ปิดฉาก IMF–World Bank 2026 ต่อยอดเวทีโลก สู่การลงทุน สร้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ยกระดับความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล เปิดตัว Bangkok Blueprint เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและคุ้มครองประชาชนจากการฉ้อโกง 2. ใช้ AI เพิ่มผลิตภาพและสร้างงานคุณภาพ ส่งเสริมการใช้ AI ในธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงานผ่าน SkillBridge และเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มรายได้และขีดความสามารถในการแข่งขัน 3. ผลักดันไทยเป็น Trusted Connector เชื่อมโยงตลาด เงินทุน และเทคโนโลยี มุ่งดึงดูดการลงทุนที่สร้างงาน พัฒนาทักษะคนไทย และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก 4. ขยายความร่วมมือด้านการลงทุนและการเงินอิสลาม ร่วมกับ BIA และ IsDB ส่งเสริมแหล่งทุนแก่ SMEs ธุรกิจฮาลาล และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมเพิ่มโอกาสขยายตลาดต่างประเทศ 5. พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและสาธารณสุข ร่วมกับ ADB ผ่านโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่างและพัฒนาบริการสุขภาพ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมและยกระดับคุณภาพชีวิต 6. ส่งเสริมพลังงานสะอาดและเมืองคาร์บอนต่ำ วางกรอบเงินกู้ธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารภาครัฐและพื้นที่อุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุน SMEs แรงงาน และชุมชนให้ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญให้ไทยขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและต่อยอดการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการจ้างงาน การเข้าถึงเทคโนโลยี ความปลอดภัยทางการเงิน และบริการสาธารณะที่ดีขึ้น
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” โดยมีผู้แทนจาก 191 ประเทศเข้าร่วม โดยตลอดช่วงการประชุมที่ผ่านมามีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก เปิดตัวกรอบนโยบาย “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ซึ่งเป็นการริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำงานในคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ คณะอนุกรรมการ “Connect the Dots” มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานภายในประเทศ ให้สามารถตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยและสกัดกั้นเส้นทางเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย Bangkok Blueprint จะช่วยวางกรอบความร่วมมือและแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ ครอบคลุม 5 เสาหลักและ 12 แนวทางสำคัญ พร้อมรวบรวมประสบการณ์จากไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ นำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเอง และเป็นกรอบหลักการสำหรับประเทศสมาชิกในการร่วมกันป้องกันและสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นความร่วมมือในการวางรากฐานเชิงนโยบายและกฎหมายที่เข้มแข็ง การกำหนดแนวทางการป้องกันและตรวจจับอาชญากรรมไซเบอร์ระหว่างประเทศ การกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภายในและระหว่างประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนได้โดยง่าย ซึ่งหลังจากนี้จะผลักดันกระบวนการสกัดกั้นอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ มีโอกาสได้รับความคุ้มครองจากการหลอกโอนเงินและการฉ้อโกงทางดิจิทัลดีขึ้น ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้บริการธนาคาร การชำระเงินออนไลน์ และการค้าดิจิทัล ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ จะทำให้มีกรอบกลางสำหรับประสานงานกับต่างประเทศ ลดช่องว่างในการรับมืออาชญากรรมข้ามพรมแดน และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
2. การแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง AI กับอนาคตการจ้างงาน โดยเวทีของธนาคารโลก “Small AI: More and Better Jobs” ให้ความสำคัญกับการใช้ AI เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มผลิตภาพ มุ่งขับเคลื่อน 3 เป้าหมาย ได้แก่ ยกระดับงานที่มีอยู่ สร้างงานใหม่ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ผ่านแนวคิด AI in All มุ่งเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจที่มีอยู่ เช่น AI “นกกระซิบ” All in AI มุ่งเปลี่ยนการลงทุน Data Center และ Cloud ให้เป็นงานคุณภาพสำหรับคนไทย ผ่านโครงการ SkillBridge เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมลดต้นทุนการเข้าถึง AI สำหรับ SMEs และ Startups และ AI for All มุ่งช่วยเหลือแรงงานและธุรกิจที่อาจปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จะทำให้แรงงานมีโอกาสเพิ่มทักษะดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถใช้ AI ช่วยลดงานซ้ำซ้อน วางแผนสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสยกระดับผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง
3. แนวคิด “Trusted Connector” การชูบทบาทประเทศไทยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเน้นว่าประเทศไทยต้องไม่มุ่งเพียงดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นการจ้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา และการเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก โดยรัฐบาลมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง ซึ่งจะต้องนำไปสู่การสร้างงาน พัฒนาทักษะ และยกระดับขีดความสามารถของคนไทยและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งมุ่งสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ และไทยยังเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ
ประโยชน์ที่ประชาชนและแรงงานจะได้รับ มีโอกาสได้รับการจ้างงานที่มีคุณภาพและพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ในขณะที่ SMEs และผู้ผลิตไทย มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ เพิ่มตลาด ช่องทางจำหน่ายสินค้า และแหล่งเงินทุน
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ช่วยให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งลงทุนเพียงกลุ่มเดียว
4. การต่อยอดความร่วมมือการลงทุนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กับ Brunei Investment Agency (BIA) เสริมความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาการเงินอิสลาม โดยจากการหารือกับกลุ่มธนาคารพัฒนาอิสลาม (Islamic Development Bank: IsDB) เกี่ยวกับการขยายความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) โครงสร้างพื้นฐาน SMEs การพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าฮาลาล และการเงินอิสลาม รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือด้านตราสารศุกูก (Sukuk คือ ตราสารทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม) และการพัฒนาศักยภาพของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ประโยชน์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ได้รับ มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการฮาลาล โดยผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศที่มีความต้องการสินค้าฮาลาลและบริการที่สอดคล้องกับหลักการเงินอิสลาม ประโยชน์ที่ประเทศได้รับ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคธุรกิจ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับประเทศและสถาบันการเงินในเครือข่าย IsDB
5. ไทย-ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) แลกเปลี่ยนสัญญาเงินกู้โครงการรายจ่ายลงทุนเพื่อใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (โครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข) มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง และการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดประชุม Finance in Common Summit 2027 ณ กรุงเทพมหานคร และการสนับสนุนประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยได้รับการดูแลและลดผลกระทบจากน้ำท่วม และเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข พร้อมขยายความร่วมมือด้านการลงทุนสีเขียว การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการระดมทุนภาคเอกชน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค
6. ผลักดันการลงทุนพลังงานสะอาดและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ กรอบวงเงินกู้จากธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารภาครัฐและพื้นที่อุตสาหกรรม ใช้กลไกบริษัทผู้ให้บริการด้านพลังงาน (Energy Service Companies: ESCOs) ให้บริษัทลงทุนปรับปรุงระบบพลังงานก่อน แล้วหน่วยงานที่เข้าร่วมทยอยชำระค่าบริการในระยะยาว พื้นที่นำร่องประกอบด้วยกรุงเทพมหานครและพื้นที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ครอบคลุมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา การปรับปรุงระบบไฟฟ้าในโรงเรียน สถานพยาบาล สำนักงานเขต และไฟส่องสว่างสาธารณะ นอกจากนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ลงนามความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เพื่อจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของประเทศไทย (Thailand Just Transition Roadmap) โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนระยะแรก 20 ล้านบาท เพื่อศึกษามาตรการและกลไกทางการเงินช่วยให้ SMEs แรงงาน เกษตรกร และชุมชนปรับตัวต่อเทคโนโลยีสะอาดและมาตรฐานเศรษฐกิจใหม่ และโครงการ I-SPARK เพื่อศึกษากลไกระดมทุนแบบผสมผสานและพัฒนาคาร์บอนเครดิต นำร่องอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในจังหวัดระยอง ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ประชาชน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ให้บริการสาธารณะมีโอกาสลดค่าไฟฟ้า ทำให้มีทรัพยากรเหลือสำหรับการจัดบริการที่จำเป็นมากขึ้น เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านติดตั้งโซลาร์เซลล์ ระบบประหยัดพลังงาน การบำรุงรักษา และบริการด้านคาร์บอนแก่ภาคเอกชนและแรงงาน
ประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ สามารถลดการใช้พลังงาน เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญา เพื่อยืนยันว่าการประหยัดพลังงานคุ้มค่ากับค่าบริการที่ต้องชำระจริง