“ไทยเที่ยวไทยพลัส” 1 ล้านสิทธิ์ เครื่องยนต์ปั๊ม ศก.ช่วงปลายปี

 

“ไทยเที่ยวไทยพลัส” 1 ล้านสิทธิ์ เครื่องยนต์ปั๊ม ศก.ช่วงปลายปี

 

ในจังหวะที่แรงขับเคลื่อนจากการส่งออกและการบริโภคในประเทศเริ่มเผชิญภาวะชะลอตัว รัฐบาลได้ตัดสินใจอัดฉีด “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ” ระลอกใหม่ ผ่านโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” โดยเคาะวงเงินไม่เกิน 3,500 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เพื่อส่งมอบ 1 ล้านสิทธิ์ให้แก่ประชาชน โดยเบื้องต้นจะเปิดให้กลุ่มผู้ประกอบการลงทะเบียนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ขณะที่ประชาชนจะทยอยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หลังวันที่ 25 ตุลาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดินทางได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้รายละเอียดของการให้สิทธิ์ประชาชน รัฐจะอุดหนุนด้านที่พักสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน ประชาชน 1 คนใช้สิทธิ์ได้สูงสุด 5 คืน หรือคิดเป็นเงินสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 7,500 บาทต่อคน หากใช้สิทธิ์ครบทั้ง 5 คืน

 

นอกจากนี้รัฐยังสนับสนุน Voucher ที่เป็นรูปแบบคูปองดิจิทัลเพื่อนำไปใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา นวด ทำเล็บ รถรับจ้าง หรือร้านของที่ระลึก โดยมีลักษณะการใช้ในรูปแบบของการร่วมจ่าย (Co-payment) แบบ 50:50 คล้ายโครงการ “คนละครึ่ง”

 

ทั้งนี้ Voucher จะมีวงเงินเริ่มต้นที่ 1,500 บาท สำหรับการใช้จ่ายใน “เมืองหลัก” แต่ถ้าใช้จ่ายใน “เมืองรอง” รัฐจะเพิ่มวงเงินเป็น 2,000 บาท เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนกระจายการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น

 

ด้วยมาตรการที่เน้นลดภาระค่าใช้จ่ายโดยตรง ทั้งการอุดหนุนค่าที่พักสูงสุดคืนละ 1,500 บาท และการมอบคูปองแบบร่วมจ่าย สูงสุดอีก 2,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความคึกคักให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในช่วงปลายปี

 

“ไทยเที่ยวไทยพลัส” ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็น “หัวหอก” ในการฟื้นฟูและอัดฉีดสภาพคล่องให้แก่เศรษฐกิจในภาพรวม แต่ก็มีคำถามตามมาว่า ในสภาวะที่ค่าครองชีพยังคงตึงตัว เม็ดเงินอุดหนุนก้อนนี้จะสามารถดึง “เงินในกระเป๋า” ของประชาชนออกมาสะพัดเพิ่มได้มากน้อยเพียงใด

 

ทั้งนี้ “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประเมินว่า “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 58,000-60,000 ล้านบาท จากการกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย และยังระบุอีกว่า เงินที่ภาครัฐใส่ลงไป 1 บาท จะสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 2.5 เท่าอีกด้วย

 

แม้ตัวเลขการอุดหนุนของภาครัฐจะดูจูงใจให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน มีปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องคำนึงถึง ทั้งเรื่องภาวะค่าครองชีพตึงตัวกับ “ความเต็มใจในการจ่าย” ซึ่งปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น การที่รัฐบาลอุดหนุนค่าห้องพักและแจก Voucher ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มจะพร้อมออกเดินทาง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวจริงยังมี “ต้นทุนแฝง” อีกมาก เช่น ค่าเดินทาง/น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอาหารส่วนเกิน และค่าซื้อสินค้าต่างๆ  ซึ่งมาตรการนี้อาจดึงดูดได้เฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไปที่มีสภาพคล่อง แต่ในขณะที่กลุ่มฐานรากอาจไม่สามารถเข้าร่วมได้

 

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เม็ดเงิน 1 ล้านสิทธิ์จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ “ตั้งใจจะไปท่องเที่ยวปลายปีอยู่แล้ว” ส่งผลให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลไม่ได้สร้างการท่องเที่ยวใหม่ (Net New Demand) แต่กลายเป็นการช่วยประหยัดเงินให้กับคนที่กำลังจะจ่ายอยู่แล้ว ผลลัพธ์คือเงินหมุนเวียนใหม่ในระบบอาจไม่ได้เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้

 

และจากประสบการณ์จากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในอดีตที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า เม็ดเงินมักกระจายไปสู่โรงแรมขนาดใหญ่และเมืองท่องเที่ยวหลักมากกว่าเมืองรอง เนื่องจากความพร้อมด้านเทคโนโลยีและฐานลูกค้า หากโครงการนี้ไม่มีการล็อกเงื่อนไขการใช้ Voucher ในพื้นที่เมืองรองหรือร้านค้ารายย่อย เม็ดเงินก็อาจจะกระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่มากกว่ากระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

 

โครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” นับเป็นยากระตุ้นระยะสั้นที่มาถูกจังหวะเวลาสำหรับช่วงไฮซีซัน แต่การจะเปลี่ยน "เม็ดเงิน 3,500 ล้านบาท" ให้เป็น "แรงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน" รัฐบาลควรร่วมมือกับภาคเอกชนในการออกมาตรการจูงใจเพิ่มเติม โดยเฉพาะสิทธิพิเศษในการใช้บริการในจังหวัดเมืองรองให้มากขึ้น

 

นอกจากนี้จะต้องปรับลดขั้นตอนเทคโนโลยี เพื่อให้ร้านอาหารขนาดเล็กและวิสาหกิจชุมชนสามารถรับคูปองร่วมจ่ายได้จริง และที่สำคัญจะต้องติดตามการใช้จ่ายจริงเพื่อวัดผลความสำเร็จของโครงการ ไม่ใช่เพียงวัดเพียงจำนวนการจองสิทธิ์เท่านั้น

 

“ไทยเที่ยวไทยพลัส” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ซึ่งหากรัฐบาลสามารถทลายข้อจำกัดด้านต่างๆ และกระจายรายได้ไปสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง


เชื่อว่าโครงการนี้จะไม่เพียงแต่จะนำความคึกคักกลับมาสู่ภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจและ GDP ของไทยส่งท้ายปีได้อย่างแท้จริง.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar