
กองทัพบก ประณามกัมพูชา ใช้โบราณสถาน พื้นที่พลเรือนปฏิบัติการทางทหาร กองกำลังบูรพา ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว ห้ามประชาชนออกนอกบ้าน 19.00 - 05.00 น.
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปัจจุบันยังคงมีการตอบโต้การรุกรานของกัมพูชา ทั้งสิ้น 7 จังหวัด ตามแนวชายแดน โดยกัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักและใช้อาวุธยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนฝ่ายไทย ซึ่งมีการตรวจพบการยิงอาวุธจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ใกล้เคียงโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้กองกำลังบูรพา ได้ออกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 19.00 - 05.00 น. ในพื้นที่ 4 อำเภอ ประกอบด้วย ตาพระยา โคกสูง อรัญประเทศ และคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ขณะที่กองทัพบกประณามกัมพูชาในการใช้พื้นที่ชุมชนพลเรือน อาคารบ่อนกาสิโน และโบราณสถาน เป็นที่กำบังในการเปิดปฏิบัติการทางทหาร หรือใช้โล่มนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนประเทศตนเอง ด้านกระทรวงการต่างประเทศประกาศแจ้งเตือนคนไทยในกัมพูชาที่ไม่มีเหตุจำเป็นพิจารณาเดินทางออกจากกัมพูชาและขอให้คนไทยงดเว้นการเดินทางไปยังกัมพูชาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ทางด้านกองทัพเรือยืนยันการโจมตีที่มั่นทางทหารเพื่อลดขีดความสามารถเป็นภัยคุกคามไม่ใช่มุ่งเพื่อทำลายให้ราบเป็นหน้ากลอง ส่วนการลงพื้นที่ดูแลความเป็นอยู่และให้กำลังใจประชาชนในศูนย์อพยพต่าง ๆ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจประชาชนในศูนย์พักพิง และเตรียมจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่กระทรวงแรงงาน เพื่อสำรองโลหิตสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันสั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง และเปิดโรงเรียนในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 102 แห่ง เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง
(10 ธ.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่จังหวัดสระแก้ว ว่า กองกำลังบูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยมีการปฏิบัติใน 5 พื้นที่ ดังนี้ 1. พื้นที่บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 เข้าปฏิบัติต่อที่หมาย โดยเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 สามารถยึดและควบคุมพื้นที่ได้บางส่วนนั้น วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ถูกต้านทานอย่างหนักจากฝ่ายกัมพูชา โดยเฉพาะอาวุธวิถีโค้ง และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 กว่า 80 นัด ทำให้ไม่สามารถยึดและควบคุมพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์
2. พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้ยึดและควบคุมพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้ดำเนินการสถาปนาที่มั่น โดยพัฒนาเป็นจุดต้านทานแข็งแรง ซึ่งฝ่ายกัมพูชายังมีการตอบโต้ด้วยอาวุธวิถีโค้งเป็นระยะ และยังได้ระดมยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 จำนวนกว่า 20 นัด ตกในพื้นที่หมู่บ้านและไร่นาประชาชนได้รับความเสียหาย
3. พื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 อยู่ระหว่างการเข้าปฏิบัติการต่อที่หมาย โดยฝ่ายกัมพูชามีการต้านทานอย่างหนักด้วยการยิงจากอาวุธชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้ามายังบ้านเรือนที่ชาวกัมพูชาเคยรุกล้ำอาศัยอยู่ รวมถึงในหมู่บ้านและไร่นาประชาชนไทยจนได้รับความเสียหาย ทั้งนี้มีเหตุการณ์การปฏิบัติที่สำคัญ คือ เมื่อเวลา 10.00 น. กองกำลังบูรพาและกองทัพอากาศไทย ร่วมปฏิบัติการทางอากาศ โดยเครื่องบินโจมตีแบบ F-16 โจมตีเป้าหมายทางทหารฝ่ายกัมพูชา จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ กองพันทหารกัมพูชาประจำชายแดน 503 ตรงข้ามบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
4. พื้นที่บ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 4 วางกำลังคุ้มครองพื้นที่ มีการปะทะเป็นระยะๆ ด้วยอาวุธปืนเล็ก
5. พื้นที่อำเภอคลองหาด หน่วยเฉพาะกิจที่ 13 วางกำลังคุ้มครองพื้นที่ ซึ่งได้ตรวจพบรถสายพานลำเลียงพล 3 คัน ในพื้นที่ฝั่งตรงข้าม คาดว่าจะทำการเพิ่มเติมกำลังให้กับหน่วยทางด้านทิศเหนือ จึงใช้อาวุธปืนใหญ่ยิงขัดขวางการเคลื่อนที่ ปัจจุบันยังมีการตรึงกำลังของทั้ง 2 ฝ่าย
สำหรับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จำนวน 14 นาย นอกจากนี้ จากการที่ฝ่ายกัมพูชามีการใช้ปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดรวมถึงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงใส่ฝ่ายไทย โดยไม่คำนึงถึงประเภทเป้าหมาย เป็นผลให้บ้านเรือนประชาชน ไร่นา เสาไฟฟ้าและถนน ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูงและบ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา ได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ทั้งนี้ กองกำลังบูรพา ได้ออกหนังสือแจ้ง เรื่องห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด (19.00 - 05.00 น.) ในพื้นที่ 4 อำเภอตามแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว ประกอบด้วย ตาพระยา โคกสูง อรัญประเทศ และคลองหาด เพื่อให้การปฏิบัติการทางทหารเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องทุกพื้นที่ โดยฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาในพื้นที่ฝ่ายไทยในหลายจุดสำคัญ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยปืนใหญ่ ยิงไปยังที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนต่าง ๆ ของฝ่ายข้าศึกทุกพื้นที่ ตามหลักการป้องกันตนเอง ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด สรุปการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชาห้วงตั้งแต่วันที่ 7-10 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธ BM-21 จำนวน 79 ครั้ง ลูกจรวด 3,160 นัด ใช้ปืนใหญ่ จำนวน 122 นัด และใช้โดรนทิ้งระเบิด (FPV) จำนวน 63 ครั้ง 125 ลำ พื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายกัมพูชาได้ปฏิบัติการโจมตีหลายครั้ง ได้แก่ การใช้อาวุธยิงสนับสนุนและการใช้ระเบิดขว้างในพื้นที่ช่องอานม้า เนิน 677 และตลาดช่องอานม้าฝั่งไทย
พื้นที่พระวิหารฝ่ายกัมพูชาใช้เครนก่อสร้างในพื้นที่เป็นจุดตรวจการณ์ โดยมีการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์ตรวจจับด้วยสัญญาณเรดาห์ ทำให้ในห้วงที่ผ่านมาฝ่ายทหารไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียชีวิต จึงได้ดำเนินการยิงทำลายเครนก่อสร้างดังกล่าว เพื่อทำให้ฝ่ายกัมพูชาสิ้นสภาพขีดความสามารถทางทหาร
พื้นที่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาใช้โดรนพลีชีพ FPV จำนวนมาก และชุดปฏิบัติการโดรน ฝ่ายไทยถูกโดรนข้าศึกทิ้งระเบิด กำลังพลปลอดภัย ฝ่ายตรงข้ามมีการยิงปืนออกมาจากตัวปราสาท ฝ่ายไทยใช้พลซุ่มยิงในการยิงตอบโต้ตามเหตุการณ์ และมีกระสุน BM-21 ตกในพื้นที่ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 20 นัด
นอกจากนี้ฝ่ายกัมพูชายังใช้อาวุธยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนฝ่ายไทย โดยตรวจพบการยิงอาวุธจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ใกล้เคียง โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ห่างประมาณ 500 เมตร ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้ประเมินความเสี่ยงแล้ว จึงต้องรีบแจ้งเตือนให้เคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยเข้าที่ปลอดภัย
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ตอบโต้แถลงการณ์กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ระบุว่าฝ่ายไทย ได้ยิงแก๊สพิษเข้ามาในพื้นที่ ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของพลเรือน และละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่า กองทัพบกขอปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริง และขอให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนซ้ำ ๆ เพื่อหลอกลวงประชาชนของตนเองและนานาชาติ เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คือ ฝ่ายกัมพูชา เปิดปฏิบัติการต่อฝ่ายไทยตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เช่น การระดมยิงด้วยปืนเล็กและอาวุธหนักต่อพื้นที่ประเทศไทย โดยไม่เลือกเป้าหมาย โดยเฉพาะการยิงจรวด BM-21 ลงพื้นที่ใกล้เคียงโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ รวมทั้งพื้นที่เขตชุมชนอื่น ๆ ซึ่งไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกติกาสากล นอกจากนี้ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชา ระบุว่ามีพื้นที่ของประชาชน รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ เช่น ปราสาทพระวิหาร และปราสาทตาควาย ได้รับความเสียหายจากการปะทะนั้น จากหลักฐานการข่าวสามารถยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่ชุมชนพลเรือน อาคารบ่อนกาสิโน และโบราณสถาน เป็นที่กำบังในการเปิดปฏิบัติการทางทหาร หรือใช้โล่มนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนประเทศตนเอง กองทัพบก จึงขอประณามการกระทำของกัมพูชา ซึ่งละเมิดต่อข้อตกลงหยุดยิงทุกข้อ และหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากลในทุกด้าน โดยขอให้ยุติการดำเนินการต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบในบริเวณกว้าง
พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า ทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ปัจจุบันเปิดหน้าแนวในการตอบโต้การรุกรานของกัมพูชา ทั้งสิ้น 7 จังหวัดตามแนวชายแดน (อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด) ที่ผ่านมากัมพูชายังคงโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ของไทยอยู่ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางทหาร แต่เป็นเป้าหมายของประชาชน มีประชาชนได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการนี้มากมาย เนื่องจากอาวุธที่กัมพูชาใช้ เช่น BM- 21 ไม่มีความแม่นยำ สามารถทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ผ่านมาด้วย ด้านกระทรวงการต่างประเทศ ได้ปฏิบัติการเชิงรุกเช่นกันไปยังประชาคมโลก เพื่อตอกย้ำเหตุผลและความจำเป็นของไทยในการปกป้องตัวเอง พร้อมประกาศแจ้งเตือนคนไทยในกัมพูชาที่ไม่มีเหตุจำเป็นพิจารณาเดินทางออกจากกัมพูชาและขอให้คนไทยงดเว้นการเดินทางไปยังกัมพูชาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือ ได้ปฏิบัติการ “ตราดปราบปรปักษ์” เพื่อทำลายอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายตรงข้ามไม่ให้สามารถตอบโต้กำลังพลที่จะเข้ายึดพื้นที่ได้ ซึ่งกัมพูชาได้ใช้เป็นฐานโจมตีเข้ามาในพื้นที่บ้านสามหลัง บ้านหนองรี โดยฝ่ายไทยทำลายฐานที่มั่นกัมพูชาไปแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์ เผาทำลายบ้านทั้งสามหลัง ทำลายตัวบังเกอร์ที่คาดจะใช้เก็บยุทโธปกรณ์และเครื่องกระสุนต่าง ๆ ถือเป็นการลิดรอนทำลายภัยคุกคามที่จะมีผลต่อกำลังพลของไทย ส่วนการโจมตีที่มั่นทางทหารไม่ได้โจมตีเพื่อทำลายตัวอาคาร แต่โจมตีเพื่อลดขีดความสามารถเป็นภัยคุกคาม ทั้งนี้ ยืนยันเป็นการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างมีสัดส่วนและสมเหตุสมผล ซึ่งไม่ใช่เป็นการมุ่งเพื่อทำลายให้ราบเป็นหน้ากลอง ส่วนการลงพื้นที่ดูแลความเป็นอยู่และให้กำลังใจประชาชนในศูนย์อพยพต่าง ๆ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว โดยกล่าวว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วเพื่อให้กำลังใจประชาชนและส่งกำลังใจให้ทุกคนโดยเชื่อว่าสถานการณ์จะต้องดีขึ้นในเร็ววัน ซึ่งสั่งการให้ปลัดกระทรวงแรงงานจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตเพื่อสำรองโลหิตสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ได้รับข้อมูลว่า โรงพยาบาลหลายแห่งที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เกือบทุกจังหวัดขาดแคลนโลหิตในขั้นวิกฤต หากมีสถานการณ์รุนแรงจะมีโลหิตไม่เพียงพอที่จะดูแลทั้งทหารและประชาชน โดยจะจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น. บริเวณอาคารกระทรวงแรงงาน
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนที่อพยพเข้ามาในศูนย์พักพิงชั่วคราวในเขตพื้นที่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 2 จุด โดยได้มอบผ้าห่มจำนวน 900 ผืน และเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 200 แพ็ค นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์ปลอดภัย โดยได้ย้ำถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย พร้อมกล่าวให้กำลังใจ และขอให้ทุกคนมั่นใจว่า รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง กำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยและชีวิตความเป็นอยู่ให้กับประชาชนทุกคนอย่างดีที่สุด
ด้านนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์อพยพประชาชน และแผนการเตรียมความพร้อมพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้ประชุมร่วมกับนายอำเภอทั้ง 25 อำเภอ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานของแต่ละศูนย์อพยพที่อยู่ในความดูแล ทั้งในด้านการจัดสถานที่ ความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย การจัดอาหาร น้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยในทุกมิติ โดยย้ำให้ทุกภาคส่วนเร่งสำรวจความต้องการของประชาชนแต่ละพื้นที่ พร้อมจัดระบบข้อมูลให้แม่นยำ เพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพสูงสุด และรองรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ และได้มอบหมายให้จังหวัดและอำเภอเตรียมแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังอย่างรัดกุม เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัยและปกติสุขโดยเร็วที่สุด
ขณะที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ติดตามการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้ประสบภัยจากกองกำลังนอกประเทศ ซึ่งได้เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงจุดต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทานของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์มอบให้แก่ผู้ประสบภัย และมอบถุงยังชีพของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ได้แจกจ่ายให้กับประชาชนให้เพียงพอและทั่วถึง ทั้งยังมีการฝึกอาชีพ การฝึกบินอากาศยานไร้คนขับ การฝึกการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายครัวเรือน เป็นต้น ส่วนงบประมาณค่าน้ำค่าไฟศูนย์พักพิงต่าง ๆ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนภูมิภาคจะได้นำเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณางดเว้นค่าไฟฟ้า-ค่าน้ำประปาศูนย์พักพิงด้วย
นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักตามภารกิจกองกำลังป้องกันชายแดน และสนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหน้า รักษาความปลอดภัยพื้นที่ชายแดนเคียงข้างกองทัพ การอพยพครู-นักเรียน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และให้ตำรวจภูธรภาค 2 และตำรวจภูธรภาค 3 เป็นหน่วยเสริมหลักในการเตรียมกำลังพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติ พร้อมกำชับให้จัดชุดปฏิบัติการตำรวจ ออกตรวจตรา เพิ่มความเข้มในการดูแลทรัพย์สิน บ้านเรือนประชาชน ในช่วงที่มีการอพยพประชาชนออกจากบ้านพักไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันให้เน้นการป้องกันเหตุไม่สงบและตรวจตราบุคคลต้องสงสัยต่าง ๆ ที่อาจสร้างความวุ่นวายในพื้นที่หรือมีพฤติกรรมเป็นภัย หากประชาชนมีเบาะแส แจ้งเหตุ ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทางสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังสั่งการโรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลในสังกัดเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติทางการแพทย์
ด้าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการต้องสั่งปิดสถานศึกษาเพิ่มเป็น 1,168 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ปลอดภัย จำนวน 102 แห่ง ได้ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวรองรับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะส่ง ศูนย์ Fix It Center ลงพื้นที่เพื่อช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์การทำมาหากิน เครื่องจักรการเกษตร และครุภัณฑ์ในท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้เร็วที่สุด
สำหรับกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ได้ส่งทีมปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์ อนามัยสิ่งแวดล้อม ควบคุมโรค เยียวยาจิตใจ รวม 349 ทีม กระจายดูแลประชาชนในศูนย์พักพิงจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 849 แห่ง และจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลโคกสูง โรงพยาบาลตาพระยา โรงพยาบาลคลอดหาด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง ใน 4 อำเภอชายแดน ของจังหวัดสระแก้ว ประกาศปิด ผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไปรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้เคียง ส่วนโรงพยาบาลอรัญประเทศ โรงพยาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ จังหวัดสระแก้ว ปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอกและแผนกผู้ป่วยใน รับเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต โรงพยาบาลบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ปิดให้บริการ ประชาชนอำเภอบ้านกรวดหรือพื้นที่ใกล้เคียงสามารถไปรับบริการได้ที่โรงพยาบาลประโคนชัย