
ย้อนอดีตแก้ “วิกฤตพลังงาน” จาก “รวมพลังหาร 2” สู่ “WFH”
กลายเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อรัฐบาลออกมาตรการลดการใช้พลังงาน และ Work From Home (WFH) ในหน่วยงานราชการ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตพลังงาน หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายและยืดเยื้อ ก็จะยกระดับขอความร่วมมือไปยังภาคเอกชนต่อไป
การนำมาตรการลดการใช้พลังงานไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยก็เคยประสบกับภาวะขาดแคลนพลังงานอยู่หลายครั้ง และแต่ละครั้งรัฐบาลก็ได้งัดมาตรการต่างๆ มาใช้ เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้
• “ปฏิวัติอิหร่าน” สู่วิกฤตน้ำมันโลก
ในอดีตที่ผ่านมา ไทยเผชิญกับสภาวะ "น้ำมันแพง" ที่ถือว่าสาหัส โดยเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2522-2523 เมื่อมีการโค่นล้มระบอบพระเจ้าชาห์ ของอิหร่าน ทำให้น้ำมันดิบจากอิหร่านหายไปจากตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว กระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพทั่วโลก รวมถึงไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% ในขณะนั้น
เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น รัฐบาลแบกรับภาระไม่ไหว จึงตัดสินใจประกาศมาตรการประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด คือกำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟบนถนน ปิดบริการปั๊มน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. รวมทั้งสถานบันเทิงจะต้องปิดบริการเร็วขึ้น
และจากวิกฤตพลังงานในครั้งนั้น ก็เกิดเพลงที่สะท้อนถึงความเดือดร้อนของประชาชน นั่นคือเพลง "น้ำมันแพง" ของ สรวง สันติ ที่มีเนื้อร้องว่า "น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ...” และกลายเป็นเพลงที่คุ้นหู มาจนถึงปัจจุบัน
• “รวมพลังหาร 2” แก้ “วิกฤตต้มยำกุ้ง”
แต่หากจะย้อนไปดูช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงานในประเทศไทย และภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด คือในช่วงปี พ.ศ. 2539-2540 ที่ไทยเกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” และถือเป็นการจุดประกายจิตสำนึกของประชาชน ในการช่วยกันประหยัดพลังงาน
โดยในช่วงเวลานั้น ไทยเผชิญกับวิกฤตค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ทำให้ราคานำเข้าน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ประกอบกับอิรักถูกคว่ำบาตร ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างหนัก รัฐบาลจึงต้องจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ขึ้นมาดูแลโดยตรง และเดินหน้ารณรงค์เปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย ในการช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยผุดแคมเปญ “รวมพลังหาร 2” มาใช้
นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ “ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5” ที่ขอความร่วมมือผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้นำสินค้ามาทดสอบประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่กินไฟน้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้รัฐบาล ยังสั่งให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ปิดในเวลา 22.00 น. และเปิดเวลา 05.00 น. (ยกเว้นสถานีบนทางหลวงสายหลัก) รวมทั้งมาตรการบังคับปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนถนนสาธารณะ หลังเวลา 22.00 น. อีกด้วย
ทั้งนี้แคมเปญ “รวมพลังหาร 2” ยังถูกนำมาปัดฝุ่นหลายครั้ง โดยในปี 2559 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ชูแคมเปญ “รวมพลังหาร 2 ประหยัดชัวร์” เพื่อปลุกกระแสการประหยัดพลังงานอีกครั้ง เพื่อย้ำเตือนประชาชนใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและให้เป็นนิสัย ซึ่งนอกจากช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน ยังช่วยชาติในการประหยัดพลังงาน
• ชู “พลังงานทดแทน” แก้น้ำมันแพง
อีกช่วงหนึ่งที่ไทยต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันแพง คือในช่วงปี พ.ศ. 2544-2557 โดยเฉพาะปี พ.ศ.2551 ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับภาวะสงครามในอิรัก (ปี 2546) และความต้องการน้ำมันมหาศาลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย ทำให้ไทยต้องประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนแห่งชาติเป็นครั้งแรก และส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์อย่างจริงจัง และใช้กลไกภาษีสรรพสามิตสนับสนุนรถยนต์ Eco Car รวมถึงกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในการอุ้มราคาเพื่อรักษาระดับค่าครองชีพไม่ให้พุ่งสูงตามราคาตลาดโลกที่ร้อนแรง
• “หน่วยงานรัฐ” ลดใช้พลังงาน 20%
ในช่วงปี พ.ศ. 2557-2567 ถือเป็นช่วงที่ไทยเริ่มมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืน ควบคู่ไปกับมาตรการบังคับใช้ในภาคราชการอย่างจริงจัง โดยคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ต้องลดการใช้พลังงานลงให้ได้ 20% อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ยังประกาศโรดแมป ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลในระยะยาว ภายใต้เป้าหมาย Net Zero อีกด้วย
• “WFH” รับมือวิกฤต “ตะวันออกกลาง”
มาถึงยุคปัจจุบัน ที่ไทยกำลังได้รับผลกระทบจากกรณีสหรัฐฯ จับมือกับอิสราเอล โจมตีอิหร่าน ซึ่งศึกครั้งนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจะจบลงเมื่อใด ทำให้รัฐบาลได้ออกมาตรการลดการใช้พลังงาน และ Work From Home ในหน่วยงานราชการ รวมทั้งออกข้อกำหนดให้รัฐมนตรี ข้าราชการ และพนักงานรัฐ งดการสวมสูทและผูกเนกไทในการปฏิบัติงานและประชุม เป็นเวลาชั่วคราว เพื่อให้สามารถปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไปอยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ ยังสั่งให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐทุกกรณี โดยให้ประชุมผ่านออนไลน์หรือศึกษาดูงานในประเทศแทน เพื่อสงวนงบประมาณและพลังงานไว้ใช้ในยามจำเป็น
จากแคมเปญ “รวมพลังหาร 2” สู่ “Work From Home” และอีกสารพัดมาตรการที่รัฐบาลประกาศนำออกมาใช้ แม้จะทำให้การดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่สะดวกสบายเหมือนที่ผ่านมา
แต่เมื่อชาติต้องเผชิญวิกฤต และวิกฤตนี้จะผ่านพ้นไปได้ คนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกัน เพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไป และเพื่อให้ “คนไทยทุกคน” ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากและรอดไปด้วยกัน.