เตือน! “วิกฤตพลังงาน” รอบใหม่ ... ศึก “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยังระอุ

 

เตือน! “วิกฤตพลังงาน” รอบใหม่ ... ศึก “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยังระอุ

 

ราคาพลังงานโลกกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะ "ผันผวน" อีกครั้ง เมื่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่านรอบใหม่ แม้ล่าสุดจะมีรายงานว่าประเทศตัวกลางได้ยื่นข้อเสนอ "หยุดยิงชั่วคราว 10 วัน" เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่สถานการณ์ก็ไม่น่าไว้วางใจ

 

และล่าสุด “กลุ่มฮูตี” ในเยเมน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับอิหร่าน ก็ได้ ประกาศจะใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดิอาระเบีย ยิ่งตอกย้ำว่าสถานการณ์ในตะวันออกลาง สุ่มเสี่ยงที่จะบานปลาย 

 

 

เมื่อ "ไฟสงคราม” ยังคงร้อนระอุและพร้อมปะทุรุนแรง นักวิเคราะห์ได้ประเมินทิศทางราคาพลังงานโลก โดยผลกระทบในระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน ราคาน้ำมันดิบก็จะปรับฐานลดลง

 

แต่หากทั้งสองฝ่ายปฏิเสธข้อเสนอหรือการเจรจาล้มเหลว พร้อมยกระดับการสู้รบที่รุนแรง ซึ่งเงื่อนไขนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบเกือบ 20% ของโลก ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 95 - 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้อย่างรวดเร็ว

 

จากความเสี่ยงและความผันผวนของราคาน้ำมันดิบโลกในครั้งนี้ ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังเศรษฐกิจรอบด้าน ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูงกว่า 90 ดอลลาร์เป็นเวลานาน จะส่งผลต่อต้นทุนค่าขนส่งและสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น เร่งให้เกิดอัตราเงินเฟ้อรอบใหม่ตามมา

 

ขณะที่ประเทศไทย ที่นำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งนอกจากจะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนค่าขนส่งและสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้นยังเพิ่มภาระให้กับ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ซึ่งหากราค้ำมันดิบยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มแบบรายวัน

 

ข้อเสนอ "หยุดยิง 10 วัน" จากประเทศตัวกลาง อาจเป็นเพียง "การพักรบชั่วคราว" ในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก ตราบใดที่ชนวนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไร้ข้อยุติถาวร ตลาดน้ำมันดิบโลกจะยังคงตกอยู่ในสภาวะผันผวนสูง และพร้อมจะดีดตัวขึ้นได้ตลอดเวลา

 

แม้ไทยจะมีบทเรียนจากวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อสถานการณ์ในตะวันออกลางยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติ ไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อม

 

โดยภาครัฐจะต้องหามาตรการที่เหมาะสมในการรับมือในระยะยาว จะต้องกระจายความเสี่ยงจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลางเข้ามาทดแทนให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการบริหารเงินกองทุนน้ำมันฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ขณะที่ภาคประชาชนก็จะต้องวางแผนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยยึดหลักประหยัดพลังงาน วางแผนการเดินทางอย่างคุ้มค่า หันมาใช้พลังงานทางเลือกหรือระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น

 


เมื่อโลกอยู่ในสภาวะ “เปราะบาง” การสร้างเกราะป้องกันและภูมิคุ้มกันด้านพลังงาน คือหนทางรอดของประเทศไทย ภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง และพร้อมที่จะปะทุได้ตลอดเวลา.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar