
“ไทย” พร้อมแค่ไหน? เมื่อไฟสงคราม “ตะวันออกกลาง” ยังปะทุ!
ยังคงตึงเครียดกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกกลาง เมื่อกองกำลังของสหรัฐฯ ผนึกกำลังกับกองกำลังอิสราเอล โจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อปฏิบัติการครั้งนี้ว่า “ปฏิบัติการมหาพิโรธ (Operation Epic Fury)” โดยมุ่งเป้าโจมตีศูนย์ควบคุมขีปนาวุธ, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, องค์ประกอบนิวเคลียร์ที่สำคัญ และเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ทั่วประเทศอิหร่าน
ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพของอิสราเอล และฐานทัพของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง
จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น นอกจากจะสร้างความสั่นคลอนให้กับความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกลางแล้ว ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานไปทั่วโลก
โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ขู่ที่จะปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้พันธมิตรตะวันตก ซึ่งอาจส่งผลให้เส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก หยุดชะงักลงทันที
สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ในการลำเลียงน้ำมันทางทะเล จากผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย ไปสู่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย อย่างเช่นจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก โดยข้อมูลจากบริษัทติดตามเรือ Vortexa ระบุว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเฉลี่ย 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากช่องแคบนี้ถูกปิดลง เชื่อว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
เมื่อสงครามยังเดินหน้าต่อไป และไม่มีหลักประกันว่าการโจมตีจะจบลงภายใน 4 สัปดาห์ ตามที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศไว้ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป ไทยจะรับมืออย่างไร? โดยเฉพาะวิกฤตด้านพลังงาน
ทั้งนี้มาตรการแรกที่ไทยออกนำมาใช้ คือ ระงับการส่งออกน้ำมัน เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ
ทั้งนี้ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ไทยมีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร, น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร ซึ่งสามารถใช้ได้ 60 วัน
นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชดเชยราคาน้ำมัน หากราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน
ขณะที่นักวิชาการ อย่าง “ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ จะยังไม่จบง่ายๆ และคาดว่า ยืดเยื้อไปอีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากพันธมิตรและคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย ยังไม่มีท่าทีต่อกรณีดังกล่าวอย่างชัดเจน
ส่วน “รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ” ชี้ว่า จากกรณีดังกล่าว ไทยต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเป็นพันธมิตรของไทยในเวทีโลก
กรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากจะส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยแล้ว ยังส่งผลต่อแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยจะต้องเร่งหาประเทศใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงในทำงาน
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคแห่งความไม่แน่นอน ทั้งจากความรุนแรงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่นับวันจะทวีความรุนแรง รวมทั้งสงครามการค้าโลกที่ยังไม่สิ้นสุด
ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย “รัฐบาลชุดใหม่” ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ว่า จะรับมือสถานการณ์นี้อย่างไร เพื่อให้ประเทศไทยยืนอยู่ได้ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลง.