นายกรัฐมนตรี เปิดเผย ครม.หารือตั้งกองทุนช่วยเหลือภาคการผลิต และเห็นชอบยกเว้นอากรคาร์ซีทที่นำเข้าจากต่างประเทศร้อยละ 20

 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือในการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชน ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมและภาคบริการ ให้เกิดศักยภาพทางการแข่งขัน และปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าต่อไป

คณะรัฐมนตรียังอนุมัติหลักการให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการ ในกิจการศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในประเทศไทย และการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการที่ให้บริการพื้นที่ sever และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อการจัดเก็บประมวลผลหรือเชื่อมต่อข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการให้บริการสำรองข้อมูล เพื่อป้องกันเหตุขัดข้องอันจะทำให้ข้อมูลเกิดความเสียหาย การให้บริการเชื่อมต่อเครือข่ายกับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการคลาวน์ ตลอดจนการบริหารจัดการระบบและรักษาความปลอดภัยทางสาระสนเทศ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคในอนาคต

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่ EEC ซึ่งได้วางรากฐานไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ทั้งการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค ระบบโครงข่ายคมนาคมไร้รอยต่อ ทั้งทางน้ำ อากาศ และถนน โดยหลายอย่างอยู่ระหว่างดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฏหมายทุกประการ เพื่อยกระดับการขนส่งและโลจิสติกส์ รองรับการเป็นเมืองใหม่อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ รวมถึงพลังงานสะอาด ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค รวมทั้งมาตรการส่งเสริมเทคโนโลยี เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคม 2561-2570 ทั้งหมด 77 โครงการ (วงเงิน 3.3 แสนล้านบาท ) เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ EEC จะเป็นศูนย์กลางสำคัญทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบให้ยกเว้นอากรคาร์ซีทสำหรับเด็กที่นำเข้าจากต่างประเทศร้อยละ 20 โดยให้มีผลถัดจากวันที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาจนถึงสิ้นปี 2566 ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เนื่องจากคาร์ซีทในปัจจุบัน นำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูง



คะแนนโหวต :