
เอกนัฏ เร่งแผน PDP 2026 เดินหน้า Net Zero ปี 2050 ผลักดันพลังงานสะอาด 60%
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในงาน ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition: เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ในหัวข้อ “ทิศทางพลังงานไทย และความคืบหน้า PDP 2026” ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยต้องดำเนินการควบคู่ทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% รวมถึง LNG และก๊าซจากเมียนมา โดยมุ่งลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าผ่านการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล การอุดหนุนราคาน้ำมัน E20 และ B20 ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 5 บาทต่อลิตร รวมถึงการรักษาสมดุลการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป เทคโนโลยีไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศและฐานการผลิตยานยนต์ของไทย สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็น 60% ภายในปี 2050 โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ การปลดล็อกการติดตั้ง Solar Rooftop การขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือน การเปิดเสรี Direct PPA ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรงผ่านโครงข่ายไฟฟ้า และการส่งเสริมพลังงานลมและ ชีวมวลเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และ AI ในอนาคต ด้านนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า การเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเตรียมความพร้อมต่อกติกาโลกด้านคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้น คาดว่าแผน PDP 2026 จะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม–กันยายน 2569 เพื่อเป็นกรอบขับเคลื่อนระบบพลังงานไทยให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593
(25 มิ.ย. 69) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในงาน ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition: เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ในหัวข้อ “ทิศทางพลังงานไทย และความคืบหน้า PDP 2026” โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานครอบคลุมทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ซึ่งยังเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูง ทั้งน้ำมันดิบกว่า 90% รวมถึง LNG และก๊าซจากเมียนมา รัฐบาลจึงเร่งสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล พร้อมอุดหนุนราคา E20 และ B20 ให้ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและกระจายรายได้สู่เกษตรกร
ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานในประเทศถึง 90% รัฐบาลจะรักษาสมดุลระหว่างฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ส่งเสริมเทคโนโลยีไฮบริด และผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปพร้อมกัน โดยมุ่งให้ไทยเป็น “Last Man Standing” ฐานผลิตสุดท้ายของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป สำหรับ PDP 2026 (Power Development Plan) ซึ่งเป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ฉบับล่าสุด ได้วางเป้าหมายระยะยาวถึงปี 2050 ให้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดอยู่ที่ 60% ผ่านมาตรการหลัก ได้แก่ การปลดล็อก Solar Rooftop โดยยกเลิกใบอนุญาต รง.4 และลดขั้นตอนให้เหลือ 7 วัน (กรณีใช้เอง) และ 30 วัน (กรณีขายคืนระบบ) ขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าครัวเรือนจาก 90 MW เป็น 500+500 เมกะวัตต์ (MW) การเปิดเสรี Direct PPA ให้ภาคอุตสาหกรรมซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านโครงข่ายการไฟฟ้าได้โดยตรง และส่งเสริมพลังงานลมและชีวมวลเพื่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมรองรับความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และ AI ซึ่งอาจพุ่งสูงถึง 30,000 เมกะวัตต์ (MW) ด้วยการกำหนดเงินมัดจำการจองไฟฟ้า อัตราค่าไฟสีเขียว UGT 2 (Utility Green Tariff 2 เป็นโครงการไฟฟ้าสีเขียวแบบที่เจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน) ที่สะท้อนต้นทุนจริงและปรับโครงสร้างค่าไฟให้รัฐรับภาระบริการสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน
ทั้งนี้ การเดินหน้าสู่ Net Zero จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจน เจตจำนงที่แน่วแน่ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ด้านนายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “อนาคตพลังงานไทยภายใต้ PDP 2026” โดยระบุว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองรับเป้าหมาย Net Zero และเตรียมความพร้อมต่อกติกาโลกด้านคาร์บอนที่เข้มข้นขึ้น สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายน 2569 เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไทยให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593