ไทย จับมือ UNODC ต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ สร้างหุ้นส่วนโลกปราบสแกมเมอร์

 

ไทย จับมือ UNODC ต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ สร้างหุ้นส่วนโลกปราบสแกมเมอร์

    การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระหว่างวันที่ 17–18 ธันวาคม 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งในระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี เอกอัครราชทูตจากทุกภูมิภาคทั่วโลก ผู้แทนจากสหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 300 คน จาก 60 ประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  ได้เน้นย้ำว่า การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตพัฒนาเป็นอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การค้ามนุษย์ การใช้แรงงานบังคับ และอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบอื่น ๆ โดยไทยมีการดำเนินการเชิงรูปธรรม มีเป้าหมายเพื่อรื้อถอนเครือข่ายอาชญากรรม ขณะที่นายอนุทิน ชายวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการระทรวงมหาดไทย ระบุว่านานาชาติให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมเน้นย้ำประเทศไทยจริงจังในการปราบสแกมเมอร์ เดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับ ทุกประเทศสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ที่ประชุมฯ ยังได้รับรอง “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ” โดยมีประเทศต่าง ๆ อาทิ เปรู บังกลาเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนปาล และภาคเอกชน เช่น TikTok ร่วมสนับสนุนเพื่อย้ำเจตนารมณ์ ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐาน  การคุ้มครองผู้เสียหาย และการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการป้องกัน ตรวจจับ และลดการแพร่กระจายของการหลอกลวงออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ยังได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติ โดยเฉพาะบทบาท        เชิงรุกของประเทศไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams)    โดยประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งต่อมนุษย์และระบบเศรษฐกิจโลก ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ

 


(17 ธ.ค. 68) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ซึ่งเป็นการประชุมที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระหว่างวันที่ 17–18 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (online scams) โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งในระดับรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี เอกอัครราชทูตจากทุกภูมิภาคทั่วโลก ตลอดจนผู้แทนจากสหภาพยุโรป องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 300 คน จาก 60 ประเทศ
นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ขอบคุณรัฐบาลไทยและ UNODC ที่จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพราะออนไลน์สแกมเป็นอาชญากรรมที่มีเหยื่อทั่วโลก และยังมีการค้ามนุษย์ สหประชาชาติพร้อมเป็นหุ้นส่วนสำคัญในต่อต้านสแกมเมอร์ 
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสกล่าวในงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต พร้อมขอบคุณผู้เข้าร่วมการประชุมจากทุกภาคส่วน และยืนยันถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของรัฐบาลไทยในการต่อต้านการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต หรือ online scams โดยการเข้าร่วมของผู้แทนจากหลายภูมิภาคทั่วโลกในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “อาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ไม่ใช่เพียงปัญหาในระดับภูมิภาคอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องเผชิญร่วมกัน” และการรวมตัวกันของนานาประเทศในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการทำงานอย่างเป็นเอกภาพเพื่อรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจังของรัฐบาล โดยกำหนดให้เป็นวาระสำคัญสูงสุดของรัฐบาลและเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก อาทิ การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะทางและศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงโดยเฉพาะ รวมถึงการยกระดับการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ เพื่อขจัดเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินการอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย
บทเรียนสำคัญจากการหารือในที่ประชุมครั้งนี้ คือ การดำเนินการในระดับชาติที่เข้มแข็งจำเป็นต้องควบคู่ไปกับความร่วมมือในระดับนานาชาติ เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน เคลื่อนย้ายเงินได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที และปรับตัวได้เร็วกว่าระบบในประเทศ ดังนั้น การตอบสนองของประชาคมโลกจึงจำเป็นต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด มีความชาญฉลาด และมีความมุ่งมั่นในระดับเดียวกันถึงเวลาแล้ว ที่ประชาคมโลกจะต้องยกระดับการหารือไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและข้อมูล การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน  เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต พร้อมระบุว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และ “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ (Bangkok Joint Statement)” ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือ ซึ่งได้กำหนดแนวทางความร่วมมือภายใต้หลัก “5P” ได้แก่ Policy (นโยบาย) Protection (การป้องกัน) Prosecution (การบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด) Partnership (ความร่วมมือระหว่างประเทศ) และ Prevention (การป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม) อาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้นได้จากการขาดความร่วมมือที่เป็นเอกภาพ แต่จะอ่อนแรงลงเมื่อทุกประเทศรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว โดยประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศและทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนการหารือในครั้งนี้ให้กลายเป็นความร่วมมือที่ยั่งยืน และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในระดับโลก
สำหรับการดำเนินงานภายในประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กระทรวงยุติธรรม และฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้สามารถยึดและอายัดทรัพย์ผู้กระทำผิดจำนวนมาก และดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำงานอย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบกระแสสังคม เนื่องจากอาชญากรรมออนไลน์มีความเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ ยาเสพติด การพนัน และการค้าอาวุธเถื่อน
(18 ธ.ค. 68) นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวเดลฟีน ช้านท์ซ ผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกล่าวปิดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต และร่วมประกาศแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ (Bangkok Joint Statement) สำหรับแถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ โดยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต 2025 มีสาระสำคัญ ที่ได้รับสนับสนุนจากสมาชิกหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วย (ประเทศไทย บังกลาเทศ เนปาล เปรู และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งภาคเอกชน ได้แก่ TikTok)
ที่ประชุมรับทราบด้วยความห่วงกังวล เกี่ยวกับการแพร่ขยายอย่างรวดเร็วของปฏิบัติการโดยศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดและก่ออาชญากรรมข้ามชาติในหลายรูปแบบ โดยรวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ การหลอกลวงทางการเงิน การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และการทุจริต คอร์รัปชัน การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อบุคคล ภาคธุรกิจ และรัฐบาลทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นความท้าทายข้ามชาติต่อความมั่นคง สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งบั่นทอนสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงแห่งชาติ ความก้าวหน้าในการพัฒนาที่ยั่งยืน และความไว้วางใจของสาธารณชน ที่ประชุมตระหนักว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อปฏิบัติการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมที่จัดตั้งในลักษณะองค์กรที่เกี่ยวข้อง และส่งเสริมมาตรการเสริมสร้างความซื่อสัตย์ น่าเชื่อถือ และความรับผิดชอบ โดยสอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต
สมาชิกที่ร่วมประชุม ยืนยันหลักการบทบัญญัติอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร รวมทั้งพิธีสารว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก และพิธีสารว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบนำคนเข้าเมืองทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ซึ่งเป็นพิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และยินดีต่อการลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2025 ณ กรุงฮานอย (พิธีสาร คือ ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีความสำคัญรองจากสนธิสัญญาและอนุสัญญา แก้ไข เพิ่มเติม หรือกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น)  
นอกจากนี้ยังมีข้อมติที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการรับรองโดยสมัชชาสหประชาชาติ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาของสหประชาชาติ ซึ่งตระหนักถึงประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อสิทธิมนุษยชน และการที่กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากผู้เสียหาย โดยการบังคับให้กระทำการฉ้อโกงและหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องตกอยู่ในสภาวะการถูกบังคับให้กระทำอาชญากรรมผิดกฎหมาย การเป็นแรงงานขัดหนี้ และการปฏิบัติที่เป็นการละเมิดในรูปแบบต่าง ๆ ที่ประชุม ได้ย้ำถึง ความเร่งด่วนและความจำเป็นที่รัฐต่าง ๆ รวมถึงประเทศต้นทางและประเทศทางผ่านของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้กระทำอาชญากรรมผิดกฎหมายในศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนประเทศที่เป็นที่ตั้งของศูนย์หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และประเทศที่มีประชาชนถูกหลอกฉ้อโกง ที่จะต้องให้ความร่วมมือทั้ง ภายในประเทศและข้ามพรมแดนเพื่อปราบปรามการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและอาชญากรรมข้ามชาติ
ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการประชุมครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากนานาประเทศเกินกว่าที่คาดหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักร่วมกันของประชาคมโลกต่อความรุนแรงและความซับซ้อนของอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามข้ามชาติที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ในการประชุมวันที่ 17–18 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมฯ ได้หารือแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การอำนวยความยุติธรรมภายใต้แนวทางยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมกระบวนการสืบสวน ดำเนินคดี และการคุ้มครองผู้เสียหาย โดยมีผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐอเมริกา (FBI) องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration) ประจำประเทศไทย และ UNODC ร่วมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ ควบคู่กับการอภิปรายเรื่องการจัดการเส้นทางการเงินและการใช้เทคโนโลยีเพื่อต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งภาคเอกชนด้านเทคโนโลยี เครือข่าย Global Anti-Scam Alliance (GASA) และสหภาพยุโรป ได้ร่วมหารือบทบาทเชิงปฏิบัติ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้รับรอง “แถลงการณ์ร่วมกรุงเทพฯ” โดยมีประเทศต่าง ๆ อาทิ เปรู บังกลาเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เนปาล และภาคเอกชน เช่น TikTok ร่วมสนับสนุน เพื่อย้ำเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐาน การคุ้มครองผู้เสียหาย และการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการป้องกัน ตรวจจับ และลดการแพร่กระจายของการหลอกลวงออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ
การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งไม่เพียงแต่ในมิติของการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่กับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ อีกด้วย โดยในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้ดำเนินการติดตามและปราบปราม scam center ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติทั้งในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา โดยกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระบุว่าเป้าหมายบางส่วนที่ถูกทำให้เป็นกลางนั้นเคยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งมีการนำแรงงานค้ามนุษย์มาใช้ในการกระทำผิด และมีการบังคับให้สวมบทบาทโน้มน้าวเหยื่อทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการรับมือทั้งในระดับปฏิบัติและระดับนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งการประชุมหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ครั้งนี้ได้เปิดเวทีให้ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ และยืนยันความตั้งใจร่วมกันในการพัฒนากลไกตอบโต้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้การปราบปราม Online scams เป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงเดินหน้ามาตรการเชิงรุก ทั้งการเสริมความเข้มแข็งการบังคับใช้กฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานต่อต้านสแกมเมอร์เฉพาะทาง และยกระดับการประสานงานภายในประเทศ ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เคลื่อนย้ายข้อมูลและเงินได้อย่างรวดเร็ว และปรับตัวได้เหนือพรมแดน
การที่ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ และมีผู้เข้าร่วมการประชุมเกินความคาดหมาย สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศและทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องประชาชนและสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar