ประเทศไทย “ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะพิษ”

 

ประเทศไทย “ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะพิษ”

 

ในโลกของการค้าขายระหว่างประเทศ “การนำเข้า-ส่งออกสินค้า” ถือว่ามีความสำคัญ เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่จะเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ภายใต้สินค้าที่ถูกบรรจุมากับตู้คอนเทนเนอร์นับแสนใบ ที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจไทยในแต่ละวัน กลับมีความจริงอันน่าตกใจแฝงอยู่เมื่อ “ขยะพิษจากทั่วโลก” ถูกซุกซ่อนเข้ามาอย่างแยบยล

ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีวัตถุอันตรายข้ามชาติ ไม่เพียงแต่เป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการสำแดงเท็จต่อศุลกากรเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของคนไทย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและการขนส่งหลักของประเทศ ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการลักลอบนำเข้าขยะพิษมาทิ้งและแปรรูปอย่างผิดกฎหมาย

วิกฤตการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีวัตถุอันตราย สะท้อนให้เห็นจากสถิติของกรมศุลกากรที่พบว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าขยะพิษได้ถึง 187 คดี น้ำหนักรวมกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 234 ล้านบาท ซึ่งจากสถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ขบวนการข้ามชาติยังคงใช้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายปลายทางของการขนขยะพิษออกจากพื้นที่ของตนเอง

เพื่อสกัดกั้นและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ล่าสุด “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดปฏิบัติการเดินหน้าตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ท่าเรือแหลมฉบัง และพบว่าตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนมีการปะปนของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย โดยเตรียมขยายผลถึงต้นทางและขบวนการที่เกี่ยวข้อง

การประกาศเอาจริงกับขบวนการลักลอบนำขยะพิษเข้าประเทศ  ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวข้ามจากการตั้งรับ ไปสู่การปราบปรามเชิงรุก เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายของขยะพิษข้ามชาติ

ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่สามารถเอาผิดขบวนการลักลอบขนขยะพิษข้ามชาติ ทั้งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ที่ควบคุมการนำเข้า ขนส่ง และครอบครองสิ่งที่เป็นวัตถุอันตราย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 202 และมาตรา 244 การนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือการสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด/ข้อห้าม ถือเป็นความผิดร้ายแรง มีโทษปรับสี่เท่าของราคาสินค้ารวมอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังมีอนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) ที่ได้ระบุกรอบกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน ซึ่งกำหนดให้ประเทศต้นทางต้องได้รับความยินยอมจากประเทศปลายทางอย่างเป็นทางการ (Prior Informed Consent: PIC) ก่อนจะส่งมอบของเสียอันตรายได้ ซึ่งถ้าหากประเทศปลายทางไม่ยินยอม ก็สามารถส่งขยะอันตรายกลับไปยังประเทศต้นทางได้

ทั้งนี้แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายบังคับใช้ แต่ก็ยังมีขบวนการลักลอบขนขยะพิษเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง และเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ลดลงและหมดไป ภาครัฐจำเป็นต้องขับเคลื่อนแนวทางการแก้ไขในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้มาตรการส่งกลับประเทศต้นตามอนุสัญญาบาเซลอย่างจริงจัง โดยผู้นำเข้าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณของไทย

นอกจากนี้จะต้องยกระดับคดีลักลอบนำเข้าขยะพิษขนาดใหญ่ให้เป็นคดีพิเศษภายใต้ DSI และประสานงานร่วมกับ ปปง. เพื่อยึดทรัพย์สินและตัดวงจรทางการเงินของกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลัง รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลร่วม ระหว่างกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อตรวจสอบและเปรียบเทียบใบอนุญาตนำเข้ากับประเภทสินค้าจริงในตู้คอนเทนเนอร์แบบ Real-time

การปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และสารเคมีวัตถุอันตรายข้ามชาติ ถือเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญ และถือเป็น “วาระแห่งชาติ”

ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นหนทางช่วยยับยั้งไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็น “ถังขยะโลก” และช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน ตลอดจนระบบนิเวศของไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง.


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar