
อนุทิน ย้ำ จะไม่ผลักภาระเงินกู้ขับเคลื่อนโครงการไทยช่วยไทยพลัสให้ประชาชน หลังรัฐบาลหาแหล่งทุนได้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.2% ต่อปี จากเดิมประเมินไว้ไม่เกิน 3% พร้อมระบุ ผลตอบรับโครงการดี ช่วยผลักดันยอดขายผู้ประกอบการเพิ่มเฉลี่ย 5 เท่า
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร หรือ Food Delivery Platformว่า ในนามรัฐบาลขอบคุณกระทรวงการคลัง หน่วยงานในสังกัด และผู้ประกอบการทุกท่านโดยเฉพาะผู้ประกอบการเดลิเวอรี่ LINE MAN , Grab food , Robinhood และ Shopee ที่เข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้นโยบายไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาล เกิดการกระจายตัวมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้ประชาชนที่เข้าโครงการ เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย ทั้งยังเป็นการเพิ่ม รีสกิล อัพสกิล ทำให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงเทคโนโลยี AI มากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพิ่มยอดขาย และขนาดของกิจการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นผลอย่างชัดเจนคือ ทุกครั้งที่มีการทำโครงการลักษณะนี้ จะทำให้ประชาชนซื้อของได้ถูกลง ขณะที่ผู้ขายขายของได้มากขึ้น สิ่งนี้เรียกว่า ไทยช่วยไทย หรือ วินวิน ชนะกันทุกฝ่าย
นายกรัฐมนตรี บอกด้วยว่า พื้นฐานของโครงการ แม้จะเป็นการร่วมจ่าย แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้น คือการเพิ่มยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการ เพราะเท่าที่ทราบ เบื้องต้นทุกราย มียอดขายเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 5 เท่าในช่วงที่มีโครงการ ขณะที่บางราย ที่ทำได้ดี ยอดขายก็เพิ่มขึ้น 9 - 10 เท่า สิ่งสำคัญคือ การปรับฐานเมื่อมียอดขายเพิ่มมากขึ้น มีช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้ามากขึ้น มั่นใจว่า เมื่อโครงการจบลง จะทำให้มีการปรับฐานรายได้ของผู้ค้าขึ้น 2 เท่ากว่าๆแน่นอน จึงถือว่าเป็นการตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย
ดังนั้น โครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาล จึงเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยี ทั้งการอัพสกิล รีสกิล เพิ่มยอดขาย และได้มีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจของชาติมีความมั่นคง เพิ่มเม็ดเงินเข้าในระบบ พร้อมชื่นชมกระทรวงการคลัง , ธนาคารแห่งประเทศไทย , ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง และประชาชนทุกคน ที่ช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุน มาเพื่อใช้ในโครงการนี้ ย้ำว่า เงินทุนที่ระดมมา เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในโครงการนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นเงินกู้ แต่วัตถุประสงค์ของการดำเนินการครั้งนี้ คือให้เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
นายกฯ ยังบอกว่า รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชน แต่เป็นการร่วมกัน โดยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้จ่าย ทำให้มีเม็ดเงินเข้าในระบบมากมายมหาศาล อีกทั้งยังมีความปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปี ก็จะชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท นายกรัฐมนตรี เล่าว่า ดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ที่ 1.2% แต่ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนำมาเสนอ บอกว่า ไม่เกิน 3% ในขณะนั้น รัฐตกลง เพื่อที่เม็ดเงินจะได้กระจายในระบบ อย่างไรก็ตาม ด้วยความตั้งใจของรัฐบาล สภาพคล่อง และจำนวนเงินที่มีในระบบ จึงสามารถใช้กลไกรูปแบบต่างๆ ในการระดมเงินนี้เข้ามา และส่งต่อไปยังประชาชนด้วยต้นทุนเพียง 1.2% ต่อปี คือ รัฐกู้มาที่ดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ทั้งหมด จึงไม่ใช่ภาระของประชาชนแบบที่หลายคนเข้าใจ แต่รัฐ มีหน้าที่ทำทุกอย่าง ที่จะให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
นายอนุทิน ยังย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยผ่อนจ่ายเงินกู้ ที่ได้กู้มาให้กับประชาชนด้วยตัวรัฐบาลเอง โดยไม่มีการไปรบกวนประชาชน หรือออกมาตรการใดๆ ที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องดำเนินการสิ่งเหล่านี้ จึงขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และขอให้เข้าใจเจตนารมณ์ รวมทั้งความปรารถนาดีของรัฐบาล ที่มีต่อประชาชนในช่วงที่มีวิกฤตภายนอกประเทศ จนส่งผลให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลพร้อมเคียงข้างประชาชน
ข่าว วรภัทร ภัททิยากุล nbt