เข็มทิศพลังงานไทย 2026 “คุมราคา” หรือ “ตามกลไกตลาดโลก”?

 

เข็มทิศพลังงานไทย 2026 “คุมราคา” หรือ “ตามกลไกตลาดโลก”?

 

จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯและอิสราเอลผนึกกำลังโจมตี ได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 20% ของโลก เพื่อเป็นการตอบโต้ ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงาน สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

ภาวะความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) พุ่งทะยานจากระดับ 80 ดอลลาร์ ขึ้นไปแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม และแม้ปัจจุบันราคาจะปรับลดลงมาบ้าง แต่ก็ยังคงผันผวนในระดับสูง

นอกจากนี้ ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องพึ่งพาก๊าซหุงต้ม (LPG) จากภูมิภาคตะวันออกกลาง เกือบ 100% ก็ได้รับกระทบจากความขัดแย้งนี้เช่นกัน

สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่เผชิญกับขาดแคลนพลังงานในระยะสั้น (Short-term Supply) แต่วิกฤตด้านราคาที่พุ่งสูงขึ้น กระทบกับเศรษฐกิจโดยภาพรวมอย่างหนัก และสร้างความสั่นคลอนให้กับสถานะความมั่นคงทางพลังงานของไทย

ในช่วงเกิดวิกฤตพลังงาน ไทยต้องเผชิญกับหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบสะสมอย่างรวดเร็ว หากดูสถานะกองทุน ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ติดลบรวมถึง 28,109 ล้านบาท โดยรัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อวัน เพื่อตรึงราคาดีเซลไม่ให้กระทบภาคขนส่งมากเกินไป

นอกจากนี้ ยังสะเทือนไปถึงสัดส่วนการสำรองน้ำมัน โดยรัฐบาลได้สั่งลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย จาก 7% เหลือ 1% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด และประกาศนโยบาย Work From Home ในหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจหลายแห่ง ทั้งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เริ่มปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 ลงเหลือเพียง 1.4% จากเดิม 1.8% โดยมีสาเหตุหลักจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น 30-40% ขณะที่ภาคประชาชน ก็ต้องเผชิญทั้งราคาน้ำมันพุ่ง และค่าไฟฟ้าที่จ่อปรับเพิ่มตามต้นทุน LNG นำเข้า

สำหรับทางออกและแนวทางในรับมือ ที่รัฐบาลและประชาชนจะต้องร่วมมือกัน โดย “รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยชี้ว่า ไทยกำลังเข้าสู่ “โซนอันตรายด้านพลังงาน” และการที่รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันฯ เข้าไปอุดหนุนราคาเป็นเพียง “ยาชา” ที่บรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น แต่จะทิ้งบาดแผลเป็นหนี้สาธารณะก้อนโตให้กับประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ “รศ.ดร.เจิมศักดิ์” ได้เสนอ “5 แนวทาง” เพื่อให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ คือ

1. เลิกอุดหนุนแบบ "เหมาเข่ง" : หยุดใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาพลังงานให้ต่ำกว่าระดับตลาดโลก เพื่อเป็นสัญญาณให้ประชาชนประหยัดพลังงาน แต่ยังคงช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น รถโดยสารสาธารณะ หรือภาคการขนส่งสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น

2. มาตรการ “เมืองครึ่งแสง” : เสนอให้ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ลดความสว่างของไฟลง 50% และปิดไฟป้ายโฆษณาทุกชนิดหลังเวลา 22.00 น. เพื่อสร้างการตระหนักรู้ว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต

3. ทางด่วน "คนไม่โสด" : ห้ามขับรถคนเดียวในชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อลดการใช้น้ำมัน และส่งเสริมการใช้รถร่วมกัน หรือระบบขนส่งสาธารณะ

4. ปฏิวัติ "โซลาร์เซลล์เสรี" เปลี่ยนหลังคาเป็นโรงไฟฟ้า : พร้อมให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีค่าติดตั้งในอัตรา 200% เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา

5. รัฐบาลต้อง "ทำให้ดู" : เสนอให้รัฐบาลสั่งการทุกหน่วยงานของรัฐลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันลงทันที 20% พร้อมกำหนดบทลงโทษหากไม่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้ภาครัฐเป็นตัวอย่างในการประหยัดพลังงาน

เมื่อสงครามตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติ และหากสถานการณ์ลากยาวออกไป สิ่งที่ทั่วโลกและไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือ วิกฤตพลังงานที่จะรุนแรงมากขึ้น

ดังนั้นในปี 2026 นี้ จึงถือเป็นปีแห่งการตัดสินใจของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่า จะมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร และจะเลือกใช้เครื่องมือใด ในการรับมือกับภาวะวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ “กลไกการคลัง” เพื่อเข้าไปอุ้มราคาพลังงานเพื่อรักษาความสงบทางสังคม หรือจะปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตาม “กลไกตลาดโลก” เพื่อให้ประชนเกิดการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้มาตรการใด มาตรการดังกล่าวจะต้องยืดหยุ่นพอที่จะให้ประชาชนรับมือไหว และที่สำคัญจะต้องประคองเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง และปะทุได้ตลอดเวลา.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar