
ลวรณ ปลื้ม! ยอดลงทะเบียน "ไทยช่วยไทยพลัส" วันแรกพุ่งกว่า 23 ล้านคน ชี้ระบบแกร่ง - เป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ์พอเพียง ยันผู้รอตรวจสอบคุณสมบัติได้สิทธิ์แน่นอน ย้ำ ร้านค้าเดิมต้องยืนยันสิทธิ์ด้วย ขอให้มั่นใจเงื่อนไขโอนเงินเข้าบัญชีร้านค้ายังเหมือนเดิม
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยภาพรวมการลงทะเบียนโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยพบว่าในช่วง 2 ชั่วโมงแรกมีผู้ให้ความสนใจลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก โดย 30 นาทีแรกมียอดลงทะเบียนสูงถึง 10 ล้านคน และเมื่อเวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ยอดรวมอยู่ที่ 23,200,000 คน
นายลวรณ ระบุว่า ครั้งนี้ได้เตรียมระบบให้รองรับได้ถึง 300,000 รายการต่อวินาที ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่รองรับได้ 100,000 รายการ และยังมีแผนสำรองในการขยายระบบให้รองรับได้สูงสุดถึง 700,000 รายการต่อวินาที ซึ่งในช่วงเช้าได้มีการขยายขีดความสามารถไปถึงระดับสูงสุดดังกล่าวแล้ว ทำให้ระบบที่อาจมีอาการหน่วงในช่วงแรกกลับมาใช้งานได้ตามปกติและผ่านพ้นไปด้วยดี
พร้อมเชื่อมั่นว่าเป้าหมาย 30 ล้านสิทธิ์ นั้นเพียงพอต่อประชาชน เนื่องจากประชากรไทยที่มีอายุเกิน 18 ปีมีประมาณ 53 ล้านคน เมื่อรวมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการนี้เข้าด้วยกันจะครอบคลุมคนถึง 43 ล้านคน ส่วนอีก 10 ล้านคนที่เหลือมักเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการรัฐอยู่แล้ว ประกอบกับสถิติโครงการลักษณะนี้ในอดีตมียอดสูงสุดที่ 28 ล้านคน
ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องความล่าช้าในการตรวจสอบคุณสมบัติ ยืนยันว่า สำหรับผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการและต้องรอผลตรวจสอบ 3 วัน สิทธิ์ของท่านจะถูกนับรวมไปในยอดลงทะเบียนตั้งแต่วันแรกแล้ว หากตรวจสอบผ่านก็จะได้รับสิทธิ์ทันที ไม่มีการถูกตัดสิทธิ์เพราะเต็มก่อนอย่างแน่นอน โดยโครงการจะเปิดรับลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายนนี้ แต่คาดว่ายอดจะเริ่มนิ่งหลังจากผ่านช่วงวันแรกไป
นอกจากนี้ ยังได้ฝากประชาสัมพันธ์ถึงกลุ่มร้านค้าเดิม ประมาณ 1 ล้านราย ว่าจะต้องเข้ามายืนยันตัวตนในระบบอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้มียืนยันแล้วประมาณ 400,000 ร้านค้า ยังเหลืออีกกว่า 500,000 ร้านค้า ที่ต้องดำเนินการ ส่วนร้านค้าใหม่สามารถติดต่อสมัครได้ที่สาขาธนาคารกรุงไทยเพื่อเตรียมความพร้อมเริ่มโครงการในวันที่ 1 นี้
อย่างไรก็ดี ในแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" รอบนี้จะมีการนำระบบ AI มาช่วยในการบริหารจัดการข้อมูล ปรับปรุงต้นทุน และทำบัญชีอย่างง่าย เพื่อช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้นในอนาคต
พร้อมยืนยันการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าว่าระบบการจ่ายเงินจะยังคงเป็นไปตามเดิมเหมือนโครงการที่ผ่านมา โดยร้านค้าในโครงการสามารถรับเงินผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" โดยยอดขายจะถูกแบ่งโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้ในวันถัดไป โดยแยกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ เงินส่วนของประชาชน ยอดเงินที่ลูกค้าสแกนจ่ายผ่าน G-Wallet จะโอนเข้าบัญชีร้านค้าในช่วงเช้ามืด (ตั้งแต่ 02.00 น. เป็นต้นไป) ของวันถัดไป และเงินสมทบจากภาครัฐ ยอดเงินส่วนรัฐช่วยจ่ายจะโอนเข้าบัญชีร้านค้าในช่วงเย็น (ตั้งแต่ 17.30 น. เป็นต้นไป) ของวันถัดไป
ดังนั้น จึงขอให้ร้านค้ามั่นใจและไม่ต้องกังวลในส่วนนี้ ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและช่วยให้ประชาชนก้าวข้ามวิกฤตพลังงานไปได้
ข่าว nbt