
อว. สื่อสารเชิงรุก ส่งเสริมเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ เดินหน้าสร้างปัญญา โอกาส และอนาคตไทย
บทสรุป
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้านำเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้พัฒนาด้านต่าง ๆ เช่น การนำเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหารมาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่น เสริมสร้าง Soft Power ด้านอาหารของประเทศให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น และประกาศนโยบาย “อว. สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศใน 2 มิติหลัก คือ ด้านอุดมศึกษา ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำสร้างโอกาสทางการศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกองทุนวิจัย ยกระดับเกษตรเศรษฐกิจหลัก พร้อมรับมือปัญหาน้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 สิ่งแวดล้อม และเดินหน้าโครงการ “1 มหาวิทยาลัย 1 ภารกิจ เพื่อท้องถิ่น” โดยให้ขยายผลจากความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ยังนำยุทธศาสตร์ข้อมูล AI เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจอวกาศ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งการจะดำเนินงานทั้งหมดนั้นทีมสื่อสารองค์กรกระทรวง อว. ต้องสื่อสารสู่การปฏิบัติได้จริง เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานประชาสัมพันธ์ อว.” ทำงานเชิงรุก รวดเร็ว เนื้อหาเข้าใจง่าย และเปิดพื้นที่การสื่อสารแบบสองทาง
รายละเอียด
(21 ส.ค. 68) นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Product Champion กิจกรรมเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่น และอาหารฟังก์ชัน (Functional Food อาหารเสริมคุณค่าทางโภชนาการ) ด้วยการฉายรังสีอาหาร “พัฒนาอาหารพื้นถิ่น สู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน ด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี” โดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม นำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการฉายรังสีอาหารไปส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตอาหารพื้นถิ่น อาหารฟังก์ชัน และกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs โดยจัดเวทีให้ความรู้เรื่องการฉายรังสีในอาหาร พร้อมเปิดรับสมัครผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชันเข้าร่วมประกวดโครงการ “Product Champion”
นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่ผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาธุรกิจอาหารนั้นนับเป็นสิ่งสำคัญ เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีการฉายรังสีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารในแต่ละภูมิภาคได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีความปลอดภัยสูง และช่วยลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตอาหารอีกด้วย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมทั้งเสริมสร้าง Soft Power ด้านอาหารของประเทศให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น และแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาสูตรอาหารใหม่ ๆ โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยมาใช้เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
ทั้งนี้ สทน. ได้เริ่มดำเนินโครงการนี้มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2564 ถึงปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดลองฉายรังสี จำนวน 200 ผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังเดินหน้านโยบาย “อว. สร้างปัญญา เปิดโอกาส สร้างอนาคตไทย” เพื่อให้ทุกส่วนราชการภายใต้กระทรวง อว. ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศใน 2 มิติหลัก ดังนี้ มิติที่ 1 ด้านอุดมศึกษา โดยมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา เช่น สนับสนุนค่าสมัครสอบ TCAS TGAT TPAT แก่นักเรียนกว่า 7 แสนคน มอบทุนการศึกษาแก่กลุ่มเปราะบางเกือบ 8,000 ทุน และจัดสรรทุนเรียนดี-ทุนกำลังคนเฉพาะทางในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI EV และ Soft Power
มิติที่ 2 ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพกองทุนวิจัย ยกระดับเกษตรเศรษฐกิจหลัก (ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา) พร้อมรับมือปัญหาน้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังผลักดัน Deep-tech Startup (Startup ที่ใช้วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมขั้นสูงมาพัฒนาผลิตภัณฑ์)
ในอุตสาหกรรมอนาคต ควบคู่กับการพัฒนาท้องถิ่นผ่านการ Reskill/Upskill Smart Farm และการสนับสนุน SMEs ที่สำคัญ โดยการเดินหน้าโครงการ“1 มหาวิทยาลัย 1 ภารกิจ เพื่อท้องถิ่น” ที่ใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละจังหวัด อาทิ ปัญหาการเกษตร คุณภาพน้ำ และขยะ ให้กับคนในพื้นที่ โดยต้องการให้ทุกมหาวิทยาลัยเริ่มจากการสนับสนุนและขยายความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้หลัก “การศึกษาสร้างโอกาส” และ “การพัฒนาความรู้ควบคู่ภารกิจ” ซึ่งที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งประกาศมาตรการช่วยเหลือด้านการศึกษา ทั้งการมอบทุนเรียนฟรี โควต้าเรียนฟรี และการยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาตลอดหลักสูตร แก่เยาวชนที่ได้รับผลกระทบ
อีกทั้ง อว. ยังเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจอวกาศ ขับเคลื่อนไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยนายวิเชียร สุขสร้อย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน
การประชุมฯ ดังกล่าว ได้พิจารณากรอบนโยบายและกฎหมายที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ ทั้งด้านยุทธศาสตร์ข้อมูล AI เมืองอัจฉริยะ และเศรษฐกิจอวกาศ นอกจากนี้ยังมีการร่วมหารือและกำหนดทิศทางการพัฒนาดิจิทัลของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ได้แก่
1. (ร่าง) นโยบายและเป้าหมายด้านยุทธศาสตร์ข้อมูลของประเทศไทย (พ.ศ. 2568-2570)
2. (ร่าง) หลักการกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้การใช้เทคโนโลยี AI ให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และมีจริยธรรม
3. (ร่าง) ประกาศฯ เรื่อง การรับรองตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ (Smart City)
4. การให้บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงข้อมูลและบริการดิจิทัลของประชาชน
5. แนวทางการใช้เลขอารบิกสำหรับการปฏิบัติงานด้านดิจิทัลและไซเบอร์
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งการจะเดินหน้านำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาพัฒนาด้านต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบนั้น ประชาชนจะต้องเข้าใจ ใช้เป็น ซึ่งเป็นภารกิจหลักของ อว. คือ การก้าวสู่ “การสื่อสารเชิงรุก” อย่างเต็มรูปแบบ ต้องเป็นผู้กำหนดเรื่องราว และสร้างประเด็นที่สังคมอยากมีส่วนร่วมและเข้าถึงได้ ต้องเปลี่ยนผลงานให้เป็นที่จับต้องได้ของประชาชน โดยกระทรวง อว. ได้กำหนดนโยบายเพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็น 7 ข้อ ได้แก่
1. การสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง โดยจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานประชาสัมพันธ์ อว.” เพื่อความรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพในการสื่อสารภายในกระทรวง
2. ทำงานเชิงรุก ตอบสนองรวดเร็ว พัฒนาระบบเฝ้าระวังข่าวสารและประเด็นสังคม พร้อมตอบสนองสถานการณ์สำคัญภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
3. ยกระดับทักษะบุคลากรด้านประชาสัมพันธ์ผ่านการฝึกอบรมด้าน Digital PR Storytelling การผลิตคอนเทนต์มัลติมีเดีย และส่งเสริมการใช้เครื่องมือ AI และแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร
4. สร้างภาพลักษณ์และแบรนด์ “อว.” ให้เป็นหนึ่งเดียว
5. นำเสนอเนื้อหาที่สร้างสรรค์และเข้าถึงง่าย แปลงเรื่องวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมให้เข้าใจง่าย และเผยแพร่ผ่านหลากหลายแพลตฟอร์ม
6. ติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบโดยใช้ข้อมูลเชิงสถิติ
7. เปิดพื้นที่การสื่อสารแบบสองทาง โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์กับสังคมอย่างใกล้ชิด