
“ไบโอดีเซล-เอทานอล”...ทางรอด “วิกฤตพลังงาน”
หลังจากที่รัฐบาลออกมาตรการประหยัดพลังงานเป็นวาระเร่งด่วน โดยเริ่มจากหน่วยงานราชการ ทั้งการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ และการทำงานแบบ Work from Home เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง ที่อาจยืดเยื้อ
จากมาตรการที่ออกมา ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤต แต่ต้องยอมรับว่ามาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นการประหยัดพลังงานได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากกว่า 70%
และจากวิกฤตที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งหาพลังงานทางเลือก เพื่อรับมือกับความผันผวนของน้ำมันในตลาดโลก ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ที่ผ่านมาหลายรัฐบาล พยายามส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทางเลือก แต่นโยบายดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากยังมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และจากสถานการณ์ในตะวันออกลางที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนและส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง
และล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย สนับสนุนการใช้ไบโอดีเซลอย่างจริงจัง โดยเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับเปลี่ยนสูตรการผสมน้ำมันดีเซล ที่ปัจจุบันมีการผสมไบโอดีเซลในสัดส่วนประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ เป็น 7 เปอร์เซ็นต์ และมีแผนเพิ่มเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะขยับไปสู่ที่ระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี
สำหรับไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือ Fatty acid methyl ester (FAME) ถือเป็น “เชื้อเพลิงทางเลือก” โดยผลิตมาจากพืช เช่น ปาล์ม ทานตะวัน ถั่วเหลือง สบู่ดำ มะพร้าว หรือผลิตมากจากไขมันสัตว์หรือน้ำมันที่ผ่านการใช้งานแล้ว ซึ่งเป็นสารจำพวกไตรกลีเซอไรด์ สามารถนำมาผลิตไบโอดีเซลได้เช่นกัน โดยนำมาผ่านกระบวนการทางเคมี
ทั้งนี้การส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทย รวมทั้งผู้ประกอบการโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนอีกหนึ่งทางรอดและเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาขาดแคลนพลังงานของไทย คือ สนับสนุนการใช้ “เอทานอล” ให้มากขึ้น โดย “กิตติศักดิ์ วัธนเวคิน” นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ชี้ว่า ปัจจุบันไทยมีความได้เปรียบ เพราะวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตเอทานอล เช่น สำปะหลัง อ้อย และกากน้ำตาล มีการผลิตภายในประเทศอยู่แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลส่งเสริมการใช้เอทานอลอย่างจริงจัง สามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในกลุ่มเบนซินได้ทันทีถึง 10%
จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลก “แพงขึ้น” เท่านั้น แต่ยัง “หาซื้อยาก” มากขึ้นเช่นกัน
ดังนั้นถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง ซึ่งนอกจาก “ไบโอดีเซล” และ “เอทานอล” ที่จะเป็นทางรอดของไทยแล้ว อีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่รัฐบาลควรส่งเสริม คือการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ “โซลาร์เซลล์” ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจให้มากขึ้น
เพราะพลังงานทางเลือกเหล่านี้ จะเป็นทางรอดที่จะนำพาประเทศไทย ไปสู่การมีพลังงานใช้อย่างยั่งยืน.