
ม.หอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวสูงสุดในรอบ 6 เดือน ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สอดคล้องกับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ประจำเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 53.2 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เนื่องจากผู้บริโภคคลายส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศไม่สูงจนเกินไป ประกอบกับรัฐบาล เริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และราคาพืชผลทางการเกษตรหลัก ปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวก และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน
เป็นไปในทิศทางเดียวกับ มุมมองของภาคธุรกิจ จากสมาชิกหอการค้าไทยทุกจังหวัดทั่วประเทศ จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (Thai Chamber of Commerce Confidence Index:TCC-CI)ในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อยู่ที่ระดับ 41.8 จากระดับ 41.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในทุกภูมิภาค ซึ่งตัวชี้วัดปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกด้าน ทั้งในด้านภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัด การลงทุน ภาคเกษตร อุตสาหกรรม / การค้า / ภาคบริการ ปัจจัยบวกมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส
แต่สถานการณ์การค้าชายแดน และการจ้างงาน มีค่าดัชนีฯ ลดลง รวมทั้งในภาพรวมทุกภูมิภาค ค่าดัชนีที่ยังต่ำกว่าค่ากลางที่ 50 ถือว่าผู้ประกอบการยังกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ สูงกว่า รายได้ในปัจจุบัน รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงแต่ยังส่งผลให้หยุดชะงักทางการค้าบริเวณชายแดนอย่างต่อเนื่อง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น การทะลักของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และยังมีความเสี่ยงจากปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่
ส่วน แนวทางการแก้ไขปัญหา ภาคเอกชน เสนอให้ หาแนวทางบริหารจัดการน้ำและวางแผนรับมืออุทกภัย พร้อมระบบเตือนภัยภัยพิบัติทางธรรมชาติล่วงหน้า การบริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาปุ๋ยทางการเกษตร เร่งส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงรุกในช่วงปลายปี การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติ ที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ย้ำว่า จะต้องจับตาในเดือนกันยายน และเดือนตุลาคม ที่จะเห็นสัญญาณที่จะชี้ถึงจุดเปลี่ยนของประเทศ ว่าจะกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่อง หรือ กลับจะทรุดตัวลงอีกครั้ง ทั้งปัจจัยจาก ภาวะสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านซึ่งจะเป็นตัวกดดันราคาน้ำมัน / นโยบายการปรับโครงสร้างพลังงาน ที่อาจจะมาหนุนเศรษฐกิจต่อเนื่องจากไทยช่วยไทยพลัสที่จะสิ้นสุดเดือนกันยายน การเจรจา ART ว่าไทยจะถูกภาษีจากสหรัฐในอัตรา ที่กระทบต่อการส่งออกหรือไม่ และสถานการณ์ทางการเมือง ที่หลายคนเริ่มกังวลถึงความมีเสถียรภาพ จากเรื่องของคดีความต่างๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อพรรคการเมือง หรือ พรรคแกนนำรัฐบาล รวมไปถึงต้องติดตามการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งอาจจะกดดันต่อความเชื่อมั่นทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน เพราะจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐที่จะทำได้ต่อเนื่องหรือไม่
ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยรัฐบาล ต้องใช้กลไกของภาครัฐ ในการกระตุกเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นให้ได้ แต่ควรจะเปลี่ยนนโยบายการแจกเงิน มาเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตแทน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% เร็วที่สุด
โดยจากตัวเลขเศรษฐกิจไทย ในช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 2.4% มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการณ์ทั้งปี
เศรษฐกิจไทยน่าจะโต 2-2.5% ตามเดิมที่คาดไว้ตั้งแต่ต้นปี
ข่าว อโนชา อู่สุวรรณ nbt