จากความสำเร็จ “พืชสวนโลกเชียงใหม่” สู่มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ต่อยอดเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน

จากความสำเร็จ “พืชสวนโลกเชียงใหม่” สู่มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ต่อยอดเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน

 

รูปภาพประกอบ

          มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2554 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยด้านพฤกษศาสตร์ การเกษตร และการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยพื้นที่จัดงาน ณ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก พร้อมสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และทิ้งมรดกสำคัญไว้ทั้งด้านสถาปัตยกรรม พืชสวน และองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง

ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2549 : ความสำเร็จระดับโลก สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย
การจัดงานครั้งแรกระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 - 31 มกราคม 2550 จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ภายใต้มาตรฐานมหกรรมพืชสวนระดับ A1 ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมกว่า 3.8 ล้านคน มีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมจัดสวนมากกว่า 30 ประเทศ และมีข้อมูลประเมินว่าเกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนมากกว่า 23,000 ล้านบาทความสำเร็จครั้งนั้นไม่เพียงสะท้อนศักยภาพในการจัดงานระดับนานาชาติ แต่ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมสร้างแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง “หอคำหลวง” ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตลอดจนเป็นแหล่งรวบรวมและจัดแสดงพรรณไม้เขตร้อนชื้นที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์

ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2554 : สานต่อความสำเร็จด้วยแนวคิดรักษ์โลก
    การจัดงานครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2554 - 15 มีนาคม 2555 แม้ต้องเลื่อนกำหนดการเนื่องจากสถานการณ์มหาอุทกภัยในประเทศไทย แต่ยังคงเดินหน้าสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “Greenitude” หรือทัศนคติสีเขียว ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อนและการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรายงานจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 2.2 ล้านคน 
นอกจากการจัดแสดงสวนนานาชาติและนิทรรศการด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว งานครั้งนี้ยังนำเสนอนวัตกรรมและกิจกรรมที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าชม อาทิ สวนแสงแห่งจินตนาการ ซึ่งสร้างสีสันในช่วงค่ำคืน 
พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเกษตร พืชสวน และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จของการจัดงานทั้งสองครั้งจึงไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับวันปิดงาน แต่ได้รับการต่อยอดสู่การพัฒนา “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์เรียนรู้พฤกษศาสตร์ และพื้นที่จัดกิจกรรมที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง นับเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำพื้นที่จัดงานระดับโลกมาสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และการเรียนรู้ในระยะยาว

จากบทเรียนเชียงใหม่ สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานด้วยพืชสวนโลกอุดรธานี 2569
จากประสบการณ์การจัดงานในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยได้ต่อยอดองค์ความรู้และบทเรียนด้านการจัดงานระดับนานาชาติสู่ “มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 - 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่ประมาณ 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด “DIVERSITY OF LIFE” หรือ “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” การจัดงานครั้งนี้มุ่งนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน น้ำ และพืช ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพและนวัตกรรมการเกษตร ควบคู่กับการนำเสนออัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ของพื้นที่จัดงาน อาทิ สถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมบ้านเชียงและวิถีชีวิตพื้นถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน

มิติเศรษฐกิจ : กระจายรายได้ สร้างโอกาสให้ธุรกิจและชุมชน
มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ถูกคาดหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุดรธานีและภูมิภาคอีสานตอนบน โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 3.6 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 20,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 81,000 ตำแหน่ง และสร้างรายได้จากการจัดเก็บภาษีกลับคืนสู่ภาครัฐกว่า 7,700 ล้านบาท การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจะสร้างโอกาสให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร การขนส่ง ธุรกิจนำเที่ยว ตลอดจนผู้ประกอบการสินค้าและบริการในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นมีส่วนร่วม ยังเป็นช่องทางในการนำเสนอสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และอัตลักษณ์ของจังหวัดสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมกับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม
การจัดประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ หรือ MICE เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและส่งเสริมให้จังหวัดอุดรธานีเป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขด้านเศรษฐกิจและการจ้างงานดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงจึงควรได้รับการประเมินหลังการจัดงาน โดยพิจารณาทั้งรายได้ของธุรกิจในพื้นที่ จำนวนการจ้างงาน การกระจายรายได้สู่ชุมชน และความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังสิ้นสุดงาน

มิติสังคม : เปิดพื้นที่เรียนรู้ สืบสานภูมิปัญญา และสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น
นอกเหนือจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มหกรรมพืชสวนโลกยังเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านการจัดแสดงพรรณไม้ นิทรรศการด้านการเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า
สำหรับจังหวัดอุดรธานี การนำเสนอเรื่องราวของบ้านเชียงและภูมิปัญญาพื้นถิ่นผ่านสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบของสวนจัดแสดง เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัย ช่วยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้แสดงศักยภาพและถ่ายทอดอัตลักษณ์ของตนเองสู่ผู้มาเยือน ขณะเดียวกัน หากการจัดงานสามารถเชื่อมโยงกับสถานศึกษา เกษตรกร และเครือข่ายชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมเกษตรสู่คนรุ่นใหม่ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การต่อยอดระยะยาว : เปลี่ยนพื้นที่จัดงานให้เป็นมรดกของคนอุดรธานี
บทเรียนสำคัญจากจังหวัดเชียงใหม่ คือการทำให้พื้นที่จัดงานสามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้หลังสิ้นสุดมหกรรม โดยอุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้พัฒนาบทบาทจากพื้นที่จัดงานไปสู่แหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ด้านพืชสวนที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับจังหวัดอุดรธานี มีแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดหลังจบงานจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะกำหนดคุณค่าของมหกรรมในระยะยาว โดยมีแนวคิดในการต่อยอดพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะถาวร ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม พื้นที่จัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมทางการเกษตร ตลอดจนสถานที่รองรับการจัดงานระดับนานาชาติและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการพื้นที่หลังจบงานที่ชัดเจน ทั้งหน่วยงานรับผิดชอบ งบประมาณบำรุงรักษา รูปแบบการเปิดให้บริการแก่ประชาชน และมาตรการดูแลระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ควบคู่กับการติดตามประเมินผลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนและการพัฒนาพื้นที่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย พื้นที่หนองแดจะไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดมหกรรมพืชสวนโลกในช่วง 134 วันเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเป็นทรัพยากรสำคัญของจังหวัด ทั้งในฐานะแหล่งเรียนรู้ พื้นที่สีเขียว แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชน
ในระยะยาว จากเชียงใหม่สู่อุดรธานี สู่การพัฒนาที่เติบโตไปพร้อมกับธรรมชาติ หัวใจสำคัญของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี คือการวางแผนใช้ประโยชน์พื้นที่หลังสิ้นสุดการจัดงาน หรือ “Expo Legacy” เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่จัดแสดง และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นสามารถสร้างประโยชน์ต่อไปได้ ไม่จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาการจัดงาน 134 วัน
บทเรียนจากอุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและภารกิจของพื้นที่อย่างชัดเจนหลังจบงาน สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด แนวทางการพัฒนาในระยะยาวจึงควรให้ความสำคัญกับการกำหนดรูปแบบบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณบำรุงรักษา และการวางแผนใช้ประโยชน์พื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่
ในด้านเศรษฐกิจ สามารถพิจารณาการเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม งานนิทรรศการ ตลาดสีเขียวจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย และบริการที่เหมาะสมกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างโอกาสทางรายได้และเพิ่มความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ควรมีการศึกษารูปแบบรายรับและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพื้นที่อย่างรอบคอบ เพื่อให้การดำเนินงานมีความคุ้มค่าและสามารถบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน
ในด้านคุณภาพชีวิต แนวทางการพัฒนาหนองแดให้เป็นสวนสาธารณะและพื้นที่นันทนาการของเมือง สามารถพิจารณาการจัดเส้นทางเดินและวิ่ง เส้นทางจักรยาน พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ โดยต้องออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศดั้งเดิม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้เวลาว่างของประชาชน และสร้างพื้นที่สาธารณะที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันการต่อยอดด้านวิชาการสามารถมุ่งพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวน พืชน้ำ พืชพื้นถิ่น และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการเกษตร สถาบันการศึกษา และเครือข่ายนักวิจัย เพื่อจัดกิจกรรมทัศนศึกษาและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเกษตรอย่างยั่งยืน ทั้งยังสามารถพิจารณาพัฒนาพื้นที่จัดแสดงบางส่วนให้รองรับกิจกรรมการเรียนรู้และการศึกษาวิจัยตามความเหมาะสม
เชิญร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของพืชพรรณและนวัตกรรมสีเขียวในงาน “มหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 - 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท สามารถซื้อผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์ All Ticket หรือจุดจำหน่ายบัตรบริเวณหน้างาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.udonthaniexpo2026.com และ Facebook: พืชสวนโลกอุดรธานี 2569 Udon Thani Expo 2026


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar