จ่อคุม “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ธปท.สกัด “กับดักหนี้-NPL”

 

จ่อคุม “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ธปท.สกัด “กับดักหนี้-NPL”

 

ในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า และการซื้อสินค้าถูกย่อยให้เหลือเพียงการ “คลิก” บนหน้าจอสมาร์ตโฟน ส่งผลให้สินเชื่อประเภท “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” (Buy Now Pay Later : BNPL) กลายเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่สร้างแรงดึงดูดมหาศาลให้กับผู้บริโภคในปัจจุบัน

 

ความนิยมในการจับจ่ายใช้สอยผ่านสินชื่อ BNPL อย่างก้าวกระโดด สะท้อนผ่านตัวเลขผู้ใช้บริการที่เพิ่มสูงมากขึ้น โดยในช่วงเวลาเพียง 4 ปี ยอดผู้ใช้งานในประเทศไทยพุ่งขึ้นจาก 6 แสนคน สู่กว่า 6 ล้านคน หรือโตขึ้นกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว

 

แต่ภายใต้ความสะดวกสบายและตัวเลือก “ผ่อน 0%” ที่เข้าถึงง่ายโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน กลับซ่อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล เมื่อจากสถิติพบว่า กว่า 45% ของคนรุ่นใหม่เริ่มต้นสร้าง “หนี้ก้อนแรก” ผ่านบริการ BNPL ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่การลงทุนเพื่อสร้างอนาคต แต่เป็นการกู้ยืมการบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่นอาหาร หรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่มีความจำเป็น ส่งผลให้เกิดความเคยชินกับการนำเงินอนาคตมาใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย ขาดวินัยการออมและการบริหารเงินสด และเมื่อเจอมรสุมเศรษฐกิจหรือรายได้สะดุด หนี้ย่อยๆ จาก BNPL ที่กระจายอยู่หลายแพลตฟอร์ม ก็จะรวมกันกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ที่หลายคนไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้คืน

 

ความเสี่ยงของการ “สร้างหนี้แบบไม่รู้ตัว” ที่กำลังลุกลามเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัดสินใจขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการเตรียมจัดระเบียบและควบคุมธุรกิจ BNPL เข้าระบบอย่างเป็นทางการ โดยบังคับให้ผู้ประกอบการจะต้องยื่นขอใบอนุญาต (License) ใหม่ และเตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแลฉบับเข้มงวด เพื่อยกระดับมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม

 

“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การที่ ธปท. เพิ่มมาตรการเพื่อกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะถูกเอาเปรียบจากดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด หรือเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และยังเป็นการปิดช่องโหว่ไม่ให้กลุ่ม Non-bank กลายเป็นทางผ่านของกลุ่มทุนเทา หรือการทำธุรกรรมที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

สำหรับเกณฑ์ใหม่ที่จะออกมาบังคับใช้ จะกำหนดให้ธุรกิจ BNPL จะต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะ (License) โดยผู้ประกอบการรายเดิมที่ดำเนินธุรกิจอยู่ก่อนแล้วประมาณ 6 รายขึ้นไป จะต้องเข้าสู่ระบบการขอใบอนุญาตตามเงื่อนไข ขณะที่ผู้ใช้บริการสินเชื่อ BNPL จะต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป, จำกัดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในกรอบ 15-20% และจำกัดวงเงินให้สินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาท/ราย เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนก่อหนี้สินเกินตัว

 

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ให้ความเห็นชอบร่างเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวแล้ว และมีแผนจะเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงก่อนประกาศใช้จริงภายในไตรมาส 4 ปี 2569

 

ปรากฏการณ์การใช้บริการสินเชื่อ BNPL ที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ได้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความสะดวกสบายของเทคโนลียี ที่สามารถสมัครใช้งานผ่านแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้ที่ยุ่งยาก

 

นอกจากนี้ผู้ให้บริการยังใช้จิตวิทยาทางการเงินโดยใช้คำว่า “ผ่อน 0%” หรือ “แบ่งจ่าย 3-4 งวด” ช่วยลดความรู้สึกเสียดายเงิน ทำให้ผู้บริโภคกล้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการเจาะกลุ่มไร้บัญชีธนาคารหรือกลุ่มที่ไม่มีบัตรเครดิต เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือนหรือกลุ่มฟรีแลนซ์ เข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

 

แม้ในช่วงแรกของการใช้มาตรการที่เข้มข้น อาจส่งผลให้ตลาด BNPL ชะลอตัวลง และผู้เล่นรายเล็กอาจต้องถอนตัว แต่ในระยะยาวจะช่วยคัดกรองเฉพาะผู้ประกอบการที่มีระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็ง และได้ลูกหนี้ที่มีคุณภาพมากขึ้น

 

การที่ ธปท. ประกาศเตรียมออกเกณฑ์กำกับดูแล BNPL ภายในไตรมาส 4 ปี 2569 ไม่ใช่เป็นการ “บล็อก” หรือ “ทำลาย” นวัตกรรมทางการเงินของกลุ่ม BNPL แต่เป็นการ “ตั้งการ์ด” ป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้ครัวเรือนขยายตัว

 


นอกจากนี้ยังช่วยคัดกรองให้ BNPL กลับมาทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือทางการเงินที่สร้างสรรค์” มากกว่าจะกลายเป็น “กับดักหนี้” ที่กัดกินอนาคตทางการเงินของคนรุ่นใหม่ในระยะยาว.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar