“ภาษีสหรัฐฯ” ไร้จุดสิ้นสุด? จาก “แรงงานบังคับ” สู่ “กำแพงภาษี”

 

“ภาษีสหรัฐฯ” ไร้จุดสิ้นสุด? จาก “แรงงานบังคับ” สู่ “กำแพงภาษี”

 

สมรภูมิการค้าโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่นำโดย “โดนัลด์ ทรัมป์” เดินหน้าจัดเก็บภาษีศุลกากรกับ 60 ประเทศคู่ค้า ในอัตราระหว่าง 10% ถึง 12.5% ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าปี 1974 (พ.ศ.2517) ซึ่งมีผลบังคับใช้ 24 กรกฎาคม 2569 โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีสูงสุดที่ 12.5% ซึ่งรวมถึง จีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และเวียดนาม

 

การเรียกเก็บภาษีในรอบนี้ สหรัฐฯ ได้ยกเหตุผลว่าไทยและคู่ค้าอื่น ๆ ขาดมาตรการเชิงรุกและกลไกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ (Forced Labor)

 

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้วินิจฉัยว่า ภาษีศุลกากรที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปก่อนหน้านั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ทรัมป์ต้องหาช่องทางกฎหมายอื่นๆ เพื่อจัดเก็บภาษีจากประเทศอื่นๆ แทน

 

การที่สหรัฐฯ หันมาใช้ประเด็นแรงงานและสิทธิมนุษยชนเป็นข้ออ้างในการตั้งกำแพงภาษี สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนผ่านจากการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าแบบเดิม ไปสู่การใช้ "มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี" (Non-Tariff Barriers) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า และกดดันประเทศอื่นๆ ให้เดินตามกติกาของตน

 

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายระยะสั้นของภาคการส่งออกไทยเท่านั้น แต่กำลังตั้งคำถามสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่จะต้องเร่งปรับตัว

 

นอกจากนี้ ไทยจะต้องตั้งรับกับสถานการณ์ในอนาคต เพราะเชื่อว่าสหรัฐฯ จะยังคงใช้ช่องทางกฎหมายหรือข้ออ้างใหม่ ๆ เช่น ประเด็นสิ่งแวดล้อม การปล่อยคาร์บอน หรือประเด็นด้านความมั่นคง ซึ่งประเทศไทยจะต้องเร่งหามาตรการรับมือ เพื่อไม่ให้ตกเป็น "ตัวประกันทางการค้า" อย่างไม่มีวันจบสิ้น

 

แม้ไทยและประเทศอื่นๆ ต้องยอมเดินตามเกมสหรัฐฯ แต่ในมุมมองของ “พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินว่า ไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทยส่วนใหญ่ก็เผชิญกับการเรียกเก็บภาษีในระดับใกล้เคียงกัน

 

แต่ในมุมของ “อัทธ์ พิศาลวานิช” นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีในช่วงนี้ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2569 โดยคาดว่าจะมีมูลค่าความเสี่ยงขั้นต้นประมาณ 30,088 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.02 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว

 

ในยุคที่ภาษีศุลกากรไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้หรือปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ถูกใช้เป็น "อาวุธทางเศรษฐกิจ" และหากพิจารณาสภาพการเมืองภายในของสหรัฐฯ ปัจจุบัน จะพบว่าแนวโน้มการปกป้องทางการค้าจะยังคงดำเนินต่อไป และสหรัฐฯ อาจนำมาตรการกดดันรูปแบบใหม่ๆ มาใช้เพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ประเทศไทยจะต้องวางยุทธศาสตร์ป้องกัน โดยกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักเพียงแห่งเดียว และจะต้องเร่งขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอื่นๆ เช่น BRICS Plus, กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อสร้างเครือข่ายรองรับเมื่อเกิดแรงกระแทกจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ไทยจะต้องเร่งสรุปการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป รวมทั้งมองหาความร่วมมือทางการค้าใหม่ๆ และเร่งยกระดับสินค้าไทยจากการแข่งขันด้วย "ราคา" ที่ต้องพึ่งพาแรงงาน ปรับเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างการผลิตสินค้ามูลค่าสูง (High Value-Added) อุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Automation) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งใช้แรงงานลดลง แต่เน้นทักษะและมาตรฐานความยั่งยืนที่ชัดเจน

 

การเก็บภาษี 12.5% ของสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุผลด้านแรงงานบังคับในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็น "การเตือนภัยล่วงหน้า" ของมาตรการกีดกันทางการค้ายุคใหม่ ที่ประเทศมหาอำนาจพร้อมที่จะนำมาใช้ตลอดเวลา

 

ซึ่งทางรอดของประเทศไทยไม่ใช่การรอให้สหรัฐฯ ผ่อนปรน แต่ต้องเร่งยกระดับฐานการผลิตที่โปร่งใส เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยึดมั่นในสิทธิมนุษยชน

 


ซึ่งหากประเทศไทยสามารถปรับมาตรฐานตัวเองให้อยู่เหนือกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ เชื่อว่าไทยจะมีเกราะป้องกัน และกลายเป็นผู้เล่นที่โดดเด่น สามารถยืนอยู่บนเวทีการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและแข็งแรงอย่างแท้จริง.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar