ldquo;การรับรู้จากระยะไกล (Remote Sensing: RS)&rdquo; เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่กว้าง สามารถระบุคุณลักษณะของวัตถุได้จากลักษณะการสะท้อนแสงหรือการแผ่พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าจากวัตถุนั้นๆ กล่าวคือ &ldquo;วัตถุหรือพืชแต่ละชนิด จะมีลักษณะการสะท้อนแสงหรือการแผ่รังสีที่เฉพาะตัวและแตกต่างกันไป ถ้าวัตถุหรือสภาพแวดล้อมเป็นคนละประเภทกัน&rdquo; คุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อในการได้มาของข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ ช่วงคลื่น (Spectral) รูปทรงสัณฐานของวัตถุบนพื้นโลก (Spatial) และการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา (Temporal) การรับรู้ระยะไกลจึงเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการจำแนกและเข้าใจวัตถุหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ จากลักษณะเฉพาะตัวในการสะท้อนแสงหรือแผ่รังสี โดยองค์ประกอบที่สำคัญของการรับรู้ระยะไกล คือ คลื่นแสง ซึ่งเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ว่าเป็นพลังงานที่ได้จากดวงอาทิตย์ หรือเป็นพลังงานจากตัวเอง ซึ่งระบบการรับรู้ระยะไกลโดยอาศัยพลังงานแสงธรรมชาติ เรียกว่า Passive Remote Sensing ส่วนระบบบันทึกที่มีแหล่งพลังงานที่สร้างขึ้นและส่งไปยัง วัตถุเป้าหมาย เรียกว่า Active Remote Sensing เช่น ระบบเรดาร์ เป็นต้น</p>

<p><img alt="" src="/file/get/file/202410287af952034879fa65826dc91c6ba890f3160711.jpg" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนมองว่าการนำเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกลมาประยุกต์ใช้กับงานด้านการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการผลิตพืช ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกลมีราคาถูกลงมากและใช้งานง่ายขึ้น มีแพลตฟอร์มมากมายให้เลือกใช้งาน เจ้าของฟาร์มสามารถใช้ได้ โดยการสั่งซื้อบริการจากดาวเทียมของเอกชนหรือข้อมูลสาธารณะต่างๆ ที่มีให้ดาวน์โหลดมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้งานจะนำมาใช้ประโยชน์ในงานด้านไหน ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้กับที่ดิน การเกษตร ป่าไม้ ธรณีวิทยา การวางผังเมือง วิเคราะห์สภาพน้ำ คาดการณ์การเกิดอุทกภัย ติดตามสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อมูลจากการรับรู้ระยะไกลนั้นเป็นข้อมูลในระดับพื้นที่กว้างทำให้มีความละเอียดของข้อมูลที่ต่ำ หากจะใช้สำหรับพื้นที่ย่อยๆ ในระดับฟาร์มจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่มีความละเอียดขึ้น ในระยะหลัง ได้มีการพัฒนานำเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกลมาติดตั้งกับหุ่นยนต์บินได้ หรือที่เรียกว่าอากาศยานไร้คนขับติดกล้องหลายช่วงคลื่น (Drone Multispectral) มีราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับสมัยก่อน เกษตรกรระดับกลางสามารถซื้อหามาใช้ได้ ทำให้เทคโนโลยีนี้เริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แต่การใช้เทคโนโลยีอาจจะต้องคิดคำนึงการใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและคุ้มทุนกับอุปกรณ์ที่ได้ลงทุนไป ดังที่กล่าวมาในข้างต้นทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีต่างๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในหลากหลาย นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการการผลิตพืชและสัตว์ให้มีประสิทธิภาพครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตทั้งระบบ</p>

<p>ที่มา :&nbsp;สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20241028c02d52e598a12957b5a379f86a16277b160513.jpg' type='image/jpg' length='315062' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ฝุ่นภัยร้าย...ขนาดจิ๋ว]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/335379</link>
<guid isPermaLink="false">d70febaf4a40cc4caadc3b3c805406e5</guid>
<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202410286782cb40ba210908ce07c18d2d03fbd9160336.png" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<h2>ฝุ่นละออง</h2>

<p>&nbsp;</p>

<p>ฝุ่นละออง คือ อนุภาคของแข็งขนาดเล็กหรือละอองของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ เกิดขึ้นได้ทั้งจากธรรมชาติ เช่น ทราย ดิน ไอน้ำ เขม่าควันจากไฟป่า&nbsp;และเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น ควันจากการจราจร ฝุ่นจากงานก่อสร้าง ฝุ่นจากการโม่หิน ฝุ่นจากการเผาถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือกิจกรรมในครัวเรือนอื่น ๆ ฝุ่นเหล่านี้เมื่อถูกกระแสลมพัดก็จะปลิวกระจายตัว ฝุ่นบางชนิดเล็กมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า</p>

<h2>อันตรายที่เกิดจากฝุ่น&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</h2>

<p>ระดับความอันตรายของฝุ่นนั้น ขนาดอนุภาคของฝุ่นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน นั่นคือ หากฝุ่นมีอนุภาคขนาดใหญ่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อผิวกาย แต่หากฝุ่นนั้นมีอนุภาคขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนแล้ว จะสามารถผ่านการกรองของขนจมูกเข้าไปสะสมตัว ในระบบทางเดินหายใจ และถ้าฝุ่นอนุภาคขนาดเล็กกว่านั้นและมีสารพิษเป็นองค์ประกอบด้วยแล้ว จะสามารถทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หรือส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของปอดได้</p>

<h2>แนวทางการป้องกันภัยร้ายใกล้ตัวอย่างง่าย</h2>

<p>หมั่นปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดที่อยู่ให้ปราศจากฝุ่น หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นและควัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น หากคุณภาพอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในกลางแจ้ง<br />
ข้อมูล :&nbsp;<a href="https://sciplanet.org/content/9439">https://sciplanet.org/content/9439</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202410286782cb40ba210908ce07c18d2d03fbd9160336.png' type='image/png' length='2378267' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[6 วิธีรับมือน้ำท่วม ฉบับใกล้ตัว]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/335378</link>
<guid isPermaLink="false">59a5cee4cd21b771d30869cc293da9f2</guid>
<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/20241028d3f9f294f80f6dc98f0b0abc9c8a3fa1160127.png" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p>มาดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแต่ละวิธีรับมือน้ำท่วมกันเถอะ:</p>

<p>&nbsp;</p>

<ol>
	<li>
	<p><strong>ติดตามข่าวสารและประกาศเตือน</strong>:</p>

	<ul>
		<li>ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น สถานีโทรทัศน์, วิทยุ, เว็บไซต์ข่าว, และแอปพลิเคชันที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศและภัยพิบัติ</li>
		<li>เปิดการแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>เตรียมอาหารและอุปกรณ์จำเป็น</strong>:</p>

	<ul>
		<li>เก็บข้าวสาร, อาหารกระป๋อง, และอาหารแห้งที่มีอายุการเก็บรักษานาน</li>
		<li>น้ำดื่มเป็นสิ่งสำคัญ ควรเตรียมน้ำดื่มอย่างน้อย 3 วันต่อคน</li>
		<li>อุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น ไฟฉาย, เทียนไข, ยา, และชุดปฐมพยาบาล ควรมีให้พร้อม</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>เตรียมอุปกรณ์สื่อสารให้พร้อม</strong>:</p>

	<ul>
		<li>ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็น เช่น แบตสำรอง</li>
		<li>อาจพิจารณาซื้อวิทยุแบตเตอรี่สำหรับติดตามข่าวสารในกรณีที่ไฟฟ้าดับ</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>เตรียมเบอร์ติดต่อหน่วยงานของรัฐ</strong>:</p>

	<ul>
		<li>ควรจดหมายเลขโทรศัพท์สำคัญ ๆ เช่น ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและบริการฉุกเฉิน</li>
		<li>เก็บหมายเลขเหล่านี้ไว้ในโทรศัพท์หรือเขียนไว้ในที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>ปิดวงจรไฟฟ้า</strong>:</p>

	<ul>
		<li>หากน้ำเริ่มเข้าท่วมบ้าน ให้ปิดสวิตช์ไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร</li>
		<li>ควรหลีกเลี่ยงการเดินไปในที่ที่มีน้ำท่วมโดยไม่จำเป็น เนื่องจากอาจมีไฟฟ้ารั่ว</li>
	</ul>
	</li>
	<li>
	<p><strong>หาแหล่งที่พักสำหรับผู้ประสบภัย</strong>:</p>

	<ul>
		<li>ควรค้นหาสถานที่พักพิงที่ปลอดภัย เช่น โรงเรียนหรือศูนย์อพยพที่จัดตั้งโดยหน่วยงานท้องถิ่น</li>
		<li>สอบถามหน่วยงานเกี่ยวกับแหล่งที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่</li>
	</ul>
	</li>
</ol>

<p>ในกรณีฉุกเฉิน สามารถติดต่อได้ที่:</p>

<ul>
	<li><strong>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</strong>&nbsp;โทร. 1784</li>
	<li><strong>บริการการแพทย์ฉุกเฉิน</strong>&nbsp;โทร. 1669 หรือ 0-2591-9769</li>
	<li><strong>กรมอุตุนิยมวิทยา</strong>&nbsp;โทร. 0-2398-9830</li>
</ul>

<p>การเตรียมตัวอย่างมีระบบจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในช่วงน้ำท่วมได้มากขึ้นนะครับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/20241028d3f9f294f80f6dc98f0b0abc9c8a3fa1160127.png' type='image/png' length='904702' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รายได้ของสายช่าง ช่างมีฝีมือ จะได้เท่าไหร่นะ?]]></title>
<link>https://radiotrat.prd.go.th/th/content/category/detail/id/898/iid/335377</link>
<guid isPermaLink="false">fb4117ae6db67538945327a9a0514f27</guid>
<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><img alt="" src="/file/get/file/202410283617f9ba3b8ba465dad5645ea0c51b2d155526.png" style="width: 100%; height: 100%; border-radius: 10px" /></p>

<p>&nbsp;</p>

<p><strong>รายได้ของ แรงงานฝีมือหรือสายช่าง</strong>&nbsp;ที่มีทักษะเฉพาะทางในสายงานต่างๆ ซึ่งต้องผ่านการฝึกอบรมหรือมีประสบการณ์ในการทำงานที่เน้นการใช้ความรู้ความสามารถ ตัวอย่างแรงงานฝีมือในแต่ละสาขาพร้อมอัตราเฉลี่ยรายได้ในประเทศไทยมีดังนี้:</p>

<p>&nbsp;</p>

<h3>1.&nbsp;<strong>ช่างเทคนิคเครื่องจักรและช่างเชื่อมโลหะ</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: ติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเครื่องจักรกลหรือระบบอัตโนมัติในโรงงาน รวมถึงการเชื่อมโลหะในกระบวนการผลิต</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 15,000 - 30,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 40,000 - 50,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>2.&nbsp;<strong>โปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาแอปพลิเคชัน (Programmer &amp; App Developer)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: เขียนโปรแกรมและพัฒนาแอปพลิเคชัน รวมถึงดูแลระบบซอฟต์แวร์ในองค์กร</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 25,000 - 50,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 70,000 - 100,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>3.&nbsp;<strong>ช่างไฟฟ้าและช่างประปา</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: ติดตั้งและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบท่อในอาคารหรือโครงการก่อสร้าง</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 15,000 - 30,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 40,000 - 60,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>4.&nbsp;<strong>ช่างเทคนิคด้านอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: บำรุงรักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ รวมถึงระบบไฟฟ้ารถยนต์</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 20,000 - 35,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 50,000 - 80,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>5.&nbsp;<strong>วิศวกรระบบเครือข่ายและระบบคลาวด์ (Network/Cloud Engineer)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: ออกแบบ ดูแล และบริหารจัดการระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และระบบคลาวด์ในองค์กร</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 35,000 - 70,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 80,000 - 150,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>6.&nbsp;<strong>นักออกแบบกราฟิกและนักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Graphic/Product Designer)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: ออกแบบกราฟิก โลโก้ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 18,000 - 35,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 40,000 - 70,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>7.&nbsp;<strong>ช่างเทคนิคด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Technician)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: ติดตั้งและบำรุงรักษาระบบพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์และกังหันลม</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 20,000 - 40,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 50,000 - 80,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>8.&nbsp;<strong>ช่างซ่อมบำรุงเครื่องจักรในภาคการเกษตร</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: บำรุงรักษาเครื่องจักรทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ เครื่องปลูกพืช และระบบชลประทาน</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 15,000 - 30,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 35,000 - 50,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>9.&nbsp;<strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Logistics &amp; Supply Chain Specialist)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: จัดการการขนส่ง การจัดเก็บ และการบริหารซัพพลายเชนในองค์กร</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 30,000 - 60,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 70,000 - 100,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<h3>10.&nbsp;<strong>นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst)</strong></h3>

<ul>
	<li><strong>ลักษณะงาน</strong>: วิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ</li>
	<li><strong>รายได้เฉลี่ย</strong>: 25,000 - 50,000 บาทต่อเดือน</li>
	<li><strong>รายได้ในตำแหน่งที่มีประสบการณ์สูง</strong>: 60,000 - 120,000 บาทต่อเดือน</li>
</ul>

<p>อัตรารายได้ของแรงงานฝีมือเหล่านี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ทักษะเฉพาะทาง และตำแหน่งงาน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiotrat.prd.go.th/th/file/get/file/202410283617f9ba3b8ba465dad5645ea0c51b2d155526.png' type='image/png' length='1931827' />
</item>
</channel>
</rss>
