นายกฯ เปิดงาน Gastech 2026
ชู 3 แนวทางสร้างความมั่นคงพลังงานไทย ราคาเข้าถึงได้ พร้อมเป็น “ศูนย์กลางพลังงาน” ของภูมิภาค

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 โดยย้ำว่ารัฐบาลมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงทางพลังงาน ความยั่งยืน และราคาพลังงานที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. สร้างความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่เหมาะสม โดยใช้ก๊าซธรรมชาติและ LNG ควบคู่กับการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน กระจายแหล่งพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 2. เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม รัฐบาลจะเริ่มโครงการวงเงิน 50,000 ล้านบาท สนับสนุนครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ พร้อมส่งเสริมพลังงานชีวภาพและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยลดค่าไฟและเพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาด และ 3. เชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และระบบพลังงานสะอาดให้พร้อมรองรับการลงทุนระยะยาวและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี ไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 37 และมีศักยภาพสร้างงานกว่า 82,000 ตำแหน่ง โดยรัฐบาลมุ่งให้การลงทุนช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และสร้างงานและรายได้ที่ดีขึ้นให้ประชาชน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังเน้นการขยายความร่วมมือกับนานาประเทศด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน ไฮโดรเจน พลังงานชีวภาพ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทั่วโลก ทั้งนี้ การเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาด สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
งาน Gastech Exhibition & Conference 2026 เป็นการประชุมเชิงวิชาการและงานแสดงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานโลก สำหรับผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และนักลงทุนจากทั่วโลก ในการหารือแลกเปลี่ยนนโยบาย องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไฮโดรเจน แอมโมเนีย พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด เทคโนโลยีลดและกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคพลังงาน ประเทศที่ได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech ล้วนเป็นประเทศที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ โดยการจัดงานเมื่อปี 2025 ณ ประเทศอิตาลี มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก สะท้อนบทบาทของ Gastech ในฐานะเวทีเชื่อมโยงประชาคมพลังงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางพลังงานในอนาคต
สำหรับปี 2026 ประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้ยื่นประมูลสิทธิและได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยกระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งนับเป็นการนำเวทีหารือด้านพลังงานระดับโลกกลับมาจัดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง และเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และบทบาทของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานของภูมิภาค
(14 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยรัฐมนตรี ผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงาน ผู้บริหารบริษัทพลังงาน ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนชั้นนำจากนานาประเทศเข้าร่วม รวมถึงนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยเน้นย้ำว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานครั้งสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของตลาดโลก ความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่สะอาดขึ้น รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตด้านพลังงานที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้ และความยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว
สำหรับประเทศไทย พลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง เพียงพอ มีราคาที่เหมาะสม และรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังมีศักยภาพในการต่อยอดสู่การเป็น Trading Hub และศูนย์กลางด้านพลังงานของภูมิภาค จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความพร้อม ฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง บริษัทพลังงานชั้นนำทั้งของไทยและต่างประเทศ บุคลากรที่มีทักษะ รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน รัฐบาลจึงมุ่งใช้โอกาสจากการจัดงานครั้งนี้เป็นเวทีหารือกับรัฐมนตรีพลังงานจากประเทศต่าง ๆ และผู้บริหารภาคเอกชน เพื่อขยายการค้า การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างพันธมิตรในอุตสาหกรรมพลังงาน
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง 3 แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานของประเทศไทย
1. การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่เหมาะสม โดยก๊าซธรรมชาติและ LNG จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน กระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเพียงพอและในราคาที่เหมาะสม
2. การทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นได้จริง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน โดยตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม รัฐบาลจะเริ่มโครงการวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ พร้อมยกเว้นภาษีนำเข้าส่วนประกอบบางประเภท เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าและเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น ควบคู่กับการต่อยอดพลังงานชีวภาพจากภาคการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตและกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน นอกจากนี้ไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ ทั้งไฮโดรเจน แอมโมเนีย และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage: CCS โดยกระทรวงพลังงานได้ผลักดันโครงการนำร่อง CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ซึ่งผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายแล้ว และถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยวางรากฐานไปสู่การพัฒนาศูนย์กลางการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของประเทศและภูมิภาค
3. การเชื่อมโยงนโยบายพลังงานกับการลงทุนและโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมุ่งพัฒนากฎระเบียบให้มีความชัดเจน ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และสร้างระบบพลังงานสะอาดที่สามารถรองรับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี ประเทศไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 37 และมีศักยภาพในการสร้างงานมากกว่า 82,000 ตำแหน่ง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย โดยรัฐบาลต้องการให้การลงทุนเหล่านี้ไม่เพียงนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ แต่ต้องนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับทักษะแรงงานไทย การเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างงานและรายได้ที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน
ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน Gastech 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประตูเชื่อมโยงตลาดพลังงานในภูมิภาค ท่ามกลางช่วงเวลาที่ความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกลายเป็นวาระเร่งด่วนร่วมกันของนานาประเทศ โดยกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ก๊าซธรรมชาติจะยังคงเป็นหนึ่งในพลังงานหลักที่ช่วยสร้างความมั่นคงระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันประเทศไทยจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเห็นว่าไม่มีประเทศใดสามารถสร้างอนาคตด้านพลังงานได้เพียงลำพัง ประเทศไทยจึงพร้อมเป็นพันธมิตรด้านพลังงานกับนานาประเทศ ทั้งด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การจัดการคาร์บอน ไฮโดรเจน พลังงานชีวภาพ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ตลอดจนพร้อมเป็นพื้นที่สำหรับการหารือ การลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรมระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลเชื่อว่าจุดแข็งจากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย บุคลากรที่มีศักยภาพ ฐานการผลิตและระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง จะช่วยผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุน นวัตกรรม และความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาค ตลอดเวลากว่า 5 ทศวรรษ Gastech เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงประชาคมพลังงานจากทั่วโลก และหวังว่าการจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 ในประเทศไทย จะช่วยผลักดันให้การหารือพัฒนาไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง ทั้งด้านการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือด้านพลังงาน ยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ในการร่วมสร้างอนาคตด้านพลังงานที่มั่นคง เข้าถึงได้ สะอาด และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
สำหรับประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับ รัฐบาลมุ่งให้การขับเคลื่อนนโยบายพลังงานนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก และช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม ขณะที่มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น ขณะเดียวกันการต่อยอดพลังงานชีวภาพจากภาคการเกษตรจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตและกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน จะช่วยสร้างงานใหม่ ยกระดับทักษะแรงงานไทย เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และดึงดูดการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาคอย่างยั่งยืน