ผลงานรัฐบาล แก้ปัญหาน้ำท่วมมาตรการ “เยียวยา – ฟื้นฟู” อัตราเดียวกัน 9,000 บาท ทุกครัวเรือน

ผลงานรัฐบาล แก้ปัญหาน้ำท่วมมาตรการ “เยียวยา – ฟื้นฟู” อัตราเดียวกัน 9,000 บาท ทุกครัวเรือน
บทสรุป
​ตั้งแต่เดือนสิงหาคม - ธันวาคม 2567 ประเทศไทยได้ประสบกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ในหลายพื้นที่ของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการออกมาตรการต่าง ๆ อาทิ มาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วมในอัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท และช่วยเหลือค่าล้างโคลน ครัวเรือนละ 10,000 บาท ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยกลับมาดำเนินชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด รัฐบาลได้อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 9,000 บาท ในพื้นที่ 47 จังหวัด เรียบร้อยแล้ว โดยธนาคารออมสินได้โอนเงินผ่าน PromptPay ซึ่งเงินถึงมือผู้ประสบภัยแล้วกว่า 2,700 ล้านบาท
​สำหรับ พื้นที่ภาคใต้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอัตราเดียวกัน ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยคาดว่าสามารถทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ในรอบแรกได้ภายในวันที่ 16 มกราคม 2568 ผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้อง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และยื่นคำร้องฯ ผ่านระบบ Online ระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.flood67.disaster.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 67 เป็นต้นไป และขอเน้นย้ำประชาชนผู้ประสบภัยตรวจสอบข้อมูลบัญชีหากยังไม่ได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ (PromptPay) แบบผูกบัญชีธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ขอให้ไปติดต่อธนาคารดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์ได้ทุกธนาคารเพื่อให้สามารถรับเงินช่วยเหลือได้โดยเร็วที่สุด
รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะที่ประสบภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องต่าง ๆ มากมายอีกด้วย โดยสามารถติดตามการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน และการมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี ภายใต้หัวข้อ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง NBT2HD และ Facebook Live: Live NBT2HD ในวันที่ 12 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น.

รายละเอียด
เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม - ธันวาคม 2567 ประเทศไทยได้ประสบกับปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ในหลายพื้นที่ของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง และภาคใต้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ การประกอบอาชีพ และการดำเนินธุรกิจของประชาชนเป็นอย่างมาก

จัดตั้งศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัย
(27 ส.ค. 67) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัยเพื่อให้การติดตามสถานการณ์และการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกี่ยวข้องในทุกมิติทั้งด้านการบูรณาการงบประมาณ บุคลากร และเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ เป็นระบบ เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัย โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัย และแบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1. การบูรณาการการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย มี รมว. มหาดไทย เป็นประธาน
2. การเร่งรัดแก้ไขการบริหารจัดการน้ำ มี รมว. เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน
(16 ก.ย. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (คอส.) ครั้งที่ 1/2567 และสั่งการในที่ประชุม ดังนี้
1. ให้ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้และหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นฉุกเฉินให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที
2. ในคณะ คอส. ให้มีการประชุมติดตามงานเป็นระยะ ๆ จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ
3. ให้ ศปช. ประเมินสถานการณ์และกำหนดการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตาม สั่งการ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้ทันที และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่
4. ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเร่งรัดมาตรการฟื้นฟูเยียวยา โดยกำหนดกรอบระยะเวลาให้ชัดเจนและเสนอ คอส. เพื่อทราบลำดับถัดไป รวมถึงการเยียวยาขอให้ครอบคลุมถึงกลุ่มชาติพันธ์ุ
5. เรื่องดินโคลนถล่ม กรมทรัพยากรธรณีต้องมีการชี้จุดที่ชัดเจน และมีการซักซ้อมอย่างจริงจังในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีภัยดังกล่าว
6. ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการประชาสัมพันธ์การรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ทราบ เพื่อเตรียมการตามที่มีการแจ้งเตือน และขอให้กองทัพร่วมกับกรมอาชีวศึกษาระดมกำลังเข้าไปช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชน รวมถึงอาคารสถานที่ราชการโดยเร็ว

ครม. เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน
​(17 ก.ย. 67) ครม. เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 โดย อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน กรณีอุทกภัย จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 3,045,519,000 บาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยฯ ดังนี้
• กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกินกว่า 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 5,000 บาท
• กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 7,000 บาท
• กรณีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 60 วัน ขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือ ครัวเรือนละ 9,000 บาท

หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567
• หลักเกณฑ์
- เป็นกรณีอุทกภัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 67 ทั้งกรณีน้ำท่วมโดยฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้
- ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ตั้งแต่ 1 วัน (24 ชั่วโมง) แต่ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย หรือที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง เกินกว่า 7 วันขึ้นไป
• เงื่อนไข
- ต้องเป็นบ้านที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่ที่ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและหรือประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกให้ (ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 30) ต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ประสบสาธารณภัย และต้องผ่านการตรวจสอบ/ยืนยันข้อมูลจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) สำหรับกรุงเทพมหานคร ต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากสำนักงานเขตและกรุงเทพมหานคร
- กรณีที่ประสบภัยหลายครั้ง ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียว ทั้งนี้ ให้จังหวัดที่ประสบภัยเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ
ทั้งนี้ จะมีครัวเรือนผู้ประสบภัย จำนวน 338,391 ครัวเรือน ได้รับประโยชน์ ตามข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ/พื้นที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/พื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จำนวน 57 จังหวัด เช่น จังหวัดกระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น เป็นต้น

กรมบัญชีกลางอนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการเชียงราย เชียงใหม่ จังหวัดละ 100 ล้านบาท
​(13 ก.ย. 67) กรมบัญชีกลางส่งหนังสือด่วนที่สุด ที่ กค 0402.4/33762 ถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งการอนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ สามารถพิจารณาอนุมัติให้ใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยได้เพิ่มอีก 100 ล้านบาท จากที่มีวงเงินทดรองราชการปกติอยู่ 20 ล้านบาท เพื่อให้ทั้งสองจังหวัด ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และสอดคล้องกับโยบายของรัฐบาลนายกฯ สั่งการตั้ง ศปช.ส่วนหน้า เร่งฟื้นฟูเยียวยา จ.เชียงราย
​(27 ก.ย. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามการฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดเชียงรายที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ อุทกภัย และเป็นประธานการประชุมบูรณาการแผนฟื้นฟู และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมสั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ปฏิบัติการส่วนหน้า เพื่อเป็นศูนย์สั่งการ และประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยให้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย เป็นประธาน และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม เป็นที่ปรึกษา และให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกศูนย์ ศปช. ส่วนหน้า

ครม. ปรับเกณฑ์จ่ายเงินช่วยเหลือน้ำท่วม เหมาจ่าย 9,000 บาท ต่อครัวเรือน
​(8 ต.ค. 67) ครม. เห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และให้ใช้แทนหลักเกณฑ์เดิมที่ ครม. เคยมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 67 โดยปรับเกณฑ์เป็นการให้ความช่วยเหลืออัตราเดียว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ภายใต้กรอบวงเงินเดิม 3,045 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงสำหรับผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรีฯ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 ไปแล้วให้จ่ายเงินช่วยเหลือฯ เพิ่มเติมให้ครบจำนวน 9,000 บาท กรณีผู้ประสบภัยที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือฯให้จ่ายเงินช่วยเหลือฯ ตามหลักเกณฑ์ และอัตราการจ่ายเงินฯ ตามหลักเกณฑ์ใหม่

มท. จ่ายเพิ่ม 1 หมื่น สมทบค่าล้างโคลน - ดินให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.เชียงราย
​(9 ต.ค. 67) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้รายงานให้ที่ประชุม ครม. (8 ต.ค. 67) ทราบถึงกรณีที่กรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ซึ่งประกาศเขตให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน สามารถใช้เงินทดรองราชการจ่ายเป็นค่าช่วยล้างดินโคลน รวมทั้งซากวัสดุต่าง ๆ ในที่อยู่อาศัยประชาชน ซึ่งประสบอุทกภัยในอัตรา 10,000 บาทต่อหลัง ทั้งนี้ การจ่ายเงินช่วยเหลือค่าล้างดินโคลนดังกล่าว เป็นคนละส่วนกับเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในฤดูฝนปี 2567 ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งการได้รับสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากภาครัฐบางส่วนผ่านเงินทดรองราชการที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดนี้จะเป็นอีกแรงที่ช่วยแบ่งเบาภาระ และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยให้กลับมาดำรงชีวิตปกติได้เร็วขึ้น

ปภ. ชี้แจงแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 เพิ่มเติม 16 จังหวัด
​(9 ธ.ค. 67) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติมในพื้นที่ 16 จังหวัด เพื่อชี้แจงหลักเกณฑ์และแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ให้ได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

ครม. อนุมัติกรอบวงเงิน 5,039 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยช่วงฤดูฝน 67 เพิ่มเติม ในพื้นที่ 16 จังหวัด
​(3 ธ.ค. 67) ครม. มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 เพิ่มเติม พร้อมอนุมัติกรอบวงเงิน 5,039 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2567 ในพื้นที่จังหวัด 16 จังหวัด โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
• กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจังหวัดที่เกิดสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. - 2 พ.ย. 67 รวม 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท บุรีรัมย์ สมุทรสาคร และสิงห์บุรี (เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 57 จังหวัดแรก)
• กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจังหวัดภาคใต้ที่เกิดสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. 67 รวม 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี
• การช่วยเหลือครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับมติคณะรัฐมนตรี (8 ต.ค. 67) คือการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอัตราเดียวกัน ครัวเรือนละ 9,000 บาท

ปภ. เน้นย้ำให้พื้นที่ทำงานคู่ขนานไม่ต้องรอน้ำลด คาดว่าจ่ายเงินรอบแรกได้ภายในวันที่ 16 ม.ค. 68
​รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ได้เน้นย้ำพื้นที่ประสบภัยทั้ง 16 จังหวัด ให้ดำเนินการสำรวจ จัดทำบัญชี และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งจังหวัดสามารถดำเนินการคู่ขนานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอน้ำลด และทยอยส่งข้อมูลเข้ามายัง ปภ. โดยเร็วตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องอีกครั้งก่อนส่งไปยังธนาคารออมสิน เพื่อทำการโอนเงินให้กับประชาชนต่อไป โดยคาดว่าสามารถทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ในรอบแรกได้ภายในวันที่ 16 มกราคม 2568 เอกสารหลักฐานในการขอรับเงินช่วยเหลือผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือต้องเตรียมเอกสารหลักฐาน ดังนี้ บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมด้วยหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน (กรณีเป็นบ้านพักอาศัยที่มีทะเบียนบ้าน) สัญญาเช่าบ้านหรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรณีเป็นบ้านเช่า) และหากเป็นกรณีอื่น อาทิ บ้านพักอาศัยประจำแต่ไม่มีทะเบียนบ้าน จะต้องให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ร่วมกับผู้นำชุมชน ตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงนามร่วมกันอย่างน้อย 2 ใน 3 นอกจากนี้ ไม่รวมถึงบ้านพักที่หน่วยราชการจัดให้
ทั้งนี้ ผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้อง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนการยื่นคำร้องฯ ผ่านระบบ Online ระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.flood67.disaster.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 67 เป็นต้นไป (กรุณาตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนก่อนจะยื่นคำร้อง เนื่องจากจะไม่สามารถเข้ามาแก้ไขข้อมูลได้หลังจากยื่นคำร้องผ่านระบบ Online เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) ตลอดจนขอเน้นย้ำประชาชนผู้ประสบภัยตรวจสอบข้อมูลบัญชีหากยังไม่ได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ (PromptPay) แบบผูกบัญชีธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ขอให้ไปติดต่อธนาคารดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์ได้ทุกธนาคารเพื่อให้สามารถรับเงินช่วยเหลือได้โดยเร็วที่สุด

รัฐบาลเตรียมแถลงผลงาน 90 วัน “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง”
รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชน ร่วมติดตามงานแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน และการมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี ภายใต้หัวข้อ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง NBT2HD และ Facebook Live: Live NBT2HD ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar