ศธ. เร่งแก้ปัญหาหนี้สินครูวางแนวทางตั้งสหกรณ์กลางต้นแบบ 5 ภูมิภาค ช่วยเหลือครูกลุ่มวิกฤตทั่วประเทศ

 

ศธ. เร่งแก้ปัญหาหนี้สินครูวางแนวทางตั้งสหกรณ์กลางต้นแบบ 5 ภูมิภาค ช่วยเหลือครูกลุ่มวิกฤตทั่วประเทศ
บทสรุป
จากการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 ที่มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม เห็นชอบแนวทางการขอความร่วมมือสถาบันการเงินทุกแห่ง แจ้งข้อมูลครูที่อยู่ระหว่างกระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีและมีแนวโน้มว่าจะถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย (กลุ่มวิกฤต) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และเห็นชอบตั้งสหกรณ์กลาง ภูมิภาคละ 1 แห่ง รวม 5 แห่ง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานและเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา เน้นการช่วยเหลือครูที่ประสบปัญหา แก้ไขพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 โดยเสนอให้เพิ่มข้อความ “การถูกหักเงินเดือนจนเหลือรายรับสุทธิต่ำกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน” นอกจากนี้ รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ยังออกมาตรการลดหย่อนหนี้ โดยผู้กู้จะได้รับส่วนลดต้นเงิน (เงินต้น) 5 – 10% และส่วนลดเบี้ยปรับ 100% เมื่อชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว ซึ่งสามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่ www.studentloan.or.th ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568
รายละเอียด
(4 มี.ค. 68) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1/2568 นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมฯ ได้เห็นชอบแนวทางการขอความร่วมมือสถาบันการเงินทุกแห่งในการแจ้งข้อมูลครูที่อยู่ระหว่างกระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีและมีแนวโน้มว่าจะถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย (กลุ่มวิกฤต) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ นำโดยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้ประสานงานไปยังนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดทำหนังสือขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินทุกแห่งในการจัดส่งข้อมูลผู้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหรือมีแนวโน้มว่าจะถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายอย่างเร่งด่วน เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามกระบวนการแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา พร้อมเห็นชอบในการตั้งสหกรณ์กลาง ภูมิภาคละ 1 แห่ง จำนวน 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดกาญจนบุรี ภาคใต้ ตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเหนือ ตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดนครสวรรค์ ภาคตะวันออก ตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดสระแก้ว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ ในส่วนกลาง ตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานและเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในแต่ละพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการช่วยเหลือครูที่ประสบปัญหาการถูกหักเงินเดือนจนเหลือรายรับสุทธิต่ำกว่าร้อยละ 30 ของเงินเดือน
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการในการยกเลิกคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการชุดเดิม และแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ชุดใหม่ เพื่อดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ สรุปแนวทาง และวางแผนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนรับทราบในการที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการส่งหนังสือขอแก้ไขพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการเสนอให้เพิ่มข้อความ “การหักเงินตามวรรคหนึ่ง หน่วยงานของรัฐต้องคำนึงถึงประโยชน์ในการดำรงชีวิตของสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานนั้น โดยการหักเงินเพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์จะต้องคงเหลือเงินเดือนสุทธิของสมาชิกหลังจากหักเงินดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ 30” เป็นวรรคสี่ของมาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553
รวมทั้งขอแก้ไข ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่ม และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2550 โดยขอให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมความในข้อ 30 วรรคหนึ่ง “การจ่ายเงิน มิให้ส่วนราชการผู้หักเงินไว้เพื่อการใด ๆ เว้นแต่จะมีหนังสือยินยอมจากข้าราชการ หรือผู้มีสิทธิ
รับบำเหน็จบำนาญ เพื่อชำระเงินให้แก่สหกรณ์ที่จัดตั้งโดยส่วนราชการและค่าสวัสดิการต่าง ๆ ตามระเบียบว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ หรือชำระตามข้อผูกพันกับทางราชการเท่านั้น โดยเพิ่มเติม “ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ ในการดำรงชีพของข้าราชการ การหักเงินดังกล่าวจะต้องคงเหลือเงินสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30”
สพฐ. ยังได้รายงานในที่ประชุมถึงผลการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรฯ ด้วยว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 มีผู้สมัครเข้าระบบสถานีแก้หนี้ จำนวน 7,762 ราย เป็นครูที่อยู่ในกลุ่มสีแดง
มีเงินเดือนเหลือหรือน้อยกว่า 30% จำนวน 6,250 ราย (มีสถานะถูกฟ้อง 1,030 ราย และไม่ถูกฟ้อง 5,220 ราย) และกลุ่มสีเหลือง มีเงินเดือนมากกว่า 30% จำนวน 1,512 ราย โดยในภาพรวมของปี 2567 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการแก้ไขสำเร็จ จำนวน 1,640 ราย และมีมูลหนี้ที่แก้ไขสำเร็จรวมกว่า 4,920 ล้านบาท ส่วนข้อมูลการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของสถานีแก้หนี้ครูระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ พบว่า มีการแก้ไขให้ครูในกลุ่มสีแดงมีเงินเดือนเหลือเกิน 30% ได้สำเร็จ จำนวน 2,048 ราย และกลุ่มที่กำลังดำเนินการอีก 6,651 ราย อีกทั้งยังพบว่ามีสถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่ฯ ที่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ 100% มากถึง 40 เขต รวมทั้งสิ้น 655 คน ซึ่งจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือให้สำเร็จต่อไป
นายสุรศักดิ์ ระบุว่า “การแก้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการนั้น เป้าหมายสำคัญคือการที่กระทรวงศึกษาธิการสามารถติดตามสถานการณ์ ป้องกันไม่ให้ครูต้องประสบปัญหาทางการเงินที่รุนแรงจนถึงขั้นล้มละลาย ตลอดจนวางแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในระยะยาวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยเน้นการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของครูที่ประสบปัญหาหนี้สินให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
สกสค. เดินหน้าลดภาระ และแก้หนี้ครูอย่างยั่งยืน ร่วมกับธนาคารออมสิน
(27 ก.พ. 68) ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. เดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งเมื่อ 1 มีนาคม 2567 ปรากฏว่ามีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. (การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อครูและบุคลากรทางการศึกษา) และ ช.พ.ส. (การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีที่คู่สมรสถึงแก่กรรม) อยู่จำนวน 334,795 บัญชี เป็นยอดเงินรวมทั้งสิ้น 273,838 ล้านบาท จนมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปี มีการประชุมหารือและได้รับความร่วมมือจากธนาคารออมสินเป็นอย่างดี ในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของครูและบุคลากรทางการศึกษาผ่านมาตรการความช่วยเหลือต่าง ๆ ดังนี้
กรณีครูและบุคลากรทางการศึกษาขอให้ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และลดภาระค่าครองชีพ เนื่องจากเบี้ยประกันคุ้มครองเงินกู้ที่มีอัตราสูงขึ้น สกสค. ได้ดำเนินการให้ธนาคารออมสินช่วยประสานงานกับบริษัทประกันภัย เพื่อลดอัตราค่าเบี้ยประกัน ซึ่งธนาคารออมสินได้มีมาตรการช่วยเหลือโดยการไม่บังคับทำประกัน ซึ่งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการประชุมทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมกับธนาคารออมสินในการสรรหาผู้รับประกันสินเชื่อ ให้สมาชิกได้เป็นทางเลือกตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การทำประกันสินเชื่อยังคงให้เป็นไปตามความสมัครใจของสมาชิกเช่นเดิม
ธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสมาชิกโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. - ช.พ.ส. และสินเชื่อโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการการศึกษา เมื่อวันที่วันที่ 1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม 2567 เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งมีครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับความช่วยเหลือเป็นจำนวน 230,000 ราย สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมปีละ 1,600 ล้านบาท
นอกจากนี้ สกสค. ร่วมกับธนาคารออมสินให้ชะลอหรือระงับการฟ้องร้องและบังคับคดี เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยหรือสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งให้ระงับการคิดดอกเบี้ยทันทีที่ผู้กู้เสียชีวิต โดย สกสค. เปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งธนาคารออมสินได้แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบว่าได้แก้ไขสำเร็จไปแล้วทั้งสิ้น 8,868 ราย คิดเป็นมูลค่าความช่วยเหลือรวมประมาณ 14,917 ล้านบาท
กยศ. ออกมาตรการลดหย่อนหนี้ เมื่อชำระปิดบัญชีมีส่วนลดต้นเงิน 5 – 10% ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. - 31 พ.ค. 2568
(5 มี.ค. 68) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ออกมาตรการลดหย่อนหนี้เพื่อให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างระยะเวลาปลอดหนี้ และผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ที่ กยศ. ยังไม่ฟ้องคดี โดยจะได้รับส่วนลดต้นเงิน (เงินต้น) 5 – 10% และส่วนลดเบี้ยปรับ 100% เมื่อชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว โดยผู้กู้ยืมสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนขอรับสิทธิได้ที่ www.studentloan.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างระยะเวลาปลอดหนี้ (ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่สำเร็จการศึกษา) ลดต้นเงิน 10% ของต้นเงินคงเหลือ สำหรับผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว และส่วนลด 5% ของเงินชำระหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้บางส่วนระหว่างระยะเวลาปลอดหนี้ ที่ได้ชำระหนี้ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยไม่ต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิและเมื่อหมดระยะเวลามาตรการแล้ว กยศ. จะนำส่วนลดที่ได้ทั้งหมดไปลดหนี้ให้กับผู้กู้ยืม
2. ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ที่ กยศ. ยังไม่ฟ้องคดี ลดต้นเงิน 10% ของต้นเงินคงเหลือ สำหรับผู้กู้ยืมที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว ลดต้นเงิน 7% ของต้นเงินคงเหลือ สำหรับผู้กู้ยืมที่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่ได้ชำระหนี้จนปัจจุบันอยู่ในสถานะไม่ผิดนัดชำระหนี้ และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว และลดต้นเงิน 5% ของต้นเงินคงเหลือ ลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมที่มีสถานะผิดนัดชำระหนี้และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว
ซึ่งมาตรการลดหย่อนหนี้ไม่รวมผู้กู้ยืมโครงการ Human Capital และไม่รวมกลุ่มผู้กู้ยืมที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นการจูงใจให้ผู้กู้ยืมกลับมาชำระเงินคืน กยศ. เพิ่มขึ้น

 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar