ไทยเสี่ยงแค่ไหน? เมื่อโลก “แผ่นดินไหว” ถี่ขั้น

 

ไทยเสี่ยงแค่ไหน? เมื่อโลก “แผ่นดินไหว” ถี่ขั้น

 

สร้างความเสียหายอย่างหนักหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งล่าสุดที่ประเทศโคลอมเบียและอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ และเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้โดยไร้สัญญาณเตือน

 

จากวิกฤตภัยะรรมชาติที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ นำมาสู่คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องหันกลับมาวิเคราะห์อย่างจริงจังว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใดต่อภัยแผ่นดินไหว แม้ไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกโดยตรง แต่โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ประเทศไทยยังมีรอยเลื่อนกระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาค รวมถึงความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวระยะไกล ล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

 

“ดร.สนธิ คชวัฒน์” ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเนื้อหาบางตอนระบุว่า ปีนี้ภาวะโลกร้อนจนเดือด มีส่วนกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวถี่และรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแนววงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ซึ่งเป็นผลมาจากความผันแปรตามธรรมชาติทางธรณีวิทยาและการปลดปล่อยพลังงานของแผ่นเปลือกโลก และข้อมูลล่าสุดจนถึงเดือนสิงหาคม 2026 ทั่วโลกตรวจพบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไป ถึง 11 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเขตวงแหวนแห่งไฟ เช่น ในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เม็กซิโก และโคลอมเบีย

 

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกโดยตรง แต่ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า ประเทศไทยมีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง (Active Faults) ทั้งหมด 16 กลุ่มรอยเลื่อน ที่พาดผ่านพื้นที่ 23 จังหวัด ซึ่งรอยเลื่อนเหล่านี้ยังมีศักยภาพในการขยับตัวและปลดปล่อยพลังงาน ที่ส่งผลก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดปานกลางถึงรุนแรงได้ในอนาคต

 

ทั้งนี้รอยเลื่อนที่ยังคงมีพลังทั้ง 16 กลุ่มรอยเลื่อนในประเทศไทยประกอบด้วย

 

1. “รอยเลื่อนแม่จัน” พาดผ่าน จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ซึ่งรอยเลื่อนแห่งนี้ถือว่ามีศักยภาพสูง

2. “รอยเลื่อนแม่ลาว” พาดผ่าน จ.เชียงราย และเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปี 2557 ขนาด 6.3 ซึ่งนับเป็นเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 50 ปีของไทย

3. “รอยเลื่อนแม่ทา” พาดผ่าน จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน และ จ.เชียงราย

4. “รอยเลื่อนแม่อิง” พาดผ่าน จ.เชียงราย มีหลักฐานทางธรณีสัณฐานบ่งชี้ถึงความมีพลัง และนับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมาเกิดแผ่นดินไหวแล้วหลายครั้ง ล่าสุดในปี 2554 ขนาดประมาณ 4.1

5. “รอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน” พาดผ่าน จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก มีลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการเลื่อนตัวของเปลือกโลกอย่างชัดเจน

6. “รอยเลื่อนเวียงแหง” พาดผ่าน จ.เชียงใหม่ เป็นรอยเลื่อนแบบปกติ

7. “รอยเลื่อนเถิน” พาดผ่าน จ.ลำปาง และ จ.แพร่ มีความยาวทั้งหมดประมาณ 180 กิโลเมตร มีหลักฐานการเลื่อนตัวในอดีตจำนวนมาก

8. “รอยเลื่อนพะเยา” พาดผ่าน จ.พะเยา จ.เชียงราย และ จ.ลำปาง มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2562 ที่ จ.ลำปาง ขนาดประมาณ 4.9

9. “รอยเลื่อนปัว” พาดผ่าน จ.น่าน เป็นรอยเลื่อนปกติที่มีแนวยาวประมาณ 110 กิโลเมตร

10. “รอยเลื่อนอุตรดิตถ์” พาดผ่าน จ.อุตรดิตถ์ เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2541 บริเวณ อ.ท่าปลา ขนาดประมาณ 3.2

11. “รอยเลื่อนเพชรบูรณ์” พาดผ่าน จ.เพชรบูรณ์ และ จ.เลย มีลักษณะการเลื่อนแบบรอยเลื่อนปรกติ เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2533 ขนาดประมาณ 4.0

12. “รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์” พาดผ่าน จ.กาญจนบุรี มีความยาวรวมประมาณ 200 กิโลเมตร และมีความสำคัญต่อพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร

13. “รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์” พาดผ่าน จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี จ. อุทัยธานี และ จ.ตาก เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2526 ใกล้อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ขนาดประมาณ 5.9 รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ถึงกรุงเทพมหานคร

14. “รอยเลื่อนเมย” พาดผ่าน จ.ตาก และ จ.กำแพงเพชร มีความยาวรวมประมาณ 260 กิโลเมตร เคยเกิดแผ่นดินไหวปี 2518 ขนาด 5.6 ประชาชนหลายจังหวัดในภาคเหนือรวมถึงกรุงเทพฯ สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

15. “รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย” พาดผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต เคยเกิดแผ่นดินไหวล่าสุดในปี 2558 ที่ จ.พังงา ขนาดประมาณ 4.5

16. “รอยเลื่อนระนอง” พาดผ่าน จ.ระนอง จ.ชุมพร จ. ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.พังงา เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2549 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาดประมาณ 5.0

 

นอกจาก “16 กลุ่มรอยเลื่อน” ที่ไทยต้องเฝ้าระวังแล้ว เหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และอินโดนีเซีย ไทยก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน เพราะแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่เหล่านี้ สามารถส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยได้ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนที่มีคุณสมบัติขยายแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้อาคารสูงรับรู้และโยกคลอนได้ชัดเจน ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ประเทศเมียนมา ที่สร้างแรงสั่นถึงกรุงเทพฯ ส่งผลให้อาคารสูงที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้พังถล่มลงมา

 

ด้วยความที่แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีเครื่องมือใดสามารถพยากรณ์วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุได้อย่างแม่นยำ การรับมือจึงขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมและการบริหารจัดการ

 

เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับการรับมือจากเชิงรับ ไปสู่เชิงรุกในด้านต่างๆ ทั้งการการบังคับใช้และปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร โดยจะต้องบังคับใช้มาตรฐานการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวอย่างเข้มงวดในอาคารใหม่ พร้อมมีมาตรการจูงใจทางภาษีหรือเงินอุดหนุนเพื่อให้อาคารเก่าและอาคารสาธารณะเร่งตรวจสอบและเสริมความแข็งแรง

 

นอกจากนี้จะต้องปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือแบบเรียลไทม์และมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนหลบภัยหรืออพยพได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งกำหนดให้โรงเรียน สถานพยาบาล อาคารสำนักงาน และชุมชนในเขตพื้นที่เสี่ยงรอยเลื่อนและเมืองใหญ่ มีการซ้อมแผนอพยพจากแผ่นดินไหวอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง

 

และที่สำคัญจะต้องมีการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงภัยธรณีวิทยาขั้นสูง เพื่อช่วยให้การวางผังเมืองและการออกแบบอาคารในอนาคตมีความปลอดภัยสูงสุด

 

จากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่โคลอมเบียและอินโดนีเซีย ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

 


แม้เราจะไม่สามารถห้ามการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงและความสูญเสีย ได้ด้วยความไม่ประมาทและมาตการรับมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สังคมไทยพร้อมเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ อย่างปลอดภัย.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar