รายงานการประชุม
ประจำวัน 14 ตุลาคม 2569

และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 14 ตุลาคม 2569
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (การประชุมประจำปีฯ) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการประชุมร่วมหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ผ่านการประชุมร่วมระหว่างอาเซียน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) พร้อมด้วยวาระสำคัญในการประกาศกรอบนโยบายระดับโลก “Bangkok Blueprint” เพื่อจัดการภัยทุจริตทางดิจิทัลตลอดจนการเผยแพร่รายงานนโยบายเศรษฐกิจและการคลังที่สำคัญ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (ดร. เอกนิติฯ) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม Joint IMF-WBG SEAVG Briefing ครั้งที่ 57 โดยมี นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้แทนประเทศสมาชิกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน การส่งเสริมการเติบโตโดยภาคเอกชน และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
การประชุมยังหารือถึงผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานในเอเชีย ทั้งโอกาสในการเพิ่มผลิตภาพและความเสี่ยงต่อการจ้างงาน ตลอดจนบทบาทของกลุ่มธนาคารโลกในการระดมทุนภาคเอกชนเพื่อสร้างงาน ผ่านการขยายเครื่องมือค้ำประกันและเพิ่มประสิทธิภาพการอนุมัติโครงการ รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ ในระหว่างการรับประทานอาหารกลางวันของการประชุม Joint IMF-WBG SEAVG ดร.เอกนิติฯ ได้หารือทวิภาคีกับ Suahasil Nazara รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน ตลอดจนการเสริมสร้างความเชื่อมโยงและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร (นายวิทัยฯ) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกล่าวเปิดตัว “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” เพื่อวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล โดย ดร. เอกนิติฯ เน้นย้ำว่า อาชญากรรมทางการเงินเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อน เนื่องจากผู้เสียหาย มิจฉาชีพ และเส้นทางการเงินอาจเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อป้องกันอาชญากรรมตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงติดตามเส้นทางการเงิน และช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน นายวิทัยฯ ได้นำเสนอวัตถุประสงค์ หลักการ และแนวทางดำเนินงานภายใต้กรอบ “Bangkok Blueprint” ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ริเริ่มแนวคิดร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก โดยต่อยอดจากบทเรียนและประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนา Bangkok Blueprint เป็นเสมือนเข็มทิศนโยบายที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ผ่านการขับเคลื่อนใน 3 ด้านสำคัญ (1) แนวทางรับมือแบบครบวงจร โดยให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบ (2) การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อจัดการปัญหาภัยการเงินข้ามพรมแดน และ (3) การส่งเสริมให้หน่วยงานกำหนดมาตรฐาน (standard setters) ใช้เป็น input เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติสากลในการจัดการภัยการเงินดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ Bangkok Blueprint จะช่วยเสริมการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Connect the Dots” ของประเทศไทย ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางการเงิน พร้อมต่อยอดสู่การวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ โดยประกอบด้วย 5 เสาหลักและ 12 แนวทางสำคัญ นอกจากนี้ ในการประชุมประจำปีฯ ยังมีการนำเสนอเอกสาร “Bangkok Blueprint in Action” ซึ่งจัดทำโดย ธปท. ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อรวบรวมประสบการณ์และบทเรียนเชิงปฏิบัติจากฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย สำหรับให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง โดย ดร. เอกนิติฯ ย้ำว่า อาชญากรรมทางการเงินไม่มีพรมแดน การป้องกันและปราบปรามจึงต้องอาศัยความร่วมมือที่ก้าวข้ามพรมแดนเช่นกัน เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัยและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนทั่วโลก
คริสตาลินา กอร์เกียวา (คริสตาลินาฯ) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าควรให้ความสำคัญกับ (1) การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เหมาะสม รวมทั้งการยกระดับการกำกับดูแลความเสี่ยงในภาคการเงิน (2) การส่งเสริมการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และ (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยกันรับมือกับความเสี่ยงการเงินดิจิทัล รวมถึงดูแลความไม่สมดุลในเศรษฐกิจโลกและปัญหาความตึงเครียดทางการค้า ทั้งนี้ IMF จะปรับกระบวนการทำงานภายในองค์กร ทั้งด้านการประเมินความเสี่ยงและการออกแบบนโยบายเพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิกรับมือกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ คริสตาลินาฯ ยังได้ขอบคุณประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมที่ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมอย่างอบอุ่นและจัดงานได้อย่างประทับใจในทุกมิติ
IMF ได้ออกรายงาน Fiscal Monitor ซึ่งชี้ว่าความเสี่ยงทางการคลังกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยหลายประเทศเผชิญข้อจำกัดจากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และพื้นที่การคลังที่น้อยลง ในบริบทดังกล่าว IMF จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ (1) การปรับปรุงระบบภาษีและโครงสร้างการใช้จ่ายภาครัฐให้เอื้อต่อการเติบโตมากขึ้นและลดการบิดเบือนกลไกทางเศรษฐกิจ (2) สำหรับประเทศที่มีหนี้สูง ควรเริ่มลดการขาดดุลทางการคลัง (fiscal consolidation) ตั้งแต่ตอนนี้ โดยอาศัยแผนการดำเนินการที่น่าเชื่อถือและอยู่บนสมมติฐานที่สมจริง และ (3) มาตรการดูแลราคาพลังงานควรใช้อย่างจำกัด เป็นการชั่วคราว และเฉพาะกลุ่ม
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเวทีสนทนา In Conversation กับ Tim Adams ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (Institute of International Finance: IIF) ในการประชุม IIF Annual Membership Meeting 2026 ภายใต้หัวข้อ “Growth, Risk, and the New Map of Global Finance” ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพมหานคร โดยนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ STI (Stabilise–Transition–Invest) ซึ่งมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ และลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังและการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด
ดร.เอกนิติฯ ยังนำเสนอแนวทางสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน (Investment-led Growth) โดยมุ่งส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาด AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมยกระดับการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยเน้นบทบาทของ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และตลาดทุนในการระดมเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงบทบาทของไทยในฐานะ “ตัวกลาง” Trusted Connector ที่เชื่อมโยงอาเซียนกับเศรษฐกิจโลก เพื่อเปลี่ยนความผันผวนและความท้าทายให้เป็นโอกาสในการลงทุนและสร้างการเติบโตรอบใหม่ของประเทศไทย
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือทวิภาคีกับ Dato Dr Amin Liew Abdullah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่สองของบรูไนดารุสซาลาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยเน้นการต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับ Brunei Investment Agency (BIA) ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MoU) ที่ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2567 เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนและสร้างความเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างไทยกับบรูไนในระยะยาว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทาง สร้างเสถียรภาพทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเงินอิสลาม (Islamic Finance) ผ่านการขยายความร่วมมือระหว่างธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank) กับสถาบันการเงินของบรูไนเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Gilles Roth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์ก ได้ร่วมกันลงนามใน MoU ระหว่างกระทรวงการคลังแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการคลังแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์ก โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านบริการทางการเงินระหว่างสองประเทศ ครอบคลุมการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) กองทุนรวม ตลาดทุน การธนาคาร และการประกันภัย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านนวัตกรรมและกฎระเบียบทางการเงิน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาภาคการเงินให้มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ การจัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการเงินอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนแสวงหาโอกาสในการส่งเสริมกิจกรรมการลงทุนร่วมกัน เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงินและตลาดทุนของไทยกับลักเซมเบิร์ก และเป็นประตูสู่ความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงินและตลาดทุนของภูมิภาคอาเซียนและยุโรป ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างสองประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เชื่อมโยงกับตลาดการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการระดมทุนและการลงทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับIndranee Rajah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่สองของสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความไม่แน่นอนและความแบ่งขั้วที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน ตลอดจนการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและตั้งอยู่บนกติกาสากล
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านการเงินสีเขียว การเงินดิจิทัล และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยฝ่ายสิงคโปร์ได้นำเสนอแนวคิดการเป็นประธานอาเซียนในปี 2570 ภายใต้หัวข้อ “Connect, Converge, Catalyse” ซึ่งมุ่งส่งเสริมความเชื่อมโยงและความร่วมมือภายในภูมิภาค พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างความต่อเนื่องของแนวคิดหลักระหว่างการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนความร่วมมือของอาเซียนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือกับ Lan Fo ‘an รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างไทยกับจีน โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Cooperative Partnership) โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงาน พัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ไทย ตลอดจนการขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ เกษตรอัจฉริยะ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะการตัดวงจรเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์
ในด้านเศรษฐกิจโลก ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก อาทิ ความแตกแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและ AI การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ Lan Fo ‘an ยังได้เชิญ ดร. เอกนิติฯ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (33rd APEC Finance Ministers’ Meeting: FMM) ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือ Martin Schlegel ประธานคณะกรรมการบริหาร ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน
ทั้งนี้ ยังมีวาระการประชุมและเวทีเสวนาที่มีเนื้อหาครอบคลุมในหลายมิติ รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เวที World Bank Group Flagship ในหัวข้อการระดมทุนภาคเอกชนสู่ตลาดเกิดใหม่เพื่อสร้างงาน (Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs) เวทีเสวนาว่าด้วยการกระจายความเสี่ยงทางการค้า (Trade Diversification in Turbulent Times) การประชุมยกระดับบริการภาครัฐและการจัดเก็บภาษียุค AI (Digital Government & Rethinking Taxation for the AI Era) เป็นต้น ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดการประชุมประจำปีฯ ผ่านช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th หรือ Facebook: AM2026 Thailand