กสทช. คุมเข้มลงทะเบียนซิมการ์ด “เด็กต่ำกว่า 18 ปี” ต้องมีผู้ปกครองยินยอม

 

กสทช. คุมเข้มลงทะเบียนซิมการ์ด “เด็กต่ำกว่า 18 ปี” ต้องมีผู้ปกครองยินยอม 

 

พล.ต.อ. ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ด้านกฎหมาย กล่าวว่า  จากกรณีการพบมิจฉาชีพใช้วิธีการใหม่หลอกเด็กนักเรียนในพื้นที่ภาคเหนือลงทะเบียนซิม โดยการสแกนใบหน้าและบัตรประชาชน เพื่อนำข้อมูลไปเปิดซิมจำนวนมาก แล้วส่งต่อให้แก๊งอาชญากรรมออนไลน์ 

ล่าสุด สำนักงาน กสทช. ได้ออกมาตรการคุมเข้มเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว โดยเปิดโปงวิธีการใหม่ของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีจัดกิจกรรมสาธารณะบังหน้า เช่น การสร้างความรู้เรื่องภัยจากโปรแกรมเมอร์ หรือการแจกซิมฟรีเพื่อการศึกษา จากนั้น จะให้เด็กสแกนใบหน้าและบัตรประชาชนหลายครั้ง เพื่อเปิดซิมจำนวนมาก แต่แจกให้เด็กเพียงซิมเดียว ส่วนที่เหลือจะนำไปขายเป็น “ซิมม้า” ให้กับกลุ่มแก๊งคอลเซนเตอร์ ซึ่งถือเป็นวิธีการใหม่ที่มิจฉาชีพใช้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการตรวจสอบของภาครัฐ 

ส่วนมาตรการคุมเข้มการลงทะเบียนซิมสำหรับเยาวชน กสทช. ได้ออกหนังสือส่งถึงผู้ประกอบการทุกเครือข่ายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะลงทะเบียนซิมได้ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อน, พร้อมให้ผู้ประกอบการค่ายมือถือพัฒนาระบบการลงทะเบียนสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการลงทะเบียนซิมจำนวนมากเกินความจำเป็น และต้องจัดเก็บข้อมูลทั้งของเยาวชนและผู้ปกครองที่ให้ความยินยอมไว้เป็นหลักฐาน

รวมถึงสั่งการให้ทุกค่ายมือถือ ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Roll back) ภายใน 3 วัน เกี่ยวกับการลงทะเบียนของเยาวชนที่ผ่านมา โดยเฉพาะรายที่มีการถือครองซิมจำนวนมากผิดปกติ หากพบพฤติกรรมน่าสงสัยให้ระงับการใช้งานทันที สำหรับกรณีในภาคเหนือได้มีการระงับซิมไปแล้วประมาณ 500 ซิม ซึ่งพบว่ามีการนำไปใช้กระทำความผิดจริงแล้ว 27 หมายเลข

นอกจากนี้ กสทช. ยังคงมาตรการเข้มงวดกับกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่จำกัดการถือครองเพียง 3 ซิม และต้องใช้พาสปอร์ตในการลงทะเบียนเท่านั้น รวมถึง “ซิมนักท่องเที่ยว”  ที่กำหนดให้ใช้งานได้เพียง 60 วัน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่มอาชญากรนำซิมเหล่านี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน พร้อมย้ำบทลงโทษ ตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 มาตรา 11 ระบุว่า ผู้ใดที่จัดหาหรือลงทะเบียนซิมการ์ดให้ผู้อื่นนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้งานที่แท้จริงได้ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 500,000 บาท 

ข่าว  นันท์นภัส แสนตุ้ม   สวท.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar