
ปภ. ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนน้ำท่วมภาคใต้ ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัย-เจ้าหน้าที่ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทุกพื้นที่
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า ฝนที่ตกหนักหลายพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก และจากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่า ในช่วงวันที่ 21 - 23 พฤศจิกายน 2568 บริเวณภาคใต้จะมีฝนตกมาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ติดตามและประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่ที่ไม่มีสถานการณ์ สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยไปช่วยเหลือจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งได้มีการส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติเข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้าแล้ว พร้อมเน้นย้ำให้จังหวัดเฝ้าระวังและติดตามและตรวจสอบสถานการณ์น้ำในพื้นที่ หากพบว่ามีความรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ขอให้แจ้งมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast และหอเตือนภัย รวมถึงช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบทันท่วงที (21 พ.ย. 68) มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา ประชาชนได้รับผลกระทบ 123,942 ครัวเรือน 359,200 คน โดยประกาศให้พื้นที่ อ.กงหรา จ.พัทลุง เป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ประกาศปิดเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีช่องเขา – ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บริเวณหลักกิโลเมตร 775/15 – 776/3 เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงเหนือสันราง พร้อมปรับเปลี่ยนสถานีต้นทางปลายทาง จำนวน 6 ขบวน ส่วนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด พื้นที่จังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล และสงขลา ได้ประกาศปิดแหล่งศึกษาธรรมชาติ ประเภทน้ำตกทุกแห่งในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด เป็นการชั่วคราว จนกว่าสภาพอากาศจะเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้เข้ามาเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากระยะนี้ร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคใต้ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้และทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง ส่งผลให้หลายจังหวัดในภาคใต้ได้รับผลกระทบ ปัจจุบัน (ข้อมูล 21 พ.ย. 68 เวลา 06.00 น.) มีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา ประชาชนได้รับผลกระทบ 123,942 ครัวเรือน 359,200 คน ซึ่งจากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่า ในช่วงวันที่ 21 - 23 พฤศจิกายน 2568 ที่บริเวณภาคใต้จะมีฝนตกมาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ติดตามและประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่ที่ไม่มีสถานการณ์สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัยไปช่วยเหลือจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในส่วนของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี ที่รับผิดชอบจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา ที่รับผิดชอบจังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ได้ส่งเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติเข้าไปประจำในพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้าแล้ว
ในระยะนี้เป็นช่วงสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังและรับมือกับการเผชิญเหตุ ซึ่งนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เน้นย้ำให้จังหวัดเฝ้าระวังและติดตามและตรวจสอบสถานการณ์น้ำในพื้นที่ หากพบว่ามีความรุนแรงที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน ขอให้แจ้งมายังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast และหอเตือนภัย รวมถึงช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ และให้จังหวัดที่มีสถานการณ์เร่งประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย และประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ และส่งให้ ปภ. เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงตรวจสอบเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินฯ และวางแผนจัดสรรเครื่องจักรกลสาธารณภัยตามแนวทางการบริหารจัดการเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
นอกจากนี้ จากการติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา สตูล ปัตตานี และนราธิวาส ในภาพรวมยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจังหวัดได้ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เพื่ออำนวยการและประสานการปฏิบัติในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น และตรวจสอบความเสียหายและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง พื้นที่สำคัญ ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพื่อจะได้ป้องกันและวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วเกิดความเสียหายน้อยที่สุด ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง ขอให้ระมัดระวังอันตรายจากการลุยน้ำ และอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าดูด พร้อมทั้งดูแลกลุ่มเปราะบาง และเก็บทรัพย์สินมีค่า เคลื่อนย้ายรถไปในที่สูง หากมีความจำเป็นต้องอพยพให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวใกล้บ้าน
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น โดย สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 6 มีดังนี้
1. จังหวัดสงขลา พื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 6 อำเภอ ได้แก่ อ.รัตภูมิ เมืองสงขลา คลองหอยโข่ง ระโนด กระแสสินธุ์ และสทิงพระ 16,496 ครัวเรือน 41,193 คน
ด้านการให้ความช่วยเหลือ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ ได้จัดบ้านพักชั่วคราวให้กับประชาชนที่ประสบภัย บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครองในพื้นที่ อำนวยความสะดวกด้านการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ตำรวจ แขวงทางหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่
แนวโน้มสถานการณ์ ในพื้นที่ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำในลำน้ำต่าง ๆ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น คาดว่า ร่องมรสุมจะเคลื่อนสู่ทะเลอันดามันประมาณวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจะต้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
2. จังหวัดพัทลุง พื้นที่ประสบภัย จำนวน 10 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ ควนขนุน กงหรา เขาชัยสน ศรีนครินทร์ บางแก้ว ป่าบอน ปากพะยูน ศรีบรรพต และป่าพะยอม ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,745 ครัวเรือน 33,384 คน
โดยได้ประกาศให้พื้นที่ อ.กงหรา เป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน นายสุจินต์ วาจากิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพัทลุง พร้อมให้กำลังใจประชาชนที่ประสบภัย เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และระดมสรรพกำลังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุด เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
ด้านการให้ความช่วยเหลือ ระดมเครื่องสูบน้ำจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี จำนวน 7 เครื่อง สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 8 จำนวน 2 เครื่อง โครงการชลประทานพัทลุง สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ จำนวน 12 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 3 เครื่อง เพื่อติดตั้งในจุดเสี่ยงน้ำท่วม หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 43 จังหวัดพัทลุง ภายใต้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ระดมกำลังเข้าพื้นที่ ช่วยยกของ เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ขึ้นที่สูง วางกระสอบทรายป้องกันน้ำเข้าบ้าน แจกจ่ายน้ำดื่มสะอาด
3. จังหวัดสตูล พื้นที่ประสบภัย 5 อำเภอ 7 ตำบล 26 หมู่บ้าน ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบประมาณ 1,043 ครัวเรือน
ด้านการให้ความช่วยเหลือ เรือท้องแบนและเรือพลาสติก ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงฝ่ายปกครอง อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อส. และหน่วยทหาร ได้ร่วมกันอพยพประชาชนและขนย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสตูล ประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 เตรียมความพร้อมอุปกรณ์ เครื่องมือ และกำลังพลตลอด 24 ชั่วโมง
4. จังหวัดนราธิวาส ส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 17 เดินเครื่องสูบน้ำระบบไฮดรอลิค (HYDRO FLOW) ขนาด 24 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 14 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง เพื่อพร่องน้ำและเตรียมความพร้อมในการบรรเทาอุทกภัย ณ ท่อระบายน้ำปลายคลองลาน (เรือนแพ) หมู่ที่ 3 ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
5. จังหวัดปัตตานี หน่วยปฏิบัติการสูบน้ำที่ 1 จังหวัดปัตตานี - จังหวัดยะลา สำนักงานชลประทานที่ 17 ได้เดินเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ณ โรงพยาบาลโคกโพธิ์
นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ประกาศปิดเส้นทางรถไฟระหว่างสถานีช่องเขา – ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บริเวณหลักกิโลเมตร 775/15 – 776/3 หลังตรวจพบระดับน้ำท่วมสูงเหนือสันรางประมาณ 15 เซนติเมตร และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สภาพทางไม่ปลอดภัยต่อการเดินรถ
จึงจำเป็นต้องสั่งปิดทางเป็นการชั่วคราว พร้อมปรับเปลี่ยนสถานีต้นทาง-ปลายทาง จำนวน 6 ขบวน ดังนี้
1) ขบวนรถด่วนที่ 85/86 งดเดินช่วงชุมทางทุ่งสง - นครศรีธรรมราช ขนถ่ายผู้โดยสารโดยรถยนต์ขบวนรถด่วนที่ 86 (นครศรีธรรมราช - กรุงเทพอภิวัฒน์) ปรับเปลี่ยนต้นทางเป็นชุมทางทุ่งสง – กรุงเทพอภิวัฒน์
2) ขบวนท้องถิ่นที่ 445 (ชุมพร – ชุมทางหาดใหญ่) เดินถึงชุมทางทุ่งสง ทำขบวนกลับเป็น 446 (ชุมทางทุ่งสง - ชุมพร) ขบวนท้องถิ่นที่ 446 (ชุมทางหาดใหญ่ - ชุมพร) เดินถึงชุมทางเขาชุมทอง ทำขบวนกลับเป็น 445 (ชุมทางเขาชุมทอง - ชุมทางหาดใหญ่)
3) ขบวนท้องถิ่นที่ 447 (สุราษฎร์ธานี - สุไหงโกลก) ถึงชุมทางทุ่งสง ทำขบวนกลับเป็น 448 (ชุมทางทุ่งสง - สุราษฎร์ธานี) ขบวนท้องถิ่นที่ 448 (สุไหงโกลก - สุราษฎร์ธานี) ถึงชุมทางหาดใหญ่ ทำขบวนกลับเป็น 447(ชุมทางหาดใหญ่ – สุไหงโกลก) ขบวนท้องถิ่นที่ 447/448 ไม่มีเดินระหว่างชุมทางหาดใหญ่–ชุมทางทุ่งสง
ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดบริการขนส่งผู้โดยสารโดยรถยนต์ระหว่างสถานีทุ่งสง - นครศรีธรรมราช เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในพื้นที่ได้รับผลกระทบ และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสารอย่างเต็มที่ ลดผลกระทบให้น้อยที่สุด รวมถึงติดตามตรวจวัดระดับน้ำตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังได้จัดทีมเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถสั่งการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและเหมาะสม สำหรับ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด พื้นที่จังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล และสงขลา ได้ประกาศปิดแหล่งศึกษาธรรมชาติ ประเภทน้ำตกทุกแห่งในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด เป็นการชั่วคราว จากสถานการณ์ฝนตกหนัก จนกว่าสภาพอากาศจะเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้เข้ามาเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ
ทางด้าน พันโท ณฐวุฒิ รัตนกาล ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 15 นำกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย ร.15 พัน.2 พร้อมประสานการปฏิบัติกับฝ่ายปกครองอำเภอพิปูน และส่วนราชการในพื้นที่อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน หน่วย ร.15 พัน.2 ยืนยันความพร้อมทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนให้เป็นไปอย่างปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงและทันต่อสถานการณ์ ทั้งนี้หากพื้นที่ใดประสบเหตุฉุกเฉิน หรือมีความต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถประสานงานกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ร.15 พัน.2 ได้โดยตรง โดยหน่วยมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม อำเภอฉวาง อำเภอพิปูน อำเภอช้างกลาง อำเภอลานสกา อำเภอพรหมคีรี ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หรือประสงค์แจ้งเหตุ ร้องขอความช่วยเหลือด้านสาธารณภัย สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 075-383335