ฟื้นเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ดึงลงทุน-เชื่อมการค้าโลก

 

ฟื้นเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ดึงลงทุน-เชื่อมการค้าโลก

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรง  โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือขนส่งน้ำมันและเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้หลายประเทศเริ่มมองหาเส้นทางสำรองที่ปลอดภัยกว่าเดิม

 

และล่าสุดรัฐบาลไทยตัดสินใจเตรียมฟื้นอภิมหาโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ที่เคยเป็นเพียงภาพฝันในหน้าประวัติศาสตร์ขึ้นมาปัดฝุ่นและเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังอีกครั้ง

 

โครงการ "แลนด์บริดจ์ (Landbridge) ชุมพร-ระนอง" ไม่ใช่เพียงแค่การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกหรือทางรถไฟเชื่อมสองฝั่งทะเลเท่านั้น แต่นี่คือการพยายามสร้าง "ทางลัดใหม่ของโลก" และเป็น "สะพานเศรษฐกิจ" มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ในการขนส่งสำคัญของโลกที่ไม่อาจมองข้าม

 

แต่ภายใต้ความคาดหวังถึงเม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลเข้าไทย และการเป็น “ฮับโลจิสติกส์” ของภูมิภาคอาเซียน โครงการแลนด์บริดจ์กลับเผชิญกับคำถามสำคัญ ทั้งในแง่ของความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง ความสนใจของนักลงทุนระดับโลก รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตคนในพื้นที่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังเป็นข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับโครงการ "แลนด์บริดจ์" มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 – 2540 ในช่วงรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” ที่มีแนวคิดเปลี่ยนจากการ "ขุดคลอง" มาเป็นการสร้าง "สะพานเศรษฐกิจ" (Landbridge) ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard - SSB) โดยรูปแบบโครงการ แทนที่จะขุดดินให้เรือแล่นผ่าน ได้เปลี่ยนแนวคิดมาเป็นการสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล แล้วเชื่อมต่อด้วยทางรถไฟและถนน (Landbridge) รวมถึงท่อส่งน้ำมัน โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความมั่นคงและผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการขุดคลอง แต่โครงการต้องชะงักไปจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540

 

และหลายรัฐบาลต่อมา ก็พยายามที่จะผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สำเร็จเป็นรูปธรรม ขณะที่รัฐบาล “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้กำหนดจุดยุทธศาสตร์พื้นที่ใหม่ จากที่เคยเสนอพื้นที่โครงการกระบี่-ขนอม มาเป็น "ชุมพร-ระนอง" เนื่องจากมีร่องน้ำลึกที่เหมาะสมมากกว่า  และในปี พ.ศ. 2566 - 2569 รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย “นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน” ได้นำโครงการนี้ไปเดินทางไปโรดโชว์ในเวทีโลก ทั้งที่สหรัฐฯ จีน และหลายประเทศในตะวันออกกลาง เพื่อชักชวนต่างชาติเข้ามาลงทุน

 

เมื่อวันเวลาผ่านไป และจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ทำให้ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้ปัดฝุ่นแลนด์บริดจ์อีกครั้ง และชี้ว่าโครงการนี้ควรจะเดินหน้าต่อ เพราะเหตุการณ์จากช่องแคบฮอร์มุซ อาจจะมีปัญหาในอนาคต

 

ขณะที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม รับลูกและเตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ พร้อมย้ำว่า โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นโอกาสทองของประเทศไทย ในการสร้างรายได้และเกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

 

ทั้งนี้ “พิพัฒน์” ย้ำว่า ขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สำรวจพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเตรียมลงพื้นที่เพื่อติดตามโครงการในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อหารือวิธีระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

โครงการ "แลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง" มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ไม่ได้เป็นเพียงโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานธรรมดา แต่คือ "ยุทธศาสตร์เปลี่ยนทิศการค้าโลก" ที่รัฐบาลไทยกำลังเร่งผลักดันอย่างหนัก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศ

 

ทั้งนี้หัวใจสำคัญของแลนด์บริดจ์ คือการสร้าง "เส้นทางลัด" เชื่อมมหาสมุทรอินเดีย (ฝั่งระนอง) และมหาสมุทรแปซิฟิก (ฝั่งชุมพร) เข้าด้วยกันผ่านโครงข่ายมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และท่อส่งน้ำมัน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่นอกเหนือจาก "ช่องแคบมะละกา" ซึ่งปัจจุบันเป็นเส้นทางเดินเรือที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ทั้งนี้หากโครงการสำเร็จ รัฐบาลคาดการณ์ว่าจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางได้เฉลี่ย 4 วัน และลดต้นทุนการขนส่งลงประมาณ 15% และคาดว่าจะเกิดการจ้างงานใหม่กว่า 200,000 ตำแหน่ง ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมท่าเรือให้เข้ามาลงทุน และการที่ไทยมีเส้นทางควบคุมการเปลี่ยนถ่ายสินค้าของตนเอง จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ไทยบนเวทีโลกมากขึ้น


การขยับหมากครั้งใหญ่ของรัฐบาลในโครงการนี้ ถือเป็นการตัดสินใจระดับ "High Risk, High Reward” ซึ่งหากสำเร็จ ไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างแท้จริง...แต่ภายใต้ความคาดหวังถึงความสำเร็จของโครงการ รัฐบาลก็จะต้อง "ทำความเข้าใจ" กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้โครงการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar