
“ไลฟ์สดอนาจาร” คอนเทนต์ขยะบนโลกออนไลน์
สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมาก พบภาพการ “ไลฟ์สดการมีเพศสัมพันธ์” แบบโจ่งแจ้ง ไร้การเซ็นเซอร์ ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบการคัดกรองเนื้อหาของแพลตฟอร์มระดับโลก แต่ยังมีคำถามตามมาว่า มีการปล่อยให้ “คอนเทนต์ขยะ” ที่ท้าทายกฎหมาย ละเมิดกฎชุมชนออนไลน์และทำลายจริยธรรม ถูกเผยแพร่ออกมาได้อย่างไร?
แม้จะมีคำถามตามมามากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวล คือจำนวนยอดผู้เข้าชมหลักหมื่นคนที่เข้าไปดูการไลฟ์สดครั้งนี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤตจริยธรรมออนไลน์ครั้งใหญ่ และกลายเป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่า กฎชุมชนที่แพลตฟอร์มมักยกมาอ้าง หรือแม้กระทั่งบทลงโทษทางกฎหมาย ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมหลบเลี่ยงของกลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์ได้
ในการเผยแพร่เนื้อหาอนาจารบนโลกออนไลน์ หลายฝ่ายมองว่า ผู้ลงมือและผู้อยู่เบื้องหลังมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี เพราะสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับเนื้อหาของ AI ได้อย่างแนบเนียน
ทั้งนี้ผู้เผยแพร่เนื้อหาอนาจาร จะใช้เทคนิคการดัดแปลงภาพ โดยใช้ฟิลเตอร์ในการปรับโทนสี การใส่กรอบวิดีโอ หรือการใช้เทคนิคสตรีมซ้อนสตรีม เพื่อให้ระบบ AI ไม่สามารถจำแนกสกินโทน (Skin tone) หรือท่าทางที่เข้าข่ายลามกอนาจารได้ในทันที
นอกจากนี้ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้ใช้บัญชีจริง แต่จะใช้เพจอวตารที่ซื้อต่อมา เพื่อกดไลฟ์พร้อมๆ กันหลายเพจ เมื่อเพจหนึ่งโดนแบน เพจที่เหลือก็ยังทำงานต่อได้ทันที และจากระบบไลฟ์สด ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ระบบ AI ต้องใช้เวลาในการประมวลผลนานกว่าวิดีโอปกติ ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ผู้เผยแพร่ภาพการไลฟ์ กอบโกยยอดวิวและผลประโยชน์ได้สำเร็จ
เมื่อ “ยอดวิว” คุ้มค่ากว่าบทลงโทษทาง “กฎหมาย” และเมื่อ “ความอยากรู้อยากเห็น” ถูกกระตุ้นโดยอัลกอริทึม ระบบของเฟซบุ๊กถูกออกแบบมาให้ "ยิ่งคนดูนาน ยิ่งส่งต่อ" เมื่อมีคนคลิกเข้าไปดูเพิ่มมากขึ้น ระบบอัลกอริทึมกลับมองว่า นี่คือคอนเทนต์ที่มีส่วนร่วมสูง (High Engagement) จึงยิ่งดันเนื้อหานี้ไปโผล่บนฟีดของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้เพจดังกล่าวถูกแชร์ไปในกว้างมากขึ้น
เมื่อเพจถูกส่งต่อและขยายวงกว้าง ผู้ดูแลเพจมักจะแปะลิงก์เว็บพนันออนไลน์, เว็บกลุ่มลับระบบสมาชิกที่ต้องเสียเงิน หรือเว็บหลอกลวงดูดเงิน ไว้ใต้ไลฟ์สด เพื่อนำทางไปยังเว็บต่างๆ เหล่านั้น
แม้จะมีความเสี่ยง แต่เมื่อคำนวณเม็ดเงินมหาศาลจากการเปลี่ยนยอดวิวเป็นรายได้ ถือเป็นธุรกิจที่คุ้มทุน จึงทำให้วงจรนี้ ยังคงวนเวียนและหากินอยู่บนโลกออนไลน์ โดยไม่สนใจบทลงโทษและศีลธรรมอันดี
ทั้งนี้ในทางกฎหมาย การกระทำลักษณะนี้มีความผิดชัดเจน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ โดยมาตรา 14 (4) การนำเข้าข้อมูลที่มีลักษณะอันลามกสู่ ระบบคอมพิวเตอร์ และประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงข้อมูลได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 14 (5) ผู้ส่งต่อหรือคนแชร์ ข้อมูลดังกล่าว ก็จะได้รับโทษเท่ากันกับคนโพสต์ คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนผู้ดูแลระบบ/แพลตฟอร์ม ที่รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้มีการเผยแพร่ข้อมูลลามกในระบบที่ตนควบคุม และไม่ยอมลบออกภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องรับโทษเท่ากับผู้กระทำความผิดเช่นกัน
แม้ไทยจะมีกฎหมายเอาผิดชัดเจน แต่ปัญหาที่ทำให้ยังไปไม่ถึงต้นตอ เนื่องจากผู้บงการส่วนใหญ่ มักตั้งถิ่นฐานอยู่ต่างประเทศ หรือใช้ระบบ VPN ในการปกปิดตัวตน (IP Address) ทำให้การสืบสวนและจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมายไทย เป็นไปได้ยากและล่าช้า
เมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และจากกรณีไลฟ์สดอนาจารในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตว่า โลกออนไลน์กำลังไร้ระเบียบ ท้าทายกฎหมาย และกลายเป็นพื้นที่สำหรับการหากินของกลุ่มที่ไร้จริยธรรม
ซึ่งทางออกของเรื่องนี้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ จะต้องยกระดับการตรวจจับเนื้อให้มีประสิทธิภาพ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องร่วมมือกับแพลตฟอร์มในการนำเพจเหล่านี้ออกจากระบบให้เร็วที่สุด
และที่สำคัญ ผู้เสพสื่อออนไลน์จะต้องช่วยกันกดรายงานความไม่เหมาะสม (Report) แทนการกดไลก์ คอมเมนต์ หรือแชร์ต่อ เพื่อหยุดยั้งคอนเทนต์ขยะเหล่านี้ ให้ลดลง และไม่ให้มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป.